ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 115 ไม่ต้องพูดอ้อมค้อมกับข้า
ขณะที่คนตระกูลฟางและตระกูลเซี่ยก าลังเอร็ดอร่อยกับผลไม้
นั้น พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ
โดยเฉพาะเซี่ยหลิน เจ้าเด็กน้อยจอมปากหวาน เขาพูดกับเฮ่อจื
อหร่านด้วยรอยยิ้มว่า “ขอบคุณท่านป้า รอให้บ้านท่านป้ามีน้องน้อย
เมื่อไหร่ หลินเอ๋อร์จะพาน้องไปเล่นด้วยกันนะขอรับ”
ได้ยินค าพูดของเซี่ยหลิน ทุกคนซึ่งอยู่ในที่นั่นต่างพากันหัวเราะ
ลั่น
บางคนถึงกับเอ่ยแซวเฮ่อจือหร่านแล้วถามว่าท้องของนางมีวี่แวว
อะไรหรือยัง
ส าหรับค าพูดไร้เดียงสาของเซี่ยหลินเฮ่อจือหร่านย่อมไม่ได้คิด
อะไร แต่เมื่อเห็นพวกผู้ใหญ่พากันเอ่ยแซวตามมา นางก็พลันหน้า
แดงก ่า
ส่วนโม่จิ่วเยี่ยยืนมองอยู่ไม่ไกลนัก ในใจก าลังครุ่นคิดอะไร
บางอย่างเช่นกัน
เขาก าลังคิดว่าลูกของตนกับเฮ่อจือหร่านจะต้องน่ารักน่าชังแน่
ๆ เมื่อถึงเวลานั้นทุกคนในครอบครัวก็จะมาร่วมเล่นกับเจ้าตัวน้อย แค่
คิดชายหนุ่มก็มีความสุขมากแล้ว
ความคิดของโม่จิ่วเยี่ยล่องลอยไปไกล ภาพในหัวปรากฏเป็นเขา
กับเฮ่อจือหร่านซึ่งล้อมรอบไปด้วยลูกหลานมากมาย…
เฮ่อจือหร่านหน้าแดงเพียงชั่วครู่ นางท าเป็นนั่งล้อมวงพูดหัวเราะ
กับคนอื่น ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
ส่วนเหอจื่อหยวนซึ่งอยู่ไกลออกไป มองพวกเขาเข้ากันได้อย่าง
สนิทสนม ก่อนจะรู้สึกเสียใจจนแทบอยากจะกู่ร้องออกมา
เขารู้สึกว่า ถ้าตอนนั้นตนคอยเอาใจโม่จิ่วเยี่ยเหมือนอย่าง
ตระกูลเซี่ยกับตระกูลฟาง
ป่านนี้ตระกูลเหอของเขาก็คงจะได้ลิ้มรสผลไม้รสเลิศแบบนั้น
บ้างแล้ว
เมื่อคิดเช่นนี้ เหอจื่อหยวนจึงเดินตรงไปหาโม่จิ่วเยี่ยความตั้งใจ
ของตัวเอง
โม่จิ่วเยี่ยเหลือบมองเขาเพียงครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้คิดจะพูดคุยด้วย
เดิมทีเหอจื่อหยวนคิดว่า อย่างน้อย ๆ โม่จิ่วเยี่ยคงจะต้องถามเขา
บ้างว่า ‘ท่านมาท าไม?’
แต่เขากลับไม่พูดอะไรเลยสักค า
ความจริงเหอจื่อหยวนก็ท าไปเพราะใจร้อนไปสักหน่อย เมื่อเจอ
ท่าทีแบบนี้เข้า เขาก็ท าตัวไม่ถูก จนไม่รู้ว่าควรจะอยู่ต่อหรือจากไปดี
แต่เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาก็ไม่อาจเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร
ได้
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เหอจื่อหยวนก็รวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ย
ปาก
“โม่…คุณชายโม่” เขาเพิ่งคิดค าเรียกขานนี้ออก และรู้สึกว่า
เรียกแบบนี้ดูจะเหมาะสมกว่า
โม่จิ่วเยี่ยเลิกคิ้ว ยังคงไม่เอ่ยปากอะไร เพียงแต่พยักหน้าให้เขา
เหอจื่อหยวนท าท่าทางลึกลับ มองซ้ายมองขวาก่อนจะพูดเบา ๆ
ว่า
“ที่จริงแล้ว เรื่องในปีนั้นที่ข้าไม่สามารถส่งเสบียงไปชายแดนได้
ทันเวลา ก็เพราะถูกคนสั่งให้ท า”
เรื่องนี้แม้เหอจื่อหยวนจะไม่พูด โม่จิ่วเยี่ยก็รู้ดีแก่ใจ
แต่ต่อหน้าเหอจื่อหยวน เขากลับแกล้งท าเป็นไม่รู้เรื่อง ด้วย
อยากรู้ว่าเหอจื่อหยวนก าลังคิดจะท าอะไร
“ดูเหมือนใต้เท้าเหอพร้อมจะทรยศเจ้านายของตัวเองแล้วหรือ”
น ้าเสียงของโม่จิ่วเยี่ยแฝงไปด้วยความเย็นชาและแววตาเย้ยหยัน
อย่างเห็นได้ชัด
ประโยคนี้ช่างท าให้เหอจื่อหยวนรู้สึกเสียหน้า แต่เมื่อเขา
ตัดสินใจแล้วก็ไม่มีทางหันหลังกลับ ค าพูดก็พูดไปแล้ว ย่อมไม่ได้คิด
จะปิดบังอะไรอีก
การจะประจบเอาใจโม่จิ่วเยี่ยในครั้งนี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเรื่องนี้
เพียงเรื่องเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหอจื่อหยวนจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“คุณชายโม่คงคาดไม่ถึงแน่ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังที่สั่งให้ข้าริบ
เสบียงอาหารไปเมื่อครั้งนั้น แท้จริงแล้วคือองค์ชายรอง ท่านอ๋องรุ่ย”
ค าพูดนี้พาให้แววตาของโม่จิ่วเยี่ยพลันมืดลงอย่างน่ากลัว
“ท่านบอกว่าเป็นท่านอ๋องหนานรุ่ยหรือ”
เหอจื่อหยวนพยักหน้า “ใช่แล้ว เป็นท่านอ๋องหนานรุ่ย”
เรื่องนี้แตกต่างจากที่โม่จิ่วเยี่ยคาดการณ์เอาไว้ไปโดยสิ้นเชิง
แท้จริงแล้วในใจเขารู้ดีว่า การที่เหอจื่อหยวนริบเสบียงอาหาร
ของกองทัพชายแดนไป ย่อมต้องมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง และคนที่
พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ก็คือหนานเหิง
ในเวลานั้น สถานการณ์ในราชส านักเป็นที่รู้ดีแก่ทุกฝ่าย หนาน
เหิงคือรัชทายาทโดยชอบธรรมซึ่งเกิดจากจักรพรรดินี แม้ว่า
ความสามารถอาจด้อยกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง แต่ก็ได้เปรียบจากชาติ
ก าเนิดอันสูงส่ง บรรดาขุนนางที่สนับสนุนให้เขาขึ้นครองราชย์นั้นมี
จ านวนมากเกินครึ่งหนึ่ง
ส่วนหนานฉีเป็นโอรสที่เกิดจากหยวนกุ้ยเฟย มีฐานะรองจาก
หนานเหิงเพียงต าแหน่งเดียว
แต่เพราะหนานฉีท าหน้าที่ได้อย่างโดดเด่นจนได้รับการ
สนับสนุนจากขุนนางมากมาย
ส่งผลให้ขุนนางแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนหนาน
เหิงเป็นรัชทายาท ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนหนานฉี
ส่วนหนานรุ่ยที่เหอจื่อหยวนเพิ่งกล่าวถึงนั้น มารดาของเขา
ไม่ได้รับความโปรดปราน จักรพรรดิซุ่นอู่เองก็ไม่ชอบบุตรชายคนนี้
เขาจึงแทบไม่มีตัวตนต่อหน้าผู้อื่นมาตั้งแต่เด็ก
กระทั่งยามปกติเขาก็ท าท่าทีไม่สนใจการเมือง วัน ๆ เอาแต่แต่ง
บทกวีวาดภาพอยู่กับพวกนักปราชญ์
ถ้าสิ่งที่เหอจื่อหยวนพูดเป็นความจริง โม่จิ่วเยี่ยก็ยังนึกไม่ออกว่า
หนานรุ่ยท าแบบนั้นไปเพื่ออะไร
เพื่อยืนยันว่าค าพูดของเหอจื่อหยวนว่ามีมูลความจริงหรือไม่
เขาจึงถามต่อไปว่า “ข้ากับเขาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน เขาจะท า
เช่นนี้ท าไม”
ในที่สุดค าพูดของเขาก็ดึงความสนใจจากโม่จิ่วเยี่ยได้ เหอจื่อ
หยวนจึงรีบเปลี่ยนท่าทีทันที่
เขาหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ พูดจาอย่างมั่นใจกว่าเดิม
“คุณชายโม่เป็นคนฉลาด คงรู้ดีว่าที่ข้าพูดไปทั้งหมดก็เพื่ออะไร”
เมื่อมองท่าทางน่าสมเพชของเหอจื่อหยวน โม่จิ่วเยี่ยก็นึก
อยากจะตบตีเขาสักหน
แต่เพื่อล้วงความลับบางอย่างออกมา เขาจึงก ามือแน่นแล้วค่อย
ๆ คลายออก
“ข้าเป็นเพียงนักรบ ไม่เข้าใจเรื่องราวซับซ้อน หากใต้เท้าเหอ
ต้องการพูดคุยกับข้า ก็พูดมาตามตรงเถอะ”
อีกฝ่ายคิดว่าเมื่อพูดอย่างก่อนหน้านี้ไป โม่จิ่วเยี่ยจะต้องเปลี่ยน
ท่าทีและแสดงความเป็นมิตรกับเขาอย่างแน่นอน
แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม โม่จิ่วเยี่ยไม่เพียงแต่ไม่แสดงท่าที
เป็นมิตรใด ๆ ออกมา กลับยังท าให้เขาตกใจกลัวมากยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของโม่จิ่วเยี่ย เหอจื่อหยวนพลันรู้สึกหนาว
สั่นโดยไม่รู้ตัว
เขาถึงขั้นคิดไปไกลว่า หากวันนี้ไม่ยอมปริปากพูดความลับ
ทั้งหมดที่เขารู้ออกมา โม่จิ่วเยี่ยอาจจะใช้ก าลังบังคับเขาก็เป็นได้
ส่วนวิธีการนั้น เหอจื่อหยวนไม่กล้านึกภาพ เพราะความเด็ดขาด
ในการฆ่าฟันบนสนามรบของโม่จิ่วเยี่ย จุดจบของเขาก็คงไม่มีที่ดี
เป็นแน่
สุดท้ายแล้วเขาจึงต้องยอมเปิดปาก
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหอจื่อหยวนจึงตัดสินใจเลิกยึดติดกับ
ผลประโยชน์ได้เสีย เขาไม่เชื่อว่า หลังจากที่เปิดเผยความลับอัน
ยิ่งใหญ่นี้ไปแล้ว โม่จิ่วเยี่ยจะไม่ยอมรับน ้าใจของเขา
“การที่องค์ชายรุ่ยแสร้งท าเป็นหมกมุ่นอยู่กับการประพันธ์บทกวี
และวาดภาพ ล้วนเป็นเพียงฉากบังตา เพื่อให้องค์ชายเหิงและองค์
ชายฉีคลายความระแวงในตัวเขา คิดว่าเขาจะไม่กลายเป็นอุปสรรคที่
คอยขัดขวางเส้นทางสู่ต าแหน่งรัชทายาทของทั้งสองพระองค์
แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว องค์ชายรุ่ยแอบชักชวนขุนนาง
มากมายเอาไว้เป็นพวกพ้อง ขุนนางเหล่านั้นแม้ภายนอกจะดูเหมือน
เป็นคนขององค์ชายเหิงหรือองค์ชายฉี แต่เบื้องหลังล้วนภักดีและ
ท างานให้องค์ชายรุ่ยทั้งนั้น
ครั้งนั้นที่องค์ชายรุ่ยสั่งให้ข้ากักเสบียงอาหารที่ก าลังจะถูกส่งไป
ยังชายแดน เพื่อให้องค์ชายฉีเกิดความหวาดระแวงองค์ชายเหิง หวัง
ให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความบาดหมางใจกัน
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่องค์ชายรุ่ยคาดการณ์ไว้ คนขององค์
ชายฉีถวายฎีกากล่าวโทษองค์ชายเหิงหลายครั้งหลายครา จนกระทั่ง
ทั้งสองไม่ลงรอยกันและถึงขั้นเริ่มเล่นงานกันเองอย่างลับ ๆ”
ในตอนนี้ แม้โม่จิ่วเยี่ยยังไม่อาจแยกแยะได้ว่าค าพูดของเหอจื่อ
หยวนเป็นความจริงหรือไม่
ทว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีเหตุผลรองรับ จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เลย
“องค์ชายรุ่ยให้ผลประโยชน์อะไรกับท่าน ถึงได้ยอมเป็นขุนพล
คู่ใจให้เขาโดยไม่ลังเลเช่นนี้?”
ค าถามนี้คือกุญแจส าคัญ ถ้าหากค าตอบของเหอจื่อหยวน
สมเหตุสมผล โม่จิ่วเยี่ยก็อาจลบล้างความคิดและความเชื่อทั้งหมดที่
มีต่อเรื่องราวในอดีตได้
“ไม่ปิดบังคุณชายโม่ ข้ามีบุตรสาวนอกสมรสคนหนึ่งชื่อว่า
เหอเหม่ยอวี้ นางถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างนอกมาตั้งแต่เด็ก นางมีทั้ง
ความสามารถและรูปโฉมงดงาม ในงานชุมนุมบทกวีครั้งหนึ่ง นางมี
โอกาสได้พบกับองค์ชายรุ่ยโดยบังเอิญ ทั้งสองต่างพึงพอใจในกัน
และกัน หลังจากองค์ชายรุ่ยรู้ถึงชาติก าเนิดที่แท้จริงของนาง ก็สั่งให้
คนมาสู่ขอนางกับข้าโดยตรง
พร้อมกับให้สัญญาว่าจะแต่งตั้งให้เหม่ยอวี้เป็นจักรพรรดินี ใน
ตอนนั้นข้าคิดว่าไม่ว่าองค์ชายรุ่ยจะมีความจริงใจมากน้อยเพียงใด
แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ บุตรสาวนอกสมรสตัวเล็ก ๆ
ของข้าได้แต่งงานเป็นถึงจักรพรรดินี ก็นับว่าเป็นบุญวาสนาสูงส่งถึง
สามชาติแล้ว
เมื่อเห็นข้าตอบตกลง เขาก็ตั้งข้อแม้ขึ้นมาอีกว่า หลังจากที่เหม่
ยอวี้เข้าวังไปแล้ว ต้องเปลี่ยนฐานะใหม่ ให้คนภายนอกเห็นว่านาง
ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับข้า
จุดประสงค์ก็เพราะไม่ต้องการให้ใครกล่าวหาว่าเขาล าเอียง
เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว
สองเดือนให้หลัง เขาก็พาเหม่ยอวี้เข้าวังตามสัญญา โดยที่ฐานะ
ของนางเป็นเพียงบุตรสาวของตระกูลพ่อค้าผู้มั่งคั่งเท่านั้น”