ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2857 ไม่อนุญาตให้ชอบ
“คนเยอะยิ่งแข็งแกร่ง เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านเจ้าเมืองทั้งสองแล้ว” หลังจากที่สู้กับเอ้า ก็ได้ทำให้มู่เฉียนซีรู้เช่นกันว่าเผ่าปีศาจยากที่จะต่อกรได้จริง ๆ
ในเมื่อไม่รู้ที่อยู่ของต้นกำเนิดแห่งแดนปีศาจจึงไม่สามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณได้ ดังนั้นนางก็ไม่อาจพลาดโอกาสในการฟื้นฟูพลังทางกายภาพได้เช่นกัน
“อสนีบาตหรือ ต้องการอสนีบาตแบบไหน แดนปีศาจของพวกเรามีสถานที่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยอสนีบาตมากมาย พวกเราไม่ขาดเจ้าพวกนี้อยู่แล้ว” ตั้วกล่าวถาม
“เป็นอสนีบาตที่คล้ายกับอสนีบาตลงทัณฑ์น่ะ!” มู่เฉียนซีกล่าว
อย่างไรเสีย หลังจากที่ถูกอสนีบาตแห่งทัณฑ์สวรรค์แล้วไม่เป็นอะไร ก็ได้ทำให้คุณสมบัติต่ออสนีบาตของการขัดเกลาร่างกายด้วยอสนีบาตสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ว่าจะไม่เหนือกว่าอสนีบาตแห่งทัณฑ์สวรรค์ แต่มีความใกล้เคียงกันก็ได้
พวกเขาทั้งสองตะลึงงันไปทันที คิดว่าเป็นเพียงอสนีบาตทรงพลังธรรมดา แต่…แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องการที่มีคุณสมบัติสูงขนาดนี้
เอ้ากล่าวว่า “การตามหาอสนีบาตเช่นนี้ ไม่สู้ยั่วยุให้สวรรค์โจมตีโดยตรงไปเลยดีกว่า ทว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงละก็ ไม่เพียงแต่ไม่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้เท่านั้น แต่เกรงว่าคงได้ลงนรกไปเลยเป็นแน่”
“อื้ม! ข้าเองก็ไม่กล้าทำอะไรส่งเดชเช่นนั้น ดังนั้นหาอย่างอื่นเถอะ” ที่นางไม่กล้า ไม่ใช่เพราะกลัวอสนีบาตแห่งทัณฑ์สวรรค์ แต่นางกลัวจิ่วเยี่ยเป็นกังวลต่างหาก
เอ้ากล่าว “เจ้าไม่สามารถฝึกพลังวิญญาณได้จริง ๆ หรือ สามารถฝึกฝนพลังกายให้เป็นเช่นนี้ได้ ตัวเจ้าน่าจะมีพรสวรรค์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว”
“แน่นอนว่าไม่เลวเลยล่ะ และน่าจะดีกว่าท่านอีกด้วย!” มู่เฉียนซีกล่าว
“พรสวรรค์ดีกว่าข้าหรือ เจ้าจะเพ้อเจ้อเกินไปแล้ว! ข้าเป็นถึงหนึ่งในเจ้าเมืองของแดนปีศาจ เป็นอัจฉริยะแห่งแดนปีศาจที่สามารถฝึกฝนไปจนถึงระดับราชาปีศาจได้ตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงพันปีเลยด้วยซ้ำ ขนาดเจ้าหมอนี่ยังด้อยกว่าข้ามากเลย” เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
“ตอนนั้นเป็นเพราะข้าขี้เกียจฝึกฝนเลยช้ากว่าเจ้าเถอะ มันไม่ใช่เพราะข้ามีพรสวรรค์ไม่พอแน่นอน” ตั้วโต้แย้งเจ้าหมอนี่ทันที
“แต่ว่า ตอนนี้ข้ายังอายุไม่ถึงยี่สิบปีเลยนะ! ข้าสามารถบรรลุระดับนั้นได้เร็วกว่าท่าน ฉะนั้นข้าคิดว่ามันไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไรหรอก” มุมปากของมู่เฉียนซีกระตุกรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา
เอ้าซึมไปอย่างกะทันหัน! เขาลืมไปเลยว่าอายุของมนุษย์ผู้นี้น้อยมากแค่ไหน
“โดยทั่วไปแล้วเผ่าปีศาจมีชีวิตที่ยืนยาวกว่ามนุษย์อย่างพวกเจ้า” เอ้ากล่าว
มู่เฉียนซีกล่าวกับพวกเขาว่า “เดิมทีข้ามาที่แดนปีศาจเพื่อหาวิธีฟื้นฟูพลังวิญญาณของข้า ขอเพียงหาบรรพบุรุษปีศาจของพวกท่านเจอ เขาจะต้องมีหนทางแน่นอน”
เอ้ากล่าวตอบว่า “เจ้ายอมแพ้เสียเถอะ! บรรพบุรุษปีศาจของพวกเราไม่มีทางสนใจใครหรอก เขาขี้เกียจเกินกว่าจะมาสนใจ หากเป็นเรื่องที่บรรพบุรุษปีศาจไม่อยากยุ่ง แม่ว่าพวกข้าจะขอร้อง เขาเองก็ไม่มีทางรับปากเช่นกัน”
“ใช่แล้ว!” ตั้วกล่าว
“หากเขาตื่นขึ้นมาแล้ว แน่นอนว่าข้าย่อมมีหนทางอยู่แล้ว” คนที่ไม่อยากยุ่ง นั่นเพราะศิษย์พี่ขี้เกียจจะยุ่งด้วย แต่นางไม่ได้อยู่ในบรรดามนุษย์ที่เขาไม่อยากจะยุ่งเหล่านั้น
“ข้าถูกหลอกแล้ว! ที่แท้เจ้าไม่ใช่เพราะตกหลุมรักบรรพบุรุษปีศาจของพวกเราถึงได้มาตามหาเขา แต่เพราะมีเหตุผลอื่นต่างหาก! ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน” ตั้วจ้องมองไปที่มู่เฉียนซีด้วยท่าทางที่เจ็บปวด
“มนุษย์อย่างพวกเจ้าชอบหลอกลวงคนอื่นจริง ๆ” เอ้ากล่าวอย่างโกธรเคือง
“อย่ามาทะเลาะกันสิ! ข้าไม่ได้ชอบเขาน้อยไปกว่าพวกท่านอยู่แล้ว” มู่เฉียนซีกล่าวตอบ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงศิษย์พี่ของนาง
ในตอนที่นางกล่าวอย่างซื่อสัตย์ กลับลืมไปว่ามีคนขี้หึงอยู่ข้างกายของนางอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ได้ยินคำพูดนี้อย่างชัดเจน
“ข้าเข้าใจแล้ว นี่เจ้าคิดจะทอดทิ้งผู้ชายที่โหดเหี้ยมอำมหิตคนนั้นใช่ไหม ก็ถูก แม้ว่าฝ่าบาทของพวกเราจะขี้เกียจไปสักหน่อย แต่ต้องเก่งและหล่อกว่าเขาแน่…”
เอ้าในตอนนี้ยังเติมเชื้อเพลิงลงไปในกองไฟอีก และมันก็กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่แล้ว
“ท่านออกไปได้แล้ว!” มู่เฉียนซีเริ่มตะโกน
“ทั่วทั้งเมืองแห่งความเย่อหยิ่งเป็นของข้า ข้ายืนอยู่บนอาณาเขตของข้า แต่เจ้ากลับขับไล่ข้าหรือ”
“แต่หอหมอปีศาจคืออาณาเขตของข้า ฉะนั้นต้องทำตามที่ข้าพูด! ส่งแขก”
“ตั้ว! ท่านเองก็กลับไปทำงานเถอะ!”
เอ้าจากไปแล้ว ส่วนตั้วก็ถูกคนลากกลับไปที่เมืองแห่งความเกียจคร้านแล้ว
เมื่อหอหมอปีศาจตกเป็นของมู่เฉียนซี คนขี้หึงผู้นั้นก็ได้เป็นอิสระ
“อื้อ…” มู่เฉียนซียังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา ริมฝีปากของนางก็ถูกผนึกไปก่อนแล้ว
หลังจากที่จูบจนมู่เฉียนซีหายใจไม่ออก นางถึงได้ถูกปล่อย “ข้าไม่ชอบได้ยินซีพูดว่าชอบคนอื่น ไม่ว่าจะชอบแบบใดทั้งนั้น”
“ข้าชอบท่านพ่อของข้าก็พูดไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ได้!”
“เช่นนั้นข้าชอบสุ่ยจิงอิ๋งก็ไม่ได้หรือ?”
“ไม่ได้!”
สำหรับความเผด็จการของจิ่วเยี่ย มู่เฉียนซีรู้สึกว่าจะต้องทวงอำนาจอธิปไตยของตนเองกลับมาสักหน่อยแล้ว
นางจ้องมองไปที่เขาพลางกล่าวว่า “สหายก็ไม่ได้ ญาติก็ไม่ได้ สหายเพศเดียวกันก็ไม่ได้ จิ่วเยี่ย! เจ้าต้องเข้าใจให้ชัดเจน เจ้าเป็นคนของข้า เจ้าจะต้องเชื่อฟังข้า และไม่ใช่…อุ้บ...”
เขาบุกโจมตีและยึดครองอย่างรุนแรง โดยปกติแล้วเขาจะระมัดระวังมาก แต่หลังจากที่ถูกกระตุ้น การสะท้อนกลับนั้นก็รุนแรงมากเช่นกัน
แต่ทว่าด้วยการลงมือของต้นกำเนิดแห่งแดนวิญญาณและต้นกำเนิดแห่งแดนภูต ขอเพียงไม่ล้ำเส้น พลังแห่งทัณฑ์สวรรค์นั้นก็ไม่สามารถทำอะไรนางได้แล้ว
จิ่วเยี่ยกอดคนในอ้อมแขนเอาไว้แน่น ผิวของพวกเขาแนบชิดกัน จนไม่หลงเหลือช่องว่างเลยแม้แต่น้อย
เขากล่าวว่า “ข้าคือคนของซี แน่นอนว่าต้องเชื่อฟังซีอยู่แล้ว! ข้าจะไปทำอะไรเจ้าได้กันล่ะ”
“จิ่วเยี่ย…” มู่เฉียนซีจ้องมองไปยังคนที่อยู่ตรงหน้า และสงสัยว่าที่จิ่วเยี่ยพูดเก่งขนาดนี้ไม่ใช่ว่าถูกคนสลับตัวไปหรอกนะ
“แต่!” จิ่วเยี่ยขบติ่งหูของมู่เฉียนซีอย่างแผ่วเบา
“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ หากซีพูดในสิ่งที่ข้าไม่อยากให้เจ้าพูดละก็ ข้าคงทำได้เพียง…”
หลังจากนั้นจุมพิตก็ประทับลงมาอีกครั้ง และการกระทำนี้ก็ได้ผนึกริมฝีปากเอาไว้อย่างอ่อนโยน “อื้ออ...”
นางคิดผิดแล้ว เจ้าหมอนี่ยังคงไร้เหตุผลเหมือนเดิมเลย
พวกเขาพัวพันกับราวกับติดสารเสพติด และค้นพบว่าหลังจากที่รวบรวมต้นกำเนิดของทั้งสองดินแดนมาได้แล้วสถานการณ์ของซีก็มั่นคงเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าอ๋องจิ่วเยี่ยย่อมอยากได้เพิ่มขึ้นอีก...
หมอปีศาจไม่ทำงาน ไม่กลั่นยา ไม่ไปทะเลาะกับเจ้าเมือง แต่เลือกที่จะอยู่เป็นเพื่อนผู้ชายของตนเอง
วันคืนที่ดีของจิ่วเยี่ยพังทลายลงหลังจากที่ถูกจื่อโยวขัดจังหวะ และดูเหมือนว่าเขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าตนเองต้องพิชิตดินแดนต่าง ๆ
จื่อโยวกล่าวพลางถอนหายใจว่า “มิแปลกใจเลยที่บอกว่าเมืองแห่งสาวงาม คือสุสานแห่งวีรบุรุษ ในสายตาของเยี่ย ความมีอำนาจนั้นไม่ดีเท่ามีคนงามอยู่ในอ้อมแขนสินะ!”
“หุบปาก! หากเสียงดังจนทำให้ซีตื่นข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่” จิ่วเยี่ยรังเกียจที่จื่อโยวเสียงดัง
“เยี่ย จำเป็นต้องดูสถานการณ์โดยรวม อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก หรือจะให้ปล่อยมันไปล่ะ หากต้องการตามหาต้นกำเนิดแห่งแดนปีศาจนั้นไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากคือเจ้าบรรพบุรุษปีศาจโม่หลีนั่นจำศีลอยู่ที่ใดกันแน่ และถึงแม้ว่าจะตามหาสถานที่จำศีลของเขาเจอ ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถปลุกเขาได้ เพราะในหมื่นดินแดน เจ้าหมอนี่เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดแล้ว” จื่อโยวกล่าว
จิ่วเยี่ยเองก็รู้ เพราะแม้ว่าเจ้าหมอนั่นจะเป็นศิษย์พี่ของซี แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องที่ตนเองต้องจำศีลหลายร้อยปีได้ และเขาก็ไม่สามารถล้มเลิกแผนการนี้ได้อีกด้วย
“เจ้าออกไปก่อนเถอะ! รอซีตื่นเมื่อไรข้าค่อยไป” จิ่วเยี่ยกล่าว
“ขอรับ! ข้าเข้าใจแล้ว” จื่อโยวกล่าว
หลังจากที่มู่เฉียนซีตื่นขึ้นมา ก็ได้รู้ว่าจิ่วเยี่ยต้องไปแล้ว
นางกล่าวว่า “เจ้าต้องไปทำงานแล้วหรือ! ปล่อยให้ข้าพักผ่อนสักหน่อยก็ดี ก่อนหน้านี้เจ้าเมินเฉยมาตลอด แต่ในที่สุดตอนนี้กลับไม่ยับยั้งชั่งใจ และข้าเองก็ทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน รีบ...”
“ตึง! ซีปากไม่ตรงกับใจ เจ้าทนไหวอยู่แล้ว”
“เจ้าคนชั่ว!” มู่เฉียนซีจ้องมองด้วยความโกรธ
และก่อนไป จิ่วเยี่ยก็ได้หาผลประโยชน์ให้ตนเองอีกเล็กน้อย
“แดนนรกไม่มีอะไรแล้ว ได้ยินมาว่าเจ้าจะพิชิตดินแดนระดับอื่นด้วยอย่างนั้นหรือ สมควรแล้วที่จะยุ่งมากขนาดนี้ ข้าอยู่ในแดนปีศาจได้เป็นอย่างดี ตั้วและเอ้าเองก็ไม่เลว อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นดินแดนที่ศิษย์พี่ของข้าสร้างขึ้นเชียวนะ” มู่เฉียนซีกล่าว
ดวงตาสีฟ้าล้ำลึกของจิ่วเยี่ยมืดมนลงเล็กน้อย เขากล่าวว่า “ข้าไม่มีความสามารถในการสร้างดินแดน แต่ขอเพียงซีต้องการ ข้าจะเอาดินแดนทั้งหมดมามอบให้ซี และเปลี่ยนมันให้เป็นไปตามแบบที่ซีชอบ”
.