ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2718 บุปผาคู่ก้านหนึ่ง
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!
ธนูวารีจำนวนนับไม่ถ้วนเจาะทะลุร่างของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋น จนเลือดสด ๆ สาดกระเซ็นออกมา
“อ๊ากกกกก!” โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดราวกับจะขาดใจก็มิปาน
การต่อสู้นี้ได้ทำให้คนอื่น ๆ ตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นพวกเขาก็รีบร้อนเข้ามาถามว่า “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ ฝ่าบาทฉื้ออวิ๋น ทะ…ท่านเป็นอะไรไปขอรับ”
พวกเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก และมองไปทางมังกรวารีอย่างประหลาดใจ กลิ่นอายของชายในชุดสีฟ้าผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวจริง ๆ
เนื่องจากว่าตอนที่เขาติดตามอยู่ข้างกายฝ่าบาทน้อยเฉียนซีก่อนหน้านี้ ไม่เคยเปิดเผยตัวตนออกมาเลย จึงทำให้มองไม่ออกว่าเป็นคนที่สูงส่งเช่นนี้ และไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีความสามารถที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “อ๋อ! โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นเกิดนอนไม่หลับขึ้นมากลางดึก ดังนั้นเขาจึงได้มาประลองฝีมือกับข้า ผลปรากฏว่าไม่ทันระวังจนลงมือหนักเกินไปหน่อย! แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะข้าเป็นนักปรุงยา ฉะนั้นเดี๋ยวข้าจะรักษาให้เขาเอง รบกวนพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าไปพักผ่อนเถิด!”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของมู่เฉียนซี พวกเขาก็เข้าใจขึ้นมาทันที
น่าจะเป็นเพราะฝ่าบาทฉื้ออวิ๋นมาหาเรื่องยั่วยุฝ่าบาทน้อยเฉียนซีก่อน จนทำให้ถูกจัดการเป็นแน่
เนื่องจากว่าพวกเขาเป็นคนของเจ้าเมืองคนปัจจุบัน แน่นอนว่าพวกเขาไม่คิดจะปกป้องอดีตเจ้าเมืองอยู่แล้ว
อย่างไรเสียพวกเขาเลือกที่จะยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับมู่เฉียนซี เพราะคนที่หนุนหลังฝ่าบาทน้อยเฉียนซีก็คือองค์รัชทายาทอวู่ซวง ผู้ที่จะกลายเป็นเจ้าผู้ครองแดนวิญญาณในอนาคตนั่นเอง
“ดูเหมือนว่าพวกข้าน้อยจะตื่นตระหนกมากเกินไป เช่นนั้นพวกข้าน้อยขอตัวก่อนนะขอรับ!” พวกเขากล่าว
พรวดดด!
เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกับมู่เฉียนซีและไม่คิดจะสนใจความเป็นความตายของเขา โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นก็โมโหจนกระอักเลือดออกมาทันที
บัดซบเอ้ย! ให้ตายเถอะ!
ฉึก ฉึก ฉึก!
เข็มยาจำนวนนับไม่ถ้วนปักลงบนร่างของเขา ซึ่งมู่เฉียนซีนั้นเชี่ยวชาญการฝังเข็มในจุดที่เจ็บปวดมากที่สุดอยู่แล้ว
“อ๊ากกกก!” โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกรีดร้องอย่างน่าสังเวชออกมาดังขึ้นเรื่อย ๆ
พลังที่อยู่ในร่างกายของเขาถูกระบายออก และพลังบำเพ็ญทั้งหมดของเขาก็ถูกพิษของมู่เฉียนซีทำให้กลายเป็นความว่างเปล่า
ตอนนี้เขามองไปทางมู่เฉียนซีด้วยความหวาดกลัวพลางกล่าวว่า “เจ้านี่ช่างโหดร้ายยิ่งนัก!”
“ใครใช้ให้เจ้าไม่รู้จักเรียนรู้บทเรียนครั้งที่แล้ว จนกล้ามายั่วยุข้าอีกกันล่ะ ครั้งนี้ข้าจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาภายหลัง และทำให้เจ้าไม่สามารถดิ้นรนได้อีก! ตอนนี้เจ้าควรบอกข้าได้แล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กน้อยทั้งสองคนนี้กันแน่” มู่เฉียนซีกล่าวถาม
“ไม่มีทางหรอก ข้าไม่มีทางบอกเจ้าแน่นอน มู่เฉียนซี เจ้ายอมแพ้เสียเถอะ!” โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นกล่าวอย่างดื้อรั้นเป็นอย่างมาก
“ไม่บอกใช่หรือไม่! ดูเหมือนว่าเจ้าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริง ๆ สินะ!” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา
“เจ้าต้องพูดแน่นอน!” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างหนักแน่น และในระหว่างที่พูดนั้น นางก็ได้ฝังเข็มให้เขาอีกสองสามเข็ม
ฉึก ฉึก ฉึก!
ในมือของนางมีพิษอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แค่นำมาใช้เพียงไม่กี่ชนิด แม้ว่าโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นจะไม่อยากพูด แต่เขาก็จะต้องพูดออกมาอย่างเชื่อฟังอยู่ดี
“ข้าจะให้เวลาเจ้าลองคิดทบทวนหนึ่งคืน พรุ่งนี้หลังจากที่ข้ากินอาหารเช้าเสร็จแล้ว หากเจ้ายังไม่ยอมพูดความจริงออกมาละก็ พวกข้าก็จะทำมันต่อไปอีก!” จากนั้นนางก็ไม่แม้แต่จะเหลือบมองเขาอีกเลย
มังกรวารีอุดปากของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาที่ถูกวางยาพิษกรีดร้องเสียงดังเกินไป จนรบกวนการพักผ่อนของนายท่าน
มังกรวารีรีบติดตามมู่เฉียนซีไปทันที จากนั้นก็กล่าวขึ้นมาข้างหลังมู่เฉียนซีว่า “นายท่าน ไปพักผ่อนเถิดขอรับ!”
เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น เด็กทั้งสองคนนั้นก็ได้เห็นโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นบิดาแท้ ๆ ของพวกเขากำลังหน้าซีดเผือด และทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่งอยู่ที่ลานบ้าน
สีหน้าของพวกเขาเป็นปกติ แต่ทว่าเมื่อโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นเห็นพวกเขาก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที และต้องการจะขอให้ทั้งสองคนนั้นช่วยเหลือเขาอีกด้วย
แต่ทว่าปากของเขาถูกอุดเอาไว้ จึงทำให้เขาไม่สามารถพูดอะไรได้เลย และทำได้เพียงส่งสายตาเพื่อสื่อสารกับพวกเขาเท่านั้น
เขาไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน และดูเหมือนว่าจะเกือบเดินผ่านประตูนรกไปหลายรอบแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ยังรู้สึกเหมือนว่าถูกโยนลงไปในกระทะที่เต็มไปด้วยน้ำมันเดือดและถูกสับออกเป็นหมื่น ๆ ชิ้นนับครั้งไม่ถ้วน…
นางผู้หญิงมู่เฉียนซีผู้นั้นช่างโหดร้ายยิ่งนัก!
อย่างน้อยเขาก็คือพ่อแท้ ๆ ของพวกเขา เมื่อได้เห็นสายตาขอความช่วยเหลือ เด็กทั้งสองคนนี้จะต้องใจอ่อนอย่างแน่นอน แต่ทว่า…
พวกเขาทำเหมือนว่าไม่เห็นโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นก็มิปาน หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินอ้อมไป โดยที่ไม่สนใจสายตาขอความช่วยเหลือของเขาเลยแม้แต่น้อย
ไม่ได้มีเพียงพวกเขาทั้งสองคนเท่านั้น แม้แต่คนรับใช้คนอื่น ๆ ที่เดินเข้าเดินออกลานแห่งนี้ ก็ทำเหมือนว่าพวกเขาแต่ละคนตาบอด โดนที่ไม่สนใจสภาพที่น่าสังเวชของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังถือว่าเป็นองค์ชายของแดนวิญญาณ คิดไม่ถึงเลยว่าคนเหล่านี้จะกล้าทำกับเขาถึงขนาดนี้! มันช่างทำให้โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นโกรธจนปวดตับไปหมด ให้ตายเถอะ!
หลังจากที่มู่เฉียนซีและเด็กน้อยทั้งสองรับประทานอาหารเสร็จ นางก็โบกมือสั่งให้คนมามัดโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นไว้กับต้นไม้ หลังจากนั้นก็เอาสิ่งที่ปิดปากของเขาออก
ในที่สุดเขาก็สามารถพูดได้เสียที ซึ่งนี่ก็ทำให้โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นอยากที่จะตะโกนด่ามู่เฉียนซีทันที
แต่ทว่าในตอนที่เขาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นที่ดวงตาคู่นั้นของเขาไม่มีความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย ก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังถูกคนผู้นี้บีบคอ จนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เลยก็มิปาน
ร่างของเขาสั่นเทาราวกับแกะที่เป็นลมบ้าหมูอย่างไรอย่างนั้น และในตอนนี้มู่เฉียนซีก็เอ่ยปากออกมาว่า “พูดสิ! ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ พวกเขาทั้งสองคนก็อยู่ตรงนี้ด้วย แม้ว่าพวกเขาจะยังเด็กมากนัก แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องราวทั้งหมดเช่นกัน”
โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นถูกมู่เฉียนซีทรมานด้วยยาพิษจนหวาดกลัว อีกทั้งเขายังกลัวมังกรวารี เหมือนตอนที่หวาดกลัวนิรันดร์ในตอนแรกอีกด้วย
เขาเอ่ยปากว่า “ข้าพูด! ข้ายอมบอกแล้ว เรื่องนี้มันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่องหกปีก่อน...”
เมื่อหกปีก่อนหน้านี้ เป็นตอนที่มู่อวู่ซวงยังไม่ได้มาที่แดนวิญญาณ
และนอกจากโยวเยี่ยจี๋แล้ว โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นก็กล่าวได้ว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงมากที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นองค์ชายที่มีอายุน้อยที่สุดอีกด้วย
เขาได้ยินมาว่าในเทือกเขาอันกว้างใหญ่ทางตอนใต้ของเมืองฉื้ออวิ๋นมีอาณาจักรลับอยู่แห่งหนึ่ง ฉะนั้นเขาจึงได้พาคนตรงไปยังสถานที่แห่งนั้น และในตอนนั้นเองเขาก็ได้เจอกับสาวน้อยผู้มีพลังอันลึกลับคนหนึ่งที่มุ่งหน้าเข้ามาฝึกฝนหาประสบการณ์
ซึ่งรูปลักษณ์ของสาวน้อยผู้นั้นตรงกับรสนิยมของโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นที่ชื่นชอบเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีความน่ารัก และบริสุทธิ์ เขาพยายามเชื่อมสัมพันธ์อย่างมีไมตรี ถึงแม้ว่าเขาจะเปิดเผยสถานะว่าเป็นเจ้าเมืองของเมืองฉื้ออวิ๋น แต่แม่นางผู้นั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีความสนใจในตัวเขาเลยแม้แต่น้อย!
เพราะนางไม่ชอบผู้ชายที่ดูเหยาะแหยะและหยิ่งผยองเหมือนโยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นนั่นเอง และหลังจากที่พวกเขาค้นหาอาณาจักรลับแห่งนั้นเจอ ฝันร้ายก็ได้เริ่มต้นขึ้น
สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลย เพราะมันเป็นสถานที่ที่ผนึกสัตว์ร้ายแห่งความตายเอาไว้นั่นเอง
ในตอนที่พวกเขาอยู่ข้างในนั้น นอกจากแม่สาวน้อยผู้นั้นแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนตายไปจนหมดสิ้น
โดยจุดประสงค์ที่สัตว์ร้ายแห่งความตายไว้ชีวิตพวกเขา ก็เพื่อให้พวกเขาทั้งสองคนคลายผนึก และปล่อยมันออกมา
แต่ทว่าผนึกนี้เป็นสิ่งที่กางเอาไว้โดยผู้ทรงพลังตั้งแต่เมื่อหลายแสนปีก่อน แล้วพวกเขาทั้งสองจะสามารถทำลายมันได้อย่างไร!
สัตว์ร้ายแห่งความตายตัวนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่รู้วิธีคลายผนึกเช่นกัน แต่ว่าข้ามีอยู่วิธีหนึ่ง…”
หลังจากนั้นก็มีสิ่งของบางอย่างลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา มันก็คือดอกไม้สีขาวที่ดูเหี่ยวเฉาดอกหนึ่ง ซึ่งมันก็คือบุปผาคู่ก้านหนึ่งนั่นเอง
ดอกไม้ดอกนั้นถูกพลังแห่งความตายดึงออกมาจนกลายเป็นเส้นด้าย จากนั้นก็ถูกผสานเข้าไปในร่างกายของสาวน้อยผู้นั้น ซึ่งมันก็ทำให้นางต้องร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด
สัตว์ร้ายแห่งความตายกล่าวว่า “เผ่าของมันเป็นคนผนึกข้า แม้ว่าพวกมันจะล้มหายตายจากเพราะถูกพลังแห่งความตายของข้ากัดกร่อนไปเนิ่นนานแล้ว แต่ข้าก็สามารถควบคุมมันได้ นอกจากนี้ข้ายังสามารถทำให้พลังแห่งสายเลือดของพวกมันผสานเข้าไปในร่างกายของคนคนหนึ่งได้เช่นกัน แต่ทว่าร่างกายของสตรีนางนี้ไม่เหมาะสม ฉะนั้นนางจำเป็นต้องให้กำเนิดทารกออกมา”
“ดังนั้น หลังจากที่ผสานเข้าไปได้สำเร็จแล้ว เจ้าต้องทำให้นางคลอดเด็กออกมาให้ได้ ข้าคิดว่าเจ้าไม่มีทางที่จะปฏิเสธแน่นอน”
โยวเยี่ยฉื้ออวิ๋นมีความโลภในตัวหญิงสาวผู้นี้มานานแล้ว ในเมื่อตอนนี้มีโอกาส ทั้งยังถูกสัตว์ร้ายแห่งความตายข่มขู่ ฉะนั้นเขาจึงพยักหน้ารับแต่โดยดี
“ตกลง! ข้ารับปากเจ้า!”
.