ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2810 จูเชว่ถูกจับ
“ช่างปากดีนักนะ ภายในสามโลกอย่างนั้นหรือ แม้แต่จอมราชาภูตยังไม่กล้าพูดคำเช่นนี้ออกมาเลย” หลางเตียนรู้สึงเพียงแค่ว่าแม่สาวน้อยผู้นี้กล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย
ตอนนี้ร่างกายของฉื้อเม่ยได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งร่างของนางก็กำลังจะล้มแหล่มิล้มแหล่อยู่แล้ว แต่เมื่อนางได้ยินสาวน้อยผู้นี้กล่าวออกมาอย่างบ้าคลั่งและเต็มไปด้วยความมั่นใจเช่นนี้ แต่นางก็ไม่อยากตื่นกลัวจนตายเช่นกัน
แต่ทว่าภายในสามโลกนี้ นางไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับบุคคลเช่นนี้มาก่อนเลย
สาวน้อยผู้นี้เป็นคนอ่อนแอที่แค่ลมพัดก็สามารถจัดการนางได้แล้ว ทว่าทันใดนั้นพลังที่น่าสะพรึงกลัวก็พัดโหมกระหน่ำเข้ามา มู่เฉียนซีกล่าวว่า “อ้าน! ถึงเวลาที่เจ้าต้องออกโรงแล้ว พวกเราจะได้สู้กับเผ่าหมาป่าได้อย่างสูสี”
สูสีกับเผ่าหมาป่าอย่างนั้นหรือ!
ทันทีที่มู่เฉียนซีกล่าวคำนี้ออกมา ก็ทำให้ผู้นำเผ่าหมาป่าอย่างหลางเตียนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นางสาวน้อยผู้นี้กล้ามากจริง ๆ ที่พูดเช่นนี้ออกมา!
ทันใดนั้นชายในชุดสีดำคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน และทันทีที่ชายในชุดสีดำปรากฏตัว ก็ได้ระเบิดพลังวิญญาณแห่งความมืดที่น่าสะพรึงกลัวออกมา ปกคลุมไปทั่วพื้นที่ จนทำให้ผู้คนรู้สึกสั่นสะท้านไปเลยทีเดียว
ชายหนุ่มในชุดสีดำผู้นั้นมองไปทางหลางเตียนด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย “จากนี้ไป ให้อ้านจัดการเถิดขอรับ”
เขาต้องกวาดล้างสิ่งกีดขวางและอุปสรรคทั้งหมดเพื่อให้เจ้านายได้รับต้นกำเนิดแห่งแดนภูต กำจัดทุกคนที่กล้ามาทำร้ายเจ้านาย ทันใดนั้นพลังแห่งความมืดก็แผ่กระจาย และหอคอยเจ็ดชั้นก็ปรากฏออกมา
อ้านคือคนที่จอมราชาภูตชื่นชมมากที่สุด ฉะนั้นเศษสวะของเผ่าหมาป่าไม่มีทางเอาชนะได้ แม้แต่ผู้นำเผ่าของเผ่าหมาป่า ก็มีแต่จะต้องพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของเขาเท่านั้น
ปังง!
และพลังแห่งความมืดที่น่าสะพรึงกลัวนี้ก็เกือบทำให้ผู้นำของเผ่าหมาป่าถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
พรวดด!
ผู้นำเผ่าหมาป่าทรุดลงไปบนพื้นอย่างรุนแรง กระดูกหักไปทั่วทั้งร่าง ทั้งยังอาเจียนออกมาเป็นเลือดอีกด้วย
“ฆ่ามันซะ!” เขากล่าวสั่งผู้แข็งแกร่งคนอื่นของเผ่าหมาป่าทันที ถึงเขาเพียงคนเดียวจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นี้ แต่หากเป็นคนของเผ่าหมาป่าจำนวนนับหมื่นนับพัน เขาก็ไม่เชื่อว่าจะฆ่าพวกเขาไม่ได้
ทว่าพวกเขาก็ไม่สามารถจัดการอ้านได้จริง ๆ!
เผ่าหมาป่าในเวลานี้ถูกทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเพราะคนคนหนึ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงระเบิดพลังแห่งความตายที่แข็งแกร่งออกมาอีกครั้ง
พลังแห่งความตายนั้นปะทะเข้ากับพลังแห่งความมืดของอ้าน และต่อต้านกันและกัน หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็ระดมพลังแห่งชีวิต เพื่อเตรียมทำลายล้างการสนับสนุนครั้งสุดท้ายของเผ่าหมาป่า
“ดึงพลังแห่งชีวิตของเจ้าออกมาใช้อีก!” ถึงช่วงเวลาระหว่างการดึงพลังแห่งชีวิตครั้งใหญ่ทั้งสองครั้งห่างกันไม่นานนัก แต่หญ้าแห่งชีวิตเหล่านี้ก็เติบโตอยู่ในมิติของศาลาเรือนรางเก้าชั้นอย่างแข็งแรง ฉะนั้นจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาหากดึงออกมาอีกครั้ง
ด้วยการชักจูงทางพลังจิตวิญญาณของมู่เฉียนซี ทำให้ไม่ว่าพลังจิตวิญญาณของนางจะปกคลุมไปถึงที่ใด ก็จะมีพลังแห่งชีวิตกระจายออกมาด้วย ซึ่งมันก็ทำให้พลังแห่งความตายที่ไหลทะลักออกมาถูกยับยั้งได้ทันเวลา
พรวดด!
หลังจากหลางเตียนอาเจียนออกมาเป็นเลือดอีกครั้ง เขาก็มองไปยังมู่เฉียนซีอย่างเหลือเชื่อ
“ที่แท้บุคคลลึกลับที่ใช้พลังแห่งชีวิตช่วยเหลือเผ่าจิ้งจอกก็คือนางเด็กน้อยคนนี้สินะ มันเป็นไปได้อย่างไร พลังแห่งชีวิตมากมายมหาศาลเช่นนี้ นางไปเอามันมาจากที่ไหนกันแน่”
อ้านกล่าวว่า “นายท่านไม่ต้องเปลืองแรงหรอกขอรับ อ้านสามารถจัดการได้”
“ข้าคือผู้ผูกพันธสัญญาของเจ้า ข้ามีวิธี แน่นอนว่าต้องการให้เจ้าจัดการมันได้ง่ายขึ้นด้วย!” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
พลังแห่งความตายหายไปอย่างกะทันหัน เนื่องจากพวกเขาพึ่งพาพลังแห่งความตายมากเกินไป จึงถูกสะท้อนกลับอย่างรุนแรง อ้านลงมือโจมตีอย่างทรงพลัง ส่วนเผ่าจิ้งจอกเองก็โต้กลับอย่างสุดความสามารถเช่นกัน
ที่นี่คืออาณาเขตของเผ่าหมาป่า และครั้งนี้เผ่าจิ้งจอกก็เริ่มลงมือก่อน แต่ทว่าคนที่ต้องพ่ายแพ้กลับเป็นฝ่ายของเผ่าหมาป่า ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะเผ่าจิ้งจอกมีผู้ช่วยที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่งนั่นเอง
“ข้าไม่มีทางยอมแพ้แน่นอน! ข้าไม่ยอม ไม่ยอม!”
ผู้นำเผ่าได้พาผู้แข็งแกร่งของเผ่าหมาป่า ต่อสู้ต่อไปอย่างสิ้นหวัง
จูเชว่อยู่ท่ามกลางกองกำลังของเผ่าจิ้งจอก แม้ว่าพลังวิญญาณจะถูกผลาญไปจนหมดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็ยังคงเข้าร่วมการต่อสู้อย่างแน่วแน่ และคิดที่จะต่อสู้กับเผ่าหมาป่าเหล่านี้ให้ถึงที่สุดให้ได้
“จูเชว่ ทั้งเผ่าอสรพิษและเผ่าหมาป่า สุดท้ายแล้วผู้ที่ทำการยุยงก็ไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลย ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าพวกเขาซ่อนตัวอยู่ที่ใดกันแน่” และทันทีที่มู่เฉียนซีพูดจบ คนที่นางกล่าวถึงก็ปรากฏตัวออกมา
แต่ทว่าคนผู้นี้ฉลาดหลักแหลมมาก เพราะรู้ว่าอ้านทรงพลังเพียงใดจึงไม่ได้ต่อสู้แบบตัวต่อตัวกับเขา และคิดไม่ถึงเลยว่าเป้าหมายของการปรากฏตัวอย่างกระทันหันของคนผู้นี้จะเป็นจูเชว่
มู่เฉียนซีผงะไปเล็กน้อย นางใช้การเคลื่อนย้ายภายในชั่วพริบตาเพื่อจะขวางคนในชุดสีดำผู้นั้นเอาไว้
แต่ทว่านางช้าไปก้าวหนึ่ง ความสามารถของจูเชว่แตกต่างกับคนผู้นั้นเป็นอย่างมาก บวกกับเขาที่อยู่ในสภาพเหนื่อยล้า ดังนั้นเขาจึงถูกคนในชุดสีดำผู้นั้นโจมตีจนหมดสติ และถูกพาตัวไปอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่คนผู้นี้ไม่ได้คิดที่จะลงมือสังหารจูเชว่ มิเช่นนั้นเกรงว่าชีวิตของจูเชว่จะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน
“อ้าน!” เนื่องจากจูเชว่ถูกคนจับตัวไป จึงทำให้การต่อสู้กับเผ่าหมาป่าไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะเรื่องการช่วยคนสำคัญที่สุด
“เหยียนเอ๋อร์!” สีหน้าของฉื้อเม่ยเปลี่ยนไปมากทันที แววตาของนางเย็นยะเยือก และไล่ตามคนผู้นั้นไปด้วยความเร็วที่รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
แต่ทว่าคนผู้นั้นเร็วเกินไป หลังจากที่พวกเขาตามไปจนถึงชายหาด ก็เห็นแค่เพียงทะเลอันกว้างใหญ่ และไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายของจูเชว่เลย
“อ้าน! พวกเราจะออกไปตามหา ส่วนเรื่องอื่นคงต้องมอบให้พวกเจ้าจัดการแล้วล่ะ” เผ่าหมาป่าที่เหลือเป็นเพียงกองทัพที่พ่ายแพ้เท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรน่ากลัวเลย
ไม่ได้มีเพียงมู่เฉียนซีเท่านั้นที่ไป แม้แต่ฉื้อเม่ยเองก็ตามไปด้วยเช่นกัน “ข้าจะไปกับเจ้า ข้าเองก็เป็นห่วงเขาเหมือนกัน! เขาคือลูกชายของข้าเชียวนะ!”
พวกเขาทะยานไปบนพื้นทะเลรอบเผ่าหมาป่า แต่กลับไม่พบกลิ่นอายของจูเชว่เลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นก็ทำให้สีหน้าของฉื้อเม่ยย่ำแย่มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
“ต้องโทษที่ข้าไม่ดีเอง คิดว่าเผ่าหมาป่าไม่มีทางชนะได้แล้วจึงคลายการป้องกันลง คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนมาลงมือกับเหยียนเอ๋อร์เช่นนี้”
มู่เฉียนซีมองดูน้ำทะเลปั่นป่วนใต้ฝ่าเท้าของนาง อีกฝ่ายมีโอกาสสังหารจูเชว่ได้แต่กลับไม่ลงมือทำทันที นั่นแปลว่าจูเชว่น่าจะมีประโยชน์ต่อพวกเขา ฉะนั้นเขาน่าจะยังปลอดภัย
นางกล่าวว่า “ผู้นำเผ่าจิ้งจอก แทนที่จะหงุดหงิดและมึนงงอยู่ที่นี่ ไม่สู้กลับไปสอบปากคำผู้นำเผ่าของเผ่าหมาป่าดีกว่า ตอนนี้หนีไปได้คนหนึ่งแล้ว เขาเป็นถึงผู้ปกครองเผ่าหมาป่า เราจะปล่อยให้เขาหนีไปอีกคนไม่ได้”
“เขาสมคบคิดกับภูตร้ายแห่งความตายผู้นั้น เขาจะต้องรู้เรื่องอะไรบางอย่างแน่นอน ใช่แล้ว ต้องไปสอบปากคำเขา” แววตาของฉื้อเม่ยฉายแววเย็นวาบขึ้นมาทันที
มู่เฉียนซีและฉื้อเม่ยกลับมาแล้ว แต่กลับไม่เห็นว่าผู้นำเผ่าฉื้อเหยียนกลับมาด้วย หัวใจของพวกเขาพลันกระตุกวูบอย่างกะทันหัน แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมากมายอยู่ดี
ตึงง!
อ้านจับผู้นำเผ่าหมาป่าหลางเตียนโยนลงมาจากกลางอากาศราวกับโยนขยะชิ้นหนึ่งทิ้งก็มิปาน
ฉื้อเม่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เผ่าหมาป่าทั้งหมด จงยอมแพ้ที่จะต่อต้านเสีย! แน่นอนว่า หากพวกเจ้าอยากให้เผ่าหมาป่าถูกทำลายล้างละก็ พวกเจ้าก็สามารถลองดูได้ ตอนนี้ข้าอารมณ์ไม่ดีเอามาก ๆ ดังนั้นเรื่องการทำลายเผ่าพวกเจ้า จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำไม่ได้”
แม้ว่าเผ่าภูตทั้งสิบสองเผ่าจะโต้เถียงกัน และมีสงครามกันอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด แต่ก็ยังไม่มีครั้งไหนที่ทําเรื่องโหดร้ายเช่นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาก่อน เพราะเผ่าภูตแต่ละเผ่าล้วนเป็นส่วนสําคัญของแดนภูตทั้งสิ้น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถทําเรื่องอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเผ่าภูตหลักได้
แต่ทว่าตอนนี้ฉื้อเม่ยโกรธเป็นอย่างมาก อาจจะพูดได้ว่าโกรธมากจนเสียสติไปเลยก็ว่าได้ ถูกบังคับให้แต่งงานยังไม่เท่าไร ตอนนี้ลูกชายของตนเองยังมาถูกจับไป โดยที่ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง
ผู้นำเผ่าจิ้งจอกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ผู้นี้ได้แสดงวิธีการที่ทั้งโหดเหี้ยมและเลือดเย็นของนางออกมา นางทำให้เผ่าหมาป่าเหล่านี้ยอมจำนน ควรจับก็จับไว้ ควรฆ่าก็ฆ่า
หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มทำการสอบสวนผู้นำเผ่าของเผ่าหมาป่าทันที
“พวกเขาเอาเหยียนเอ๋อร์ไปไว้ที่ใดกันแน่ พูดความจริงกับข้ามา มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องตายทั้งเป็นอย่างแน่นอน” ฉื้อเม่ยกล่าวอย่างเย็นชา
“ความจริงแล้วข้าก็ไม่รู้เรื่องอะไรมากนักหรอก!” พวกเขายังไม่ทันทรมานเพื่อบีบคั้นให้รับสารภาพ ผู้นำเผ่าของเผ่าหมาป่าก็ยอมบอกความจริงทุกอย่างออกมาแล้ว
.
.