ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2687 อาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวิน
หลังจากเหตุการณ์นั้นมู่อวู่ซวงก็ยังคงฟื้นตัวอย่างสงบ และเมื่อโยวเยี่ยจี๋ได้ยินข่าวนี้ เขาก็หัวเราะขึ้นมาพลางกล่าวว่า “เจ้าพวกโง่เง่าเหล่านั้นคิดได้แต่กลยุทธ์ที่ไม่มีความหมายเช่นนี้สินะ พวกเขาคิดว่าข้าโง่ถึงขนาดที่ใช้วิธีการเช่นนี้แล้วจะได้ผลจริง ๆ อย่างนั้นหรือ”
“ฝ่าบาท พวกเราขุดสายแร่ของเขากระดูกดำขึ้นมาเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ในเวลานี้ มีคนเข้ามากล่าวรายงาน
“นี่สิถึงจะเป็นข่าวดี! ข้ายังไม่ลืมสัญญาระหว่างข้ากับน้องอวู่ซวงหรอกนะ! เด็ก ๆ! จงนำเอาหนึ่งในสิบของหินแร่ที่ขุดออกมาได้ในคราวนี้ ไปมอบให้กับน้องอวู่ซวงด้วย” โยวเยี่ยจี๋กล่าว
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
สิ่งที่ทำให้เจ้าเมืองหลักอื่น ๆ กลัดกลุ้มใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ นอกจากสิ่งนี้จะไม่ยั่วยุให้โยวเยี่ยจี๋ต่อสู้กับโยวเยี่ยอวู่ซวงเท่านั้น แต่โยวเยี่ยจี๋ยังให้คนนำหินแร่ที่เพิ่งขุดออกมาใหม่จำนวนถึงหนึ่งในสิบ ไปส่งที่เมืองอวู่ซวงอีกด้วย
เมื่อเห็นหินแร่กองนี้แล้ว แววตาของมู่เฉียนซีก็มืดมนลงทันที โยวเยี่ยจี๋ทำตามที่รับปากไว้จริง ๆ สินะ!
เมื่อนางนึกถึงเรื่องที่น่าตื่นเต้นในคืนนั้นขึ้นมา ก็ทำให้รู้สึกว่าคนผู้นี้ถึงภายนอกจะดูไม่อันตราย แต่กลับกล้าแอบใช้มีดลอบแทงพวกเขาอย่างลับ ๆ
ถึงอย่างไรเสียก็ส่งมุกภูตวิญญาณพิเศษมาให้ถึงที่เช่นนี้แล้ว จะให้มันเสียเปล่าไม่ได้ แม้ว่าอาเล็กจะบรรลุระดับราชันย์วิญญาณแล้ว แต่เขาก็ยังต้องฝึกฝนต่อไปมิใช่หรือ
ในตอนที่โยวเยี่ยเสียได้รู้ข่าวนี้ แววตาของเขาก็มืดมนเป็นอย่างยิ่ง “บัดซบ! โยวเยี่ยจี๋มันไม่อยากเป็นองค์รัชทายาทแล้วหรืออย่างไร คิดไม่ถึงเลยว่าจะเอาแม้แต่ของล้ำค่าเช่นนั้นไปเอาใจโยวเยี่ยอวู่ซวง ช่างไร้ยางอายจริง ๆ!”
ถึงจะไม่สามารถยุแหย่ความสัมพันธ์ระหว่างโยวเยี่ยจี๋กับโยวเยี่ยอวู่ซวงได้ แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ไม่ยอมที่จะถูกฆ่าตายอย่างโดดเดี่ยวแน่นอน
หลังจากนั้นพวกเขาก็กระจายข่าวออกไปทั่วทุกสารทิศว่าโยวเยี่ยจี๋กับโยวเยี่ยอวู่ซวงสมรู้ร่วมคิดกัน เพื่อชิงตำแหน่งขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ และอื่น ๆ…
เมื่อได้ยินข่าวเช่นนี้ มุมปากของมู่เฉียนซีก็กระตุกขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งพลางกล่าวว่า “เจ้าพวกนี้จะอยู่อย่างสงบสุขบ้างไม่ได้หรืออย่างไร ถึงได้มักก่อปัญหาอยู่ตลอดเช่นนี้ แม้แต่ความฉลาดสักครึ่งหนึ่งของโยวเยี่ยจี๋ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ เกรงว่ามันจะเป็นโศกนาฏกรรมหากยังเอาแต่รนหาที่ตายในขณะที่ความสามารถก็อ่อนแอถึงขนาดนี้”
คำพูดของมู่เฉียนซีเป็นเหมือนกับลางบอกเหตุ เพราะบางคนก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมขึ้นมาจริง ๆ แล้วนั่นเอง
ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการแพร่ข่าวลือเมื่อไม่นานมานี้ ได้ถูกองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณเรียกตัวกลับไปที่เมืองหลวงแห่งแดนวิญญาณทั้งหมด
พวกเขาที่ถูกเรียกกลับไปยังเมืองหลวงต่างรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากที่เสด็จพ่อได้ยินข่าวเช่นนี้แล้ว ไม่เพียงแต่จะไม่ไปจัดการโยวเยี่ยจี๋กับโยวเยี่ยอวู่ซวงเท่านั้น แต่กลับมาจับตัวพวกเขาแทนเสียได้
“เสด็จพ่อ มิทราบว่าลูกทำผิดเรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” พวกเขาต่างก็คุกเข่าลงตรงหน้าโยวเยี่ยจุน จากนั้นก็กล่าวด้วยความกังวลเป็นอย่างยิ่ง
โยวเยี่ยจุนกล่าวอย่างเย็นชาว่า “อย่าแสร้งทำเป็นโง่ใส่ข้า พวกเจ้าทำอะไร พวกเจ้าย่อมรู้ดีแก่ใจ! หากพวกเจ้ายังอยากที่จะเป็นเจ้าเมืองอยู่ลฃะก็ ก็จงเป็นเจ้าเมืองให้ดีเถิด แต่หากไม่อยากเป็นเจ้าเมืองก็จงไสหัวไปเสีย! ผู้ที่จะมาสืบทอดแดนวิญญาณจะเลือกจากโยวเยี่ยจี๋และโยวเยี่ยอวู่ซวงเท่านั้น และข้าก็จะบอกพวกเจ้าอย่างเป็นทางการว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าไม่มีคุณสมบัติในการแข่งขันใด ๆ อีกต่อไป”
สำหรับลูกชายของตนเอง โยวเยี่ยจุนพึงพอใจในตัวโยวเยี่ยอวู่ซวงมากที่สุด ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะเขาเป็นลูกชายที่มีสายเลือดและพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดนั่นเอง
แต่คนที่ทำให้เขาไร้กังวลมากที่สุดคือโยวเยี่ยจี๋ เขาเป็นคนที่สามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง การฝึกฝนก็ไม่เลวเช่นกัน
ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนเป็นกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องทั้งนั้น
ก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าพวกเขาจะโง่เง่าเช่นนี้ แต่ตอนนี้เขารู้สึกแล้วว่าพวกเขาเหล่านี้โง่เง่าเกินเยียวยาแล้วจริง ๆ
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ คนเหล่านี้ต่างก็พากันสับสนไปหมด
“เสด็จพ่อ พวกเราผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกเราผิดไปแล้วจริง ๆ ได้โปรดเถิด พระองค์โปรดอย่ายึดสิทธิ์ในการแข่งขันของพวกเราเลยพ่ะย่ะค่ะ!” สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปทันที หลังจากนัันต่างก็ขอร้องให้องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณคืนคำสั่งด้วยความเศร้าโศก
แต่องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกลับกล่าวว่า “หากพวกเจ้าอยากแข่ง พวกเจ้าคิดว่าจะแข่งได้อย่างนั้นหรือ ผู้แข็งแกร่งระดับราชันย์วิญญาณที่พวกเจ้าส่งไปลอบสังหารอวู่ซวง ล้วนถูกสังหารจนหมดสิ้น และไม่รอดกลับมาเลยแม้แต่คนเดียวมิใช่หรืออย่างไร”
“ความสามารถของตัวพวกเจ้าเอง มีผู้ใดสามารถเป็นคู่ต่อสู้กับอวู่ซวงได้บ้าง! แม้แต่อวู่ซวงยังสู้ไม่ได้ พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรไปสู้กับเขากัน! พวกเจ้าลองพูดมาสิ หากมีละก็ ข้าก็สามารถพิจารณาเรื่องเรียกคืนคำสั่งได้! แต่หากไม่มีแล้วละก็ พวกเจ้าก็จงไสหัวไปซะ” องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณกล่าวด้วยสีหน้าที่เฉยเมย
นี่เป็นความจริงที่พวกเขารู้มาตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ตอนที่โยวเยี่ยอวู่ซวงสามารถรอดพ้นจากสายฟ้าลงทัณฑ์เลื่อนขั้นได้ มันก็ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
แต่ทว่าพวกเขาเองก็ไม่อยากยอมรับความจริงเรื่องที่ว่า ถูกคนที่ตามหลังมาแซงหน้าได้แล้วนั่นเอง
สุดท้ายพวกเขาก็ทำได้เพียงแค่หนีออกมาภายใต้สายตารังเกียจขององค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ!
หินแร่ที่โยวเยี่ยจี๋ส่งมากองนั้นมู่เฉียนซีได้ให้เจ้าผลไม้น้อยและมังกรร้ายเป็นผู้จัดการ เจ้าผลไม้น้อยทำหน้าที่ในการหามุกภูตวิญญาณพิเศษออกมา ส่วนหน้าที่ในการผ่าหินแร่แน่นอนว่ามังกรร้ายต้องเป็นผู้จัดการอยู่แล้ว
ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก เนื่องจากที่มู่อวู่ซวงเองยังเหลือแก่นแท้หัวใจภูตวิญญาณนั้นอีกมาก ฉะนั้นหลังจากที่ปรึกษากับมู่เฉียนซีแล้ว พวกเขาจึงสรุปได้ว่าจะเอามุกภูตวิญญาณพิเศษส่วนหนึ่งมาใช้เป็นรางวัลให้กับเหล่าลูกน้องที่มีคุณงามความดี
การที่เอามุกภูตวิญญาณมาเป็นรางวัลเช่นนี้ แม้แต่องค์รัชทายาทจี๋ยังไม่สามารถทำเรื่องที่ฟุ่มเฟือยขนาดนี้ได้เลย! ซึ่งมันก็ทำให้พวกเขาในเวลานี้ต่างดีใจกันอย่างบ้าคลั่งเลยทีเดียว
เมื่อรู้ว่าคนที่ทำงานให้ฝ่าบาทอวู่ซวงได้รับประโยชน์ที่สูงถึงเพียงนี้ ก็มีคนมากมายมุ่งหน้ามาขอพึ่งพามู่อวู่ซวง ซึ่งมันก็ทำให้ความสามารถของเมืองอวู่ซวงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากเมืองเทียนจี๋แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถตั้งตนเป็นศัตรูได้อีก
หลังจากที่ได้รับบทเรียนจากเสด็จพ่อของตนเอง เจ้าเมืองคนอื่น ๆ ต่างก็เงียบลง และเตรียมที่จะเป็นเจ้าเมืองอย่างสงบต่อไป
แน่นอนว่าย่อมต้องมีคนที่ไม่พอใจ และกำลังพยายามหาหนทางแก้ไขอยู่อย่างลับ ๆ เช่นกัน
ศัตรูที่แข็งแกร่งก่อนหน้านี้สำหรับพวกเขาแล้วเป็นเพียงแค่เศษสวะเท่านั้น แต่มู่เฉียนซีก็รู้ดีว่าอาเล็กของนางจะต้องพบเจอกับการท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และไม่ว่าจะเป็นโยวเยี่ยจี๋หรือโยวเยี่ยจุนต่างก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จัดการได้ง่ายเลยสักคนเดียว
แดนวิญญาณในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาอันวุ่นวาย เพราะอาณาจักรโบราณที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของแดนวิญญาณได้ถูกเปิดออกแล้ว ซึ่งสถานที่แห่งนั้นถูกเรียกว่าอาณาจักรแห่งการเริ่มต้น หรือจะเรียกได้ว่าอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินก็ได้
สถานที่แห่งนั้นคือสถานที่ที่องค์จักรพรรดิกุ่ยจวินผู้ครองแดนวิญญาณคนแรกเสียชีวิต แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาหายไปได้อย่างไร
สุดท้ายเขาก็เหลืออาณาจักรลับเช่นนี้เอาไว้ และทันทีที่มันเปิดออก ก็ทำให้คนสามารถเข้าไปหาโอกาสดี ๆ ได้
มีบางครั้งที่มันจะเปิดทุก ๆ สองสามพันปี แต่ก็มีบางครั้งที่มันเปิดทุก ๆ สองสามร้อยปีเช่นกัน
และระยะเวลาที่เปิดในคราวนี้ก็ห่างจากคราวที่แล้วพันกว่าปีเข้าไปแล้ว
ทันทีที่ข่าวนี้ถูกแพร่ออกไป องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณได้มีรับสั่งว่า ให้เจ้าเมืองแต่ละคนพาผู้แข็งแกร่งไปให้เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีอัจฉริยะบางคนที่มุ่งหน้าไปที่เมืองหลวงของแดนวิญญาณ และตัดสินใจเข้าไปในอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินอีกด้วย
ทันทีที่ข่าวเรื่องอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินกระจายออกไป อาณาเขตของเขาก็ได้ต้อนรับแขกท่านหนึ่ง
แขกท่านนี้ได้สวมชุดเกราะที่ประณีตเอาไว้ตัวหนึ่ง ซึ่งชุดเกราะนี้ก็ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังที่เต็มเปี่ยม และทุกรายละเอียดก็ถูกจัดการได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว
ถึงเขาไม่พูดและไม่ปลดปล่อยพลังใด ๆ ออกมา แต่มันกลับทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ในเวลานี้ ชายที่ดูชั่วร้ายในชุดสีเขียวเข้มคนหนึ่งก็เดินออกมา เขากล่าวว่า “องค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ ข้าขอแนะนำตนเองก่อน ข้าคือจื่อโยว มาจากแดนนรกพ่ะย่ะค่ะ! เยี่ยของข้าได้ข่าวมาว่าอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินได้เปิดออกแล้ว ซึ่งเขาก็อยากรู้ถึงความสามารถของต้นกำเนิดสามโลกา ดังนั้นข้าและเขาจึงได้มาที่นี่ และต้องการเข้าไปในอาณาจักรลับขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินเช่นกัน มิทราบว่าองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณจะสามารถจัดการให้ได้หรือไม่”
“ที่แท้ก็ใต้เท้าจื่อโยวนี่เอง! ยินดีที่ได้รู้จัก!” โยวเยี่ยจุนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“มิทราบว่าท่านผู้นี้คือใครหรือ” โยวเยี่ยจุนมองไปทางหวงจิ่วเยี่ย เขารู้สึกว่าคนผู้นี้อันตรายมาก เหตุใดต้องปกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนาถึงเพียงนั้นด้วย
ขนาดอ๋องจิ่วเยี่ยยังมีความสนใจต่อต้นกำเนิดสามโลกา ซึ่งมันก็เป็นคำถามแรกที่อ๋องจิ่วเยี่ยถามถึงเมื่อมาหาเขา
ครั้นเมื่ออาณาจักรลับในครั้งนี้ถูกเปิดออก เขากลับส่งคนสนิททั้งสองคนมาแทน แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองคือคนที่อ๋องจิ่วเยี่ยไว้วางใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว เขาก็ไม่กล้าดูถูกสองคนนี้เช่นกัน
.
.