ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2727 สถานที่แปลกประหลาด
ประตูภูตวิญญาณสวรรค์ตั้งอยู่ในภูเขาระหว่างสองเมือง ซึ่งภายในภูเขานั้นก็มีอยู่อีกโลกหนึ่ง
สถานที่แห่งนี้มีผู้คนมากมายปะปนกันไป ซึ่งมีหมดไม่ว่าจะเป็นคนแบบไหน
เนื่องจากคนที่ส่งมายังไม่ทันได้พูดอะไรก็กลายเป็นซากศพไปเสียก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องตรวจสอบใหม่ และหลังจากที่เข้ามาแล้ว พวกเขาก็ไปหาข้อมูลทันที
หลังจากที่เปิดเผยความร่ำรวยเล็กน้อยเพื่อสอบถามข้อมูล พวกเขาก็ตกเป็นเป้าหมายของผู้คน
สถานที่แห่งนี้เรียกว่าประตูภูตวิญญาณสวรรค์ ซึ่งมีความหมายว่าได้มาถึงประตูนรกแล้ว ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจความเป็นความตายของตนเอง เพราะพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้หลบหนีทั้งนั้น
มู่เฉียนซีและมู่อวู่ซวงถูกล้อมโจมตี และมู่อวู่ซวงก็กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “อย่ามาขวางทาง ไสหัวไปซะ!”
“เจ้าหนู เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! เพิ่งจะเข้ามาในประตูภูตวิญญาณสวรรค์คงไม่รู้ว่าพวกข้าแข็งแกร่งเพียงใดสินะ ข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าเอง” อีกฝ่ายกล่าวอย่างดุเดือดเป็นอย่างมาก
ปัง ปัง ปัง!
ถึงจะพูดออกมาอย่างดุดัน แต่กลับไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี เพราะเพียงไม่นานพวกเขาก็ถูกมู่อวู่ซวงจัดการไปจนเรียบร้อย
ข้อมูลที่พวกเขาต้องการมาถึงในครึ่งวัน และคนของพวกเขาก็ได้มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็รีบวิ่งออกมาอย่างรีบร้อน
ถึงคนที่เข้าไปจะมีเยอะ แต่คนที่ออกมากลับมีจำนวนน้อยมาก
“หมู่บ้านแห่งนั้นเลวร้ายมาก มันเลวร้ายมากมาโดยตลอด และไม่มีใครกล้าเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนั้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว”
ในมือของมู่อวู่ซวงนั้นมีแผนที่อยู่แผ่นหนึ่ง แม้ว่าทุกคนจะบอกว่าหมู่บ้านแห่งนั้นอันตรายมาก แต่ทั้งมู่เฉียนซีและมู่อวู่ซวงก็ยังคงเลือกที่จะไปที่นั่นอยู่ดี
เมื่อเข้าไปใกล้หมู่บ้านแห่งนั้น พวกเขาก็ได้กลิ่นเน่าเปื่อยทันที นี่มันไม่ใช่กลิ่นของซากศพ แต่เป็นกลิ่นเน่าเหม็นของไม้และใบไม้
หลังจากที่เหล่าชาวบ้านพบเห็นพวกเขา ก็ให้การต้อนรับอบอุ่นเป็นอย่างมาก
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ความจริงแล้วพวกเรามาตามหาสหาย เมื่อสองสามวันก่อนสหายของพวกเรามาที่หมู่บ้านของพวกเจ้า และหลังจากนั้นก็ไม่เจอพวกเขาอีกเลย”
“ก่อนหน้านี้มีคนอยู่บ้าง แต่พวกเขาไปที่หลังภูเขาของหมู่บ้านพวกเราเพื่อหาอะไรบางอย่าง หลังจากที่ไม่เจออะไร พวกเราก็ไม่เจอพวกเขาอีก จนคิดไปว่าพวกเขาต้องกลับไปแล้วแน่นอน หรือว่าพวกเขายังไม่กลับไปอย่างนั้นหรือ?”
“ยังเลย!”
“พระเจ้า! เช่นนั้นอาจจะแย่ไปแล้วก็ได้ พวกเขาจะต้องถูกบุปผาแห่งความตายจับไปเป็นอาหารแล้วแน่นอน ถึงพวกเจ้าจะไปช่วยตอนนี้ก็สายไปแล้ว พักผ่อนที่นี่สักหนึ่งคืนแล้วรีบออกไปจากที่นี่ พวกเจ้ากลับบ้านไปเสียเถอะ!” พวกเขากล่าวอย่างตื่นตระหนก
มู่เฉียนซีผงะเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “บุปผาแห่งความตายหรือ”
มู่อวู่ซวงพยักหน้าให้กับมู่เฉียนซีเล็กน้อย และบุปผาแห่งความตายก็คืออีกชื่อหนึ่งของว่านจันทรกานต์นั่นเอง
ถึงจะกล่าวว่าเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ แต่ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของแดนวิญญาณนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องมีความงดงามและเมตตาเสียหน่อย
บุปผาคู่แสดงถึงการเข่นฆ่า ส่วนว่านจันทรกานต์แสดงถึงความตาย
ม่านถัวหลัวแสดงถึงความโลภ และพลับพลึงแดงแสดงถึงการทำลายล้าง
แต่ถึงกระนั้น พวกมันก็เติบโตได้อย่างงดงามมากจริง ๆ บางทีต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณอาจจะชื่นชอบรูปลักษณ์ภายนอกของพวกมันก็เป็นได้
มู่เฉียนซีและมู่อวู่ซวงไม่ได้ไปดูด้านหลังภูเขาอย่างผลีผลาม แต่ทว่าในเวลากลางดึกคืนนั้น กลับมีคนมาหวังจะวางยาพิษมู่เฉียนซีและมู่อวู่ซวง
แม้แต่ภายในพิษยังมีกลิ่นอายที่เน่าเหม็นนั้นอยู่ด้วย ซึ่งมันก็ทำให้ยากที่จะทนเพิกเฉยได้
เดิมทีคิดว่าเมื่ออีกฝ่ายวางยาพิษแล้ว จะต้องเข้ามาโจมตีพวกเขาทันที
แต่ทว่ามันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น และมู่เฉียนซีก็ยังสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของคนในหมู่บ้านออกห่างจากพวกเขาไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้แล้วก็มิปาน
มู่เฉียนซีบ่นพึมพำว่า “ดึกดื่นแล้วคนเหล่านี้จะไปที่ใดกันแน่ มันช่างน่าสงสัยจริง ๆ อาเล็ก พวกเราก็ตามไปดูกันเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อกลางวันคนเหล่านั้นยังพูดอยู่เลยว่าหลังเขานั้นอันตรายมาก ไม่สามารถไปได้
แต่ผลปรากฏว่าเมื่อถึงเวลากลางคืน คนที่อยู่ในหมู่บ้านทั้งหมดต่างพากันไปยังยอดเขาของหลังเขานั้น เพื่อที่จะไปบูชาต้นไม้ที่เน่าเปื่อยผุพังต้นหนึ่ง
บนต้นไม้ต้นนั้นมีดอกไม้สีขาวสดใสขนาดใหญ่บานสะพรั่งอยู่ดอกหนึ่ง ความงดงามนั้นชวนฝันเป็นอย่างยิ่ง แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่อันตรายมากเช่นกัน ซึ่งมันดูเหมือนภูตผีก็มิปาน
หลังจากนั้นมู่เฉียนซีและมู่อวู่ซวงก็มองหน้ากัน นี่คือลักษณะของว่านจันทรกานต์ไม่ผิดแน่นอน!
แต่หากสามารถค้นหาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ แล้วเหตุใดถึงได้เกิดเรื่องกับคนที่ส่งมาตอนแรกได้กันเล่า
หลังจากที่คนกลุ่มนี้แสดงความเคารพเสร็จสิ้น พวกเขาก็จากไปอีกครั้ง และมู่เฉียนซีกับมู่อวู่ซวงก็พุ่งทะยานเข้าไปทันที
ว่านจันทรกานต์ที่อยู่บนต้นไม้ที่เน่าเปื่อยนั้นเคลื่อนไหวเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “มีคนนอกเข้ามาอีกแล้วหรือ พวกเจ้าต้องการข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าอยากจะครอบครองว่านจันทรกานต์ที่สูงส่งยิ่งอย่างข้าอย่างนั้นสินะ”
“ใช่แล้ว!” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ
มู่อวู่ซวงลากมู่เฉียนซีถอยหลังไปทันที ว่านจันทรกานต์นี้ผิดปกติ แต่แน่นอนว่าพวกเขาได้เตรียมพร้อมเอาไว้อยู่แล้ว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็จงอาบแสงศักดิ์สิทธิ์อย่างเชื่อฟัง และกลายมาเป็นทาสของข้าเสียเถอะ!” ว่านจันทรกานต์กล่าว
“นี่เจ้ากำลังล้อเล่นกับข้าอยู่อย่างนั้นหรือ จะให้ข้ากลายเป็นทาสของเจ้า!? แม้ว่าเจ้าจะเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนวิญญาณแต่ก็เป็นดอกไม้ดอกหนึ่งเท่านั้น เจ้าไม่มีคุณสมบัตินี้เสียหน่อย”
ว่านจันทรกานต์หยิ่งผยองเป็นอย่างยิ่ง แต่มู่เฉียนซีเองก็หยิ่งผยองมากเช่นกัน
“เมื่อเจ้าไม่เชื่อฟัง และดูเหมือนว่ามนุษย์อย่างเจ้าจะไม่ค่อยจริงใจสักเท่าไร ในเมื่อเป็นเช่นนี้…”
ทันใดนั้นลำแสงแห่งความตายสีขาวก็ปกคลุมไปในอากาศอย่างกะทันหัน และลำแสงสีขาวนั้นก็ทำให้มู่เฉียนซีและมู่อวู่ซวงรู้สึกเป็นอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
พลังแห่งภูตวิญญาณของมู่เฉียนซีถูกปลดปล่อยออกมา และโล่ปีกทมิฬของมู่เฉียนซีก็ปรากฏออกมาเช่นกัน
พรึ่บบ! พรึ่บบ!
จากนั้นลำแสงที่เต็มไปด้วยพลังกัดกร่อนที่แข็งแกร่งก็กำลังกัดกร่อนพลังแห่งความมืด ซึ่งมันก็คือพลังของมู่อวู่ซวงนั่นเอง
“คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าจะสามารถสกัดกั้นการโจมตีของข้าได้ มิแปลกใจเลยที่ปฏิเสธการเป็นทาสของข้าอย่างเย่อหยิ่งเช่นนี้ แต่ในเมื่อพวกเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหนีรอดไปได้ พวกเจ้าจงยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ!”
พรวด พรวด พรวด…
ลำแสงสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าจู่โจมมู่เฉียนซีและมู่อวู่ซวงราวกับกระแสน้ำก็มิปาน
มู่อวู่ซวงกล่าวด้วยสีหน้าที่เย็นยะเยือกว่า “เจ้านี่มันรนหาที่ตายนัก!”
ทันใดนั้น เขาก็ได้ระเบิดพลังที่แข็งแกร่งยิ่งออกมา ซึ่งมันก็ทำให้ลำแสงแห่งความตายที่อยู่ในอากาศกระจายหายไปทันที
มู่อวู่ซวงฟื้นฟูพลังขององค์จักรพรรดิกุ่ยจวินได้แล้ว ดังนั้นความสามารถของเขาจึงแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ได้กลายเป็นมังกรขนาดใหญ่ และกลายเป็นลูกศรอันแหลมคมที่พุ่งทะยานออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีทางหยุดลงก็มิปาน
ตูมม โครมม!
ภายใต้การคุ้มครองของมู่อวู่ซวง ทำให้การโจมตีเหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายอะไรมู่เฉียนซีได้เลย
แต่ทว่าการต่อสู้ของที่นี่ ทำให้หมู่บ้านที่อยู่ตรงตีนเขาตื่นตระหนก
ไม่เพียงเท่านี้ เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากว่านจันทรกานต์ที่อยู่ในบริเวณประตูภูตวิญญาณสวรรค์เหล่านั้นล้วนมากันทั้งหมด
ดวงตาของพวกเขาไร้ชีวิตชีวา เลือดเนื้อทั่วทั้งร่างได้เน่าเปื่อยไปจนหมดสิ้น ซึ่งพวกเขาก็กลายเป็นเพียงซากศพที่ถูกควบคุมโดยว่านจันทรกานต์ และตอนนี้ก็มุ่งหน้าขึ้นมาบนเขาราวกับกระแสน้ำก็มิปาน
มู่เฉียนซีใช้พลังจิตวิญญาณในการตรวจสอบความเคลื่อนไหวที่อยู่บนเขาและตีนเขา ซึ่งมันก็ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งขึ้นมาทันที
ว่านจันทรกานต์กล่าวว่า “เจ้าดูสิว่ามีคนมากมายที่ยอมเป็นทาสของข้า เพราะเหตุใดพวกเจ้าถึงได้ไม่ยอมกันเล่า หลังจากที่กลายมาเป็นทาสของข้าแล้ว ก็จะไม่เจ็บปวดและทุกข์ทรมานอีก ไม่…”
“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว ทุกคนเป็นเพียงแค่ซากศพที่ปราศจากความคิดและถูกเจ้าควบคุมการเคลื่อนไหวเอาไว้เท่านั้น คนที่ตายไปแล้วจะไปมีความรู้สึกได้อย่างไรกันล่ะ” มู่เฉียนซีไม่อยากถูกซากศพเหล่านี้ล้อมเอาไว้ นางจึงเริ่มใช้การย้อนกาลเวลา ซึ่งก็ทำให้พลังของตนเองฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง จากนั้นนางก็จัดการซากศพของลำแสงแห่งความตายเหล่านี้ด้วยกันกับอาเล็กของนาง
มังกรเพลิงสีแดงฉานพุ่งทะยานออกไป และปะทะเข้ากับลำแสงแห่งความตายนั้นทันที!
พรึ่บบบบ!
เปลวเพลิงของราชันย์ที่เจิดจรัสราวกับดวงอาทิตย์นี้ ถือได้ว่าเป็นปรปักษ์ของลำแสงแห่งความตายเช่นนี้พอดี