ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2751 ต่อสู้ด้วยความเสี่ยง
สิ่งที่เอามาวางข้างในนี้ มันก็คือชิ้นส่วนของราชาโครงกระดูกดำที่ถูกแช่เอาไว้ในยานั่นเอง
แม้ว่าจะเหลือเพียงชิ้นส่วน แต่ราชาโครงกระดูกดำก็ยังไม่ตาย ขอเพียงมอบโอกาสให้มัน มันก็จะสามารถฟื้นฟูได้อีกครั้ง!
หากมันฟื้นฟูได้ มันจะต้องกลายเป็นปัญหาใหญ่อีกครั้งแน่นอน
อาถิงโบกมือ และเตรียมที่จะทำให้ราชาโครงกระดูกดำนี้หายไป
มู่เฉียนซีรีบจับมือของเขาเอาไว้ พลางกล่าวหยุดเอาไว้ว่า “รอเดี๋ยว ข้าจะเก็บมันเอาไว้ใช้ประโยชน์!”
“เจ้าสิ่งที่น่ารังเกียจเช่นนี้จะเก็บมันไว้ทำประโยชน์อะไรได้”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “โยวเยี่ยจี๋ใช้ประโยชน์กับเจ้าสิ่งนี้มาทำให้อาเล็กของข้าต้องมีอันตรายถึงชีวิต แน่นอนว่าข้าจะต้องใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งอยู่แล้ว”
“เจ้าคิดว่าจะควบคุมมันได้อย่างนั้นหรือ! จะควบคุมเจ้าสิ่งนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้นหรอกนะ!” อาถิงกล่าวตอบ
“ข้าไม่จำเป็นต้องควบคุมมัน! ข้าแค่จะให้มันไปทำลายเผ่าเทพที่คลายผนึกให้มันเท่านั้นเอง” พูดจบ มู่เฉียนซีก็ได้สลักอักขระคำสาปลงไปข้างบนนั้น
“ทักษะคำสาปมีวิธีของคนชั่วอยู่มากมาย ขอเพียงมีพลังจิตวิญญาณเพียงพอ ข้าก็จะสามารถใช้มันได้ ข้าใช้มันจัดการเผ่าเทพที่แอบซ่อนตัวอยู่ข้างกายโยวเยี่ยจี๋ดีกว่า! วางใจเถอะ ข้าได้เตรียมความพร้อมเอาไว้อย่างเสร็จสรรพแล้ว หลังจากเจ้าหมอนี่ทำภารกิจเสร็จสิ้น มันก็จะจบเห่อย่างสมบูรณ์ ข้าไม่ปล่อยให้มันอยู่นานเกินไปนักหรอก” มู่เฉียนซีกล่าวพลางคลี่ยิ้ม
นางรู้ว่าโยวเยี่ยจี๋และโยวเยี่ยจุนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่แน่นอน ดังนั้นพวกเขาไม่มีทางที่จะไม่เตรียมตัวเลยแม้แต่น้อย
นางจึงได้เตรียมของขวัญชิ้นใหญ่เอาไว้แล้ว รอก่อนเถอะโยวเยี่ยจี๋
ราชาโครงกระดูกดำก็คงไม่คาดคิดว่าขนาดตัวเองกำลังจะหายไปอยู่แล้ว ยังต้องมาถูกมู่เฉียนซีใช้ประโยชน์อีกเช่นนี้!
หลังจากที่จัดการราชาโครงกระดูกดำผู้นี้เรียบร้อยแล้ว มู่เฉียนซีก็ไปดูดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนวิญญาณทั้งสี่ที่ปลูกเอาไว้
พวกมันคือบุปผาคู่แห่งแดนวิญญาณ ว่านจันทรกานต์แห่งแดนวิญญาณ ม่านถัวหลัวแห่งแดนวิญญาณและดอกพลับพลึงแดงแห่งแดนวิญญาณ
เวลาภายในศาลานิรันดร์นั้นเร็วกว่าข้างนอกมากนัก แต่แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ พวกมันก็ยังไม่แตกหน่อออกมาอยู่ดี!
“สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของโบราณทั้งสิ้น แม้ว่าเจ้าจะใช้ยาน้ำเพื่อทำให้พวกมันมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง แต่การรอให้พวกมันงอกออกมา ก็ไม่รู้ว่าต้องรออีกกี่ปีเช่นกัน!” อาถิงกล่าว
“อื้ม! ดูเหมือนทำได้เพียงรบกวนเจ้าเท่านั้น” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ
“เรื่องสำคัญเช่นนี้แน่นอนว่าต้องพึ่งพาข้าอยู่แล้ว!” อาถิงกล่าวอย่างอวดเก่งเล็กน้อย
“ข้าตัดสินใจแล้ว ตอนนี้ข้าจะเริ่มทำงานเสียที ข้าทนรอต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว! รอหลังจากที่จัดการเรื่องทั้งหมดแล้วที่นี่ก็จะเต็มไปด้วยดอกไม้บาน อย่างไรเสียเจ้าพวกคนเหล่านี้ก็เป็นเพียงแมลงเม่า ซึ่งมังกรวารีและนิรันดร์สามารถรับมือได้ อย่างไรเสียเจ้าก็คงไม่ต้องการให้ข้ายื่นมือเข้าไปยุ่งหรอก!” อาถิงกล่าวอย่างมุ่งมั่น
เดิมทีเขาคิดว่าอยากจะให้มู่อวู่ซวงสืบทอดตำแหน่งองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณให้สำเร็จก่อน และหลังจากที่แดนวิญญาณสงบลงแล้วค่อยลงมือ
เพราะสุดท้ายแล้วทันทีที่เขาลงมือ ก็ไม่รู้ว่าต้องผลาญพลังไปมากเพียงใด
แต่เขาเองก็ไม่สามารถรอนานขนาดนั้นได้อีกแล้ว เพราะเขาต้องการให้หญิงอัปลักษณ์นี่ได้รับพลังของต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณให้เร็วกว่านี้อีกสักหน่อย และลองดูว่าจะมีผลลัพธ์ในการควบคุมพลังของทัณฑ์สวรรค์ได้บ้างหรือไม่
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ตกลง! แต่อาถิง เจ้าทำตามกำลังของตนเองก็พอแล้ว หากไม่สามารถจัดการได้จริง ๆ ละก็ พวกเราก็ค่อยคิดหาวิธีอื่นเร่งให้ดอกไม้อย่างพวกมันออกดอกเอาก็ได้!”
“มันจะน่าโมโหเกินไปแล้ว นี่เจ้ากำลังสงสัยในความสามารถของข้าอย่างนั้นหรือ เจ้ารีบออกไปเลยนะ รอข้าจัดการเรื่องทั้งหมดเรียบร้อยแล้วค่อยเข้ามา เจ้ามันตาบอด!” อาถิงกล่าวอย่างโกรธเคืองเป็นอย่างมาก
“ข้าไม่ออกไปหรอก! ข้าอยากจะเห็นตอนที่ท่านศาลาเรือนรางเก้าชั้นแห่งศาลานิรันดร์ใช้กระบวนท่าใหญ่ โอกาสเช่นนี้หาได้ยากนัก ข้าไม่อยากพลาด!” มู่เฉียนซีไม่ยอมไป
ถึงแม้ว่ามิตินี้จะเป็นของอาถิง แต่มู่เฉียนซีเป็นเจ้านาย หากนางไม่อยากไป อาถิงก็ไม่สามารถขับไล่นางออกไปได้
และหากเขาผลักนางออกไป มังกรวารีต้องปฏิบัติต่อเขาอย่างไม่เกรงใจ และสอนบทเรียนให้เขาอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
“ข้าต้องการที่จะลงมือแล้ว เจ้าก็เปิดหูเปิดตาดูให้ดีเถอะ! ตอนนี้เจ้าเองก็สามารถควบคุมพลังของข้าได้แล้ว เช่นนั้นการทำความเข้าใจให้ดีก็เป็นประโยชน์ต่อเจ้าเช่นกัน!” อาถิงกล่าวกับมู่เฉียนซี
ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ชนิด ได้ถูกมู่เฉียนซีปลูกเอาไว้ทั้งหมดสี่สถานที่ที่แตกต่างกัน
เวลาบนเกาะวิญญาณที่ปลูกสมุนไพรวิญญาณชนิดต่าง ๆ ในศาลาเรือนรางเก้าชั้นได้เปลี่ยนไป ลำแสงสีเขียวอ่อนได้ลอยไปในอากาศ ราวกับหิ่งห้อยในฤดูร้อนก็มิปาน
พลังจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีถูกใช้สัมผัสทุกสิ่งรอบตัว นางสามารถสัมผัสได้ถึงความลึกลับของเวลา และการเคลื่อนไหวของแม่น้ำแห่งกาลเวลาอันยาวนาน ซึ่งนี่ก็คือพลังแห่งกาลเวลาของอาถิง
มู่เฉียนซีสัมผัสได้ว่าเวลานั้นผ่านไปนานมาก มันผ่านไปเป็นร้อยปี หรือแม้กระทั่งเป็นพันปี หมื่นปี…
ซึ่งสมุนไพรวิญญาณของนางก็เติบโตขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ภายในใจของมู่เฉียนซีรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
แต่ทว่าสวนดอกไม้ของดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ กลับยังคงไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย
นางสัมผัสได้ว่าอาถิงระเบิดพลังออกมา และดูเหมือนว่ามันจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก
ในสวนสมุนไพรที่อยู่ข้างหน้านี้ มู่เฉียนซีสัมผัสได้ถึงดอกไม้ที่บานสะพรั่งอย่างมีเสน่ห์แล้ว
มันมีสีแดงที่งดงามราวกับสีของโลหิตและมีสีดำราวกับภูตยามค่ำคืนก็มิปาน ซึ่งตรงกลางนั้นก็ยังมีสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังดึงดูดสิ่งชั่วร้าย และนี่ก็คือดอกพลับพลึงแดงแห่งแดนวิญญาณนั่นเอง
หลังจากนั้นก็มีกลิ่นหอมฟุ้งที่สามารถทำให้ผู้คนเดินเข้าไปในดินแดนแห่งความเพ้อฝันได้ กลิ่นหอมที่รุนแรง มาพร้อมกับสัมผัสสีฟ้าอ่อนและม่วงอ่อนที่ปรากฏขึ้น โดยที่พันไปตามเถาวัลย์จำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งนี้ก็คือม่านถัวหลัวแห่งแดนวิญญาณ
ต่อมา บุปผาคู่แห่งแดนวิญญาณก็เบ่งบาน ดอกไม้แฝดในหนึ่งก้าน พันกันจนแน่น ซึ่งดอกไม้นี้ก็แกว่งไกวและเติบโตไปพร้อม ๆ กัน
ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามชนิดบานสะพรั่งแล้ว มีเพียงว่านจันทรกานต์เท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่งอยู่ ทั้งยังอยู่เพียงลำพังโดยตัดขาดจากโลกภายนอกอีกด้วย
ในขณะที่เวลายังคงดำเนินผ่านไป ดอกไม้ทั้งสามชนิดก็ได้บานสะพรั่งไปทั่วทั้งสามเกาะแล้ว
และในเวลานี้ว่านจันทรกานต์ก็ได้เริ่มเติบโตขึ้นมาแล้วเช่นกัน ซึ่งมันก็มีรูปร่างราวกับภูตโปร่งแสงตัวเล็กน่ารักก็มิปาน
“อาถิง ได้แล้ว การปลูกหลังจากนี้ไป ข้าสามารถใช้ยาของข้าจัดการได้แล้ว!”
หลังจากที่ลำแสงสีเขียวอ่อนหายไป มู่เฉียนซีก็เห็นสีหน้าที่ซีดเผือดเล็กน้อยของอาถิง และดวงตาสีเขียวอ่อนคู่นั้นของเขาก็เต็มไปด้วยร่องรอยของความง่วงงุน
“อื้ม! จัดการได้แล้ว! เป็นอย่างไร ข้าเก่งมากเลยใช่หรือไม่!” มุมปากของเขายกยิ้มเล็กน้อย พร้อมทั้งกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
“อืม! อาถิงเก่งมากเลย และยังช่วยข้าได้มากอีกด้วย” มู่เฉียนซีรวบรวมพลังจิตวิญญาณ และใช้พลังจิตวิญญาณนั้นช่วยอาถิง เพื่อทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
“ไม่ต้องให้เจ้ามาช่วยหรอก! ข้านอนสักตื่นก็หายแล้ว หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้าก็ห้ามมารบกวนข้า ได้ยินหรือไม่!”
“อืม! ข้ารู้แล้ว เจ้านอนหลับสักตื่นเถอะ!” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ
ร่างกายของอาถิงหายไปต่อหน้าต่อตามู่เฉียนซี และมู่เฉียนซีก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำว่า “สุ่ยจิงอิ๋ง ครั้งนี้อาถิงผลาญพลังไปมากเลยจริง ๆ!”
“อื้ม! การทำให้ดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่เติบโตขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาหมื่นปีขึ้นไป ซึ่งนี่ก็ถึงขีดจำกัดของอาถิงแล้ว! แต่ยากนักที่อาถิงจะพยายามทำงานอย่างหนักเช่นนี้ ซึ่งเขาก็ทำได้ไม่เลวเลยจริง ๆ! อย่าเป็นกังวลเลย ขอเพียงเขาหายดีเขาก็จะกลับมากระโดดโลดเต้นได้อีกครั้ง” สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวอย่างอบอุ่น
“อื้ม! ข้ารู้แล้ว! ต่อไปข้าจะปลูกดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ต่อเอง และเพิ่มจำนวนดอกไม้เหล่านี้ขึ้นอีก อย่างไรเสียทั้งสองฝั่งธารภูตวิญญาณก็จะต้องเต็มไปด้วยดอกไม้ เพราะมันไม่ใช่แค่ต้นไม้เล็ก ๆ เท่านั้น!”
หนึ่งวันก่อนถึงพิธีรับตำแหน่งองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณ มู่เฉียนซีได้รับจดหมายลับที่ใครบางคนแอบส่งมาให้
บนจดหมายนั้นเขียนเอาไว้ว่า “หากอยากรู้ว่ามารดาแท้ ๆ ของมู่อวู่ซวงอยู่ที่ไหนละก็ คืนนี้ให้มาที่หลังเขาของตระกูลเฟิ่ง! มิเช่นนั้นมู่อวู่ซวงก็อย่าคิดที่จะได้รู้ข่าวของมารดาตนเองอีกเลย”
มู่เฉียนซีโบกมืออย่างแผ่วเบา และลูกบอลเพลิงลูกหนึ่งก็เผาจดหมายฉบับนี้ไปจนหมดสิ้น
และประโยคสุดท้ายในจดหมาย ก็บอกว่านางจะต้องไปเพียงคนเดียวเท่านั้น
แน่นอนว่ามู่เฉียนซีต้องเดาออกอยู่แล้วว่าเป็นจดหมายของใคร ซึ่งคนทำก็น่าจะเป็นองค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณหรือไม่ก็คนของตระกูลเฟิ่ง
เพราะพรุ่งนี้เป็นวันที่อาเล็กจะได้เป็นองค์จักรพรรดิราชันย์วิญญาณคนใหม่แล้ว แต่โยวเยี่ยจี๋กลับไม่เคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าไม่ต้องการที่จะต่อสู้อย่างไรอย่างนั้น
และการที่เขาดูไม่อยากสู้ ก็ทำให้องค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณร้อนใจมาก ดูเหมือนว่าเจ้าโยวเยี่ยจี๋ผู้นี้จะระมัดระวังตัวมากเลยจริง ๆ
คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะไม่บอกแผนการของตนเองแม้แต่กับมารดาแท้ ๆ ของเขาอย่างองค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณ ซึ่งนางก็ไม่รู้เลยว่าเขากำลังวางแผนบ้าอะไรอยู่กันแน่
ดูเหมือนว่าองค์จักรพรรดินีแห่งแดนวิญญาณจะร้อนรนมาก จนจำเป็นต้องต้องทำการต่อสู้ด้วยความเสี่ยงเช่นนี้ออกมา ช่างน่าสนใจจริง ๆ!
.