ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 116 เขาให้ผลประโยชน์อะไรกับท่าน
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 116 เขาให้ผลประโยชน์อะไรกับท่าน
ได้ยินดังนั้น โม่จิ่วเยี่ยก็เข้าใจขึ้นมาก
พูดให้ชัดก็คือเหอจื่อหยวนสามารถติดต่อกับท่านอ๋องรุ่ยได้ ก็
เพราะมีเหอเหม่ยอวี้เป็นคนเชื่อมสัมพันธ์
เขาเคยได้ยินคนพูดกันว่าตระกูลของพระชายาท่านอ๋องรุ่ยไม่ได้
มีภูมิหลังอะไรมาก เป็นเพียงลูกสาวตระกูลพ่อค้าธรรมดาในเมือง
หลวง
และเมื่อไม่นานมานี้ ในเมืองหลวงก็มีข่าวลือว่าพระชายาของ
ท่านอ๋องรุ่ยสิ้นชีพเพราะโรคร้าย
เวลานี้เมื่อเห็นสีหน้าของเหอจื่อหยวนแล้ว อีกฝ่ายไม่น่าจะโกหก
เขา
โม่จิ่วเยี่ยถามต่อว่า “แล้วหลังจากนั้นเล่า”
“หลังจากนั้น ท่านอ๋องรุ่ยก็แอบพานางมาพบข้า โดยอ้างว่าเหม่
ยอวี้คิดถึงครอบครัว หลังจากนั้น ข้ากับท่านอ๋องรุ่ยก็สนิทสนมกัน
มากขึ้น เขาจึงถือโอกาสพูดจาชักชวนข้า ตอนนั้นเองที่ข้าได้รู้ว่า
ท่านอ๋องรุ่ยมีความทะเยอทะยานมากเพียงใด”
โม่จิ่วเยี่ยถามไล่เลียงว่า “เช่นนั้นเขาให้ผลประโยชน์อะไรกับ
ท่าน?”
เหอจื่อหยวนหัวเราะเยาะตนเองเบา ๆ “แน่นอนว่าเป็นเหม่ยอวี้ขึ้น
เป็นจักรพรรดินี ท่านอ๋องรุ่ยกล่าวว่า ตราบใดที่เขาก้าวขึ้นสู่ต าแหน่ง
องค์จักรพรรดิได้ จักรพรรดินีในอนาคตย่อมจะเป็นเหม่ยอวี้แน่นอน
ถึงตอนนั้น เขาจะประกาศฐานะที่แท้จริงของเหม่ยอวี้ต่อหน้าขุนนาง
ทั้งหลาย ให้ข้าได้เป็นถึงพ่อตาขององค์จักรพรรดิมีอ านาจล้นฟ้า”
โม่จิ่วเยี่ยเย้ยหยัน “น่าเสียดายที่บุตรสาวของท่านอายุสั้นนัก”
เหอจื่อหยวนถอนหายใจ
“ทั้งหมดเป็นเพราะข้ามองคนผิด คิดว่าท่านอ๋องรุ่ยจะเป็นคน
รักษาค าพูด ใครจะรู้ว่าหลังจากที่องค์จักรพรรดิทรงปลดข้าออกจาก
ต าแหน่ง ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป จนกระทั่งข่าวการตายของเหม่ยอวี้
แพร่ออกมา ข้าก็ไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงต าแหน่งพ่อตาขององค์
จักรพรรดิอีกต่อไปแล้ว ท่านอ๋องรุ่ยก็ไม่กังวลว่าข้าจะปริปากบอก
เรื่องของเขา เพราะเท่ากับว่าข้ายอมรับเรื่องริบเสบียงของกองทัพ
ชายแดน”
กล่าวจบเหอจื่อหยวนก็ค านับให้โม่จิ่วเยี่ยอย่างนอบน้อม
“คุณชายโม่ ตอนนี้พวกเราต่างเผชิญกับชะตากรรมที่ต้องถูก
เนรเทศ ข้าเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ท่านฟัง เพราะหวังว่าท่านจะลืมเรื่อง
บาดหมางในอดีต และช่วยดูแลคนตระกูลเหอของข้าด้วย”
“การที่ข้าก้าวมาถึงจุดนี้ได้ แน่นอนว่าต้องมีท่านอ๋องรุ่ยอยู่
เบื้องหลัง หลังผ่านการเนรเทศมาช่วงหนึ่ง ข้าก็ทบทวนอะไรได้
มากมายแล้ว และจะไม่คิดถึงสิ่งที่ไม่ควรคิดอีก”
โม่จิ่วเยี่ยยืนกอดอก ในสายตายังคงเย็นชา
“เดิมทีท่านกับข้าก็ไม่ใช่สหายร่วมทาง ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ท่าน
ท าเมื่อปีก่อนก็เกือบคร่าชีวิตทหารชายแดนไป ข้าไม่มีวันให้อภัย
ท่านเด็ดขาด”
“แต่เห็นแก่ที่วันนี้ท่านบอกเรื่องนี้กับข้า ตราบใดที่ท่านท าตัวอยู่
ในกฎ ไม่มาหาเรื่องข้า ข้ารับรองว่าจะไม่ลงมือกับท่านก่อน”
ความจริงแล้วโม่จิ่วเยี่ยเคยคิดว่า เมื่อไปถึงซีเป่ยแล้วจะหาโอกาส
ปลิดชีพเหอจื่อหยวนเพื่อล้างแค้นที่เขาเคยกักตุนเสบียงอาหารของ
ทหารชายแดน
ถ้าไม่ใช่เพราะเหล่าทหารชายแดนไม่ได้เสียชีวิตจากการกระท า
ของเขา โม่จิ่วเยี่ยคงลงมือปลิดชีพเขาไปนานแล้ว
การที่วันนี้เขากล้าให้ค ามั่นสัญญากับเหอจื่อหยวนเช่นนี้ นับว่า
เป็นการอภัยให้มากที่สุดแล้ว
เมื่อเหอจื่อหยวนได้ยินดังนั้น เขาก็จ้องมองโม่จิ่วเยี่ยอย่างไม่
อยากจะเชื่อทันที่
เขาไม่เคยคิดเลยว่าโม่จิ่วเยี่ยจะคิดฆ่าเขา
อีกฝ่ายคงก าลังกังวลว่ายังมีพวกเจ้าหน้าที่อยู่ จึงยังไม่ลงมือใช่
หรือไม่
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหอจื่อหยวนก็รู้สึกเย็นยะเยียบไปถึงกระดูกสัน
หลัง เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นบนหน้าผากโดยไม่รู้ตัว
เขาเป็นฝ่ายบอกเรื่องพวกนี้กับโม่จิ่วเยี่ยไป ก็ไม่ใช่เพื่อต้องการ
ขอรับการยกโทษให้ แต่เพราะอยากให้ทุกคนในครอบครัวได้มีชีวิตที่
ดีขึ้นบ้าง
แม้ว่าจะเป็นแค่ผลไม้สักลูกสองลูก ขอให้พวกเขาได้กินประทัง
หิวก็ยังดี
ใครจะรู้ว่าเรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามแผน ท าให้เขารู้สึกเหมือน
ตกกระไดพลอยโจน
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เหอจื่อหยวนจึงพูดขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ว่า “คุณชายโม่ ข้าบอกเรื่องพวกนี้กับท่านด้วยความจริงใจ ท่านอย่า
พลิกลิ้นกลับค าสิ!”
โม่จิ่วเยี่ยเอ่ยเยาะเย้ยเบา ๆ
“ท่านเป็นคนเสนอตัวมาบอกเอง ข้าไม่ได้เอ่ยถามสักค า”
ค าพูดนี้เกือบท าให้เหอจื่อหยวนโมโหจนเป็นลม เขาเองก็ไม่ใช่
คนไร้อารมณ์เสียทีเดียว
“คนในราชส านักต่างก็บอกว่าท่านเป็นสุภาพบุรุษ แต่ข้ากลับ
เห็นว่าท่านเป็นคนใจแคบ!”
โม่จิ่วเยี่ยไม่โกรธแม้แต่น้อย กลับยังยกยิ้มมุมปาก
“จะเป็นสุภาพบุรุษหรือจะเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ก็ขึ้นอยู่กับ
ว่าก าลังเผชิญหน้ากับใคร ถ้าต้องรับมือกับคนชั่วช้าสามานย์ ท าไม
ข้าต้องท าตัวเป็นสุภาพบุรุษด้วย”
เหอจื่อหยวนถึงกับพูดไม่ออก เขาก็ดูออกว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็นคนดื้อ
รั้น แม้เขาจะพูดมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
สุดท้ายเหอจื่อหยวนก็สะบัดแขนเสื้อ เดินหันหลังกลับไปด้วย
ความโมโห
ในเวลาเดียวกัน โม่จิ่วเยี่ยก็ก าลังครุ่นคิด
เขาคิดว่าถ้าสิ่งที่เหอจื่อหยวนพูดเป็นเรื่องจริง ในอนาคตควรจะ
รับมืออย่างไรดี
เรื่องของหนานเหิงเพิ่งจะหาทางแก้ไขได้ จู่ ๆ ก็มีเรื่องของหนาน
รุ่ยที่ราวกับเป็นคนล่องหนโผล่ขึ้นมาอีก
ส่วนด้านเฮ่อจือหร่านก าลังกินผลไม้ร่วมกับเหล่าสตรีอยู่ เมื่อ
เห็นเหอจื่อหยวนเดินมาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงคิดว่าเขาคงก าลัง
พยายามเอาใจโม่จิ่วเยี่ยอยู่
หลังเห็นว่าทุกคนทานกันจนเกือบหมดแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงเร่งให้
ทุกคนไปพักผ่อน
ผลไม้ที่เหลืออยู่มีไม่มากนัก คงเพียงพอส าหรับทุกคนในสกุลโม่
กินคนละสองลูกเท่านั้น
ดังนั้น เฮ่อจือหร่านจึงตัดสินใจให้ทุกคนหยิบผลไม้ไปคนละสอง
ชิ้น เก็บไว้กินระหว่างทางในวันพรุ่งนี้
ทุกคนต่างก็พอใจมาก หยิบผลไม้แล้วกลับไปพักผ่อนที่กระโจม
ของตน
เฮ่อจือหร่านขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าพาโม่หานเยี่ยไปนอนบนรถลาก
ด้วยกัน
ภายในรถลากนั้นปูด้วยฟูกนุ่ม ๆ อย่างไรเสียก็นอนสบายกว่าใน
กระโจมนัก
ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นห่วงเรื่องบาดแผลของลูกชาย จึงยืนกรานไม่
ยอมเข้าไป นางต้องการนอนในกระโจมเหมือนเดิม
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยรู้ความลับเรื่องพื้นที่มิติแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงไม่ได้
เรียกร้องอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่พักอีก ไม่ว่าพวกเขาจะนอนที่ไหน
สุดท้ายก็ต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่มิติอยู่ดี
โม่จิ่วเยี่ยเองก็เข้าใจเรื่องนี้ เขาจึงช่วยเฮ่อจือหร่านเกลี้ยกล่อมฮู
หยินผู้เฒ่า
สุดท้ายฮูหยินผู้เฒ่าก็ทนค าคะยั้นคะยอของทั้งสองคนไม่ไหว จึง
ยอมพาโม่หานเยี่ยไปพักผ่อนในรถลากแต่โดยดี
ในเมื่อโม่จิ่วเยี่ยรู้เรื่องการมีอยู่ของพื้นที่มิติ เฮ่อจือหร่านจึงไม่ได้
คิดจะอาบน ้าช าระร่างกายข้างนอก รอให้กลับไปถึงพื้นที่มิติก่อนค่อย
ว่ากัน
เมื่อนางกลับมาถึงกระโจม ก็เห็นโม่จิ่วเยี่ยก าลังมีท่าทางครุ่นคิด
เฮ่อจือหร่านอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเหอจื่อหยวน
เป็นแน่
เพราะคิดว่าอาจมีหูตาที่แอบแฝงอยู่ เฮ่อจือหร่านจึงตัดสินใจพา
โม่จิ่วเยี่ยเข้าไปยังพื้นที่มิติเพื่อความปลอดภัย
ทั้งสองนั่งประจันหน้ากันบนโต๊ะอาหาร
เฮ่อจือหร่านเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้นหรือ”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ปิดบัง เล่าเรื่องที่เหอจื่อหยวนเพิ่งพูดให้นางฟัง
“ตอนนี้ข้ายังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เหอจื่อหยวนพูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่
แต่พวกเราก็ประมาทไม่ได้”
ได้ยินดังนั้น เฮ่อจือหร่านก็เริ่มค้นหาบันทึกเกี่ยวกับหนานรุ่ยใน
หนังสือประวัติศาสตร์
ทว่าในความทรงจ าของนาง หนานรุ่ยเป็นบุคคลที่ไม่ค่อยมี
ความส าคัญนัก หากโม่จิ่วเยี่ยไม่เอ่ยถึงในวันนี้ นางคงลืมเลือนเขา
ไปเสียแล้ว
เพื่อยืนยันความจริง เฮ่อจือหร่านจึงหยิบหนังสือประวัติศาสตร์
ออกมาหลายเล่มต่อหน้าโม่จิ่วเยี่ย
ชายหนุ่มเห็นหนังสือวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะ ก็เอ่ยว่า “มันคืออะไร
หรือ”
เฮ่อจือหร่านหยิบหนังสือประวัติศาสตร์ที่เขียนด้วยอักษรตัวเต็ม
เล่มหนึ่ง ยื่นไปตรงหน้าโม่จิ่วเยี่ย
“ในนี้มีบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับราชวงศ์ต้าซุ่นเอาไว้ บางทีมันอาจ
ช่วยพวกเราได้”
โม่จิ่วเยี่ยไม่รอช้า เขาเปิดอ่านทันที่
ฝ่ายเฮ่อจือหร่านเองก็ไม่ได้อยู่เฉย นับตั้งแต่นางย้อนเวลามายังที่
แห่งนี้ นางก็อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไปหลายรอบแล้ว เนื้อหาส่วน
ใหญ่เป็นการบรรยายเพียงผิวเผิน หากต้องการรู้เรื่องราวที่ไม่ได้
เปิดเผยอย่างแท้จริง ก็ต้องไปค้นคว้าจากบันทึกนอกเหนือ
ประวัติศาสตร์