ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 141 สะกดจิตอวิ๋นหลี่
ครั้งนี้แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
พอกู่ลูกได้รับอิสรภาพ มันบินตรงไปยังขวดที่บรรจุกู่แม่ทันที่
อย่างไรก็ตาม กู่แม่ไม่ได้ถูกปล่อยออกมา กู่ลูกจึงได้แต่บิน
วนรอบขวดไปมา
โม่จิ่วเยี่ยเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปกดปืนพ่นไฟเผากู่ลูกให้ตาย
ในขณะเดียวกัน เขาก็เห็นได้ชัดเจนว่าขวดที่บรรจุกู่แม่
สั่นสะเทือนไปหลายครั้ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากู่ลูกบนตัวของโม่อวิ๋นเฟิงเป็นฝีมือของอวิ๋นห
ลี่อย่างแน่นอน
ตอนนี้กู่หุ่นเชิดของโม่อวิ๋นเฟิงถูกน าออกมาแล้ว จึงไม่ต้องกังวล
ว่าอวิ๋นหลี่จะใช้ชีวิตของเขามาข่มขู่อีก
ทั้งสองกลับมาอยู่ตรงหน้าอวิ๋นหลี่อีกครั้ง
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านไม่แน่ใจว่ากู่แม่ที่อวิ๋นหลี่เลี้ยงไว้ยังมีกู่ลูกที่
แยกออกไปอีกหรือไม่ และยิ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าในบรรดาคนที่
ถูกกู่ลูกควบคุม จะมีคนที่เกี่ยวข้องกับสกุลโม่อยู่อีกหรือไม่
ดังนั้น นางจึงไม่กล้าประมาทตอนสอบสวนอวิ๋นหลี่
นางคิดว่าอวิ๋นหลี่ถูกยิงด้วยปืนยาสลบไปสองครั้ง เท่ากับถูกวาง
ยาสลบไปสองครั้งเช่นกัน
ในชาติก่อนด้วยฐานะของแพทย์ทหาร นางรู้เรื่องหนึ่งดีที่สุด
คือไม่ว่าจะเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งแค่ไหน หลังจากผ่านการวาง
ยาสลบไปสองครั้งติดต่อกัน สติสัมปชัญญะก็จะอ่อนแอลงมาก
นางตั้งใจใช้โอกาสนี้เลือกวิธีสะกดจิตกับอวิ๋นหลี่
หากส าเร็จก็จะช่วยลดความยุ่งยากไปได้มาก
เพื่อเพิ่มโอกาสความส าเร็จในการสะกดจิต เฮ่อจือหร่านซื้อ
นาฬิกาพกเรือนหนึ่งและเครื่องเล่นเพลงส าหรับการสะกดจิตแบบมือ
อาชีพมาโดยตรง
นางวางเครื่องเล่นเพลงไว้ข้างตัวอวิ๋นหลี่ แล้วเลือกเพลงที่นาง
รู้สึกว่าจะมีผลในการสะกดจิตดีที่สุดเปิดวนซ ้าไปมา
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงปลุกอวิ๋นหลี่ให้ตื่น
ขึ้นมา
อวิ๋นหลี่เพิ่งลืมตาก็เห็นสิ่งแปลกประหลาดก าลังแกว่งไปมาอยู่
ตรงหน้า
“โม่จิ่วเยี่ย ข้าขอเตือนว่าอย่าได้เล่นลูกไม้อะไร ถ้าอยากได้ชีวิต
ของโม่อวิ๋นเฟิงคืน ก็ปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะ…”
เสียงของนางค่อย ๆ เบาลงจนพูดไม่จบประโยค แววตาเองก็เริ่ม
เหม่อลอยแล้ว
เฮ่อจือหร่านเห็นแล้วจึงลองถามเพื่อทดสอบดู “เจ้าชื่ออะไร แล้ว
มีสถานะอะไร?”
“ข้าชื่ออวิ๋นหลี่ เป็นราชินีแห่งหนานเจียง และเป็นราชครูที่ทุกคน
ในดินแดนหนานเจียงเคารพนับถือ”
น ้าเสียงของอวิ๋นหลี่ค่อนข้างทุ้มต ่าและเฮ่อจือหร่านรู้สึกได้ว่ามัน
ไร้อารมณ์ความรู้สึกใด ๆ แฝงอยู่ในน ้าเสียงนั้น
เฮ่อจือหร่านสามารถสรุปได้ว่าอีกฝ่ายเข้าสู่สภาวะถูกสะกดจิต
แล้ว
นางถามต่อ “เจ้าเริ่มใช้กู่หุ่นเชิดควบคุมโม่อวิ๋นเฟิงตั้งแต่
เมื่อไหร่?”
อวิ๋นหลี่ “สี่ปีก่อน ระหว่างการสู้รบกับหนานเจียง ข้าใช้วิธีการท า
ให้เขาสลบแล้วจับตัวมา ตอนนั้นกู่แม่ของข้าเพิ่งโตเต็มวัยพอดี จึงใช้
เขาเป็นตัวทดลอง”
เฮ่อจือหร่าน “มีคนมากมายที่สามารถใช้เป็นตัวทดลองได้ ท าไม
ถึงเลือกโม่อวิ๋นเฟิง?”
อวิ๋นหลี่ “อาจารย์ของข้าบอกว่า คนสกุลโม่มีจิตใจเข้มแข็งเกิน
กว่าคนธรรมดาจะเทียบได้ ถ้ากู่ลูกของข้าสามารถควบคุมคนสกุลโม่
ได้ส าเร็จ ก็พิสูจน์ได้ว่าวิชาหนอนพิษกู่ของข้าเข้าขั้นแล้ว”
เฮ่อจือหร่าน “นอกจากควบคุมโม่อวิ๋นเฟิงแล้ว เจ้ายังควบคุมใคร
อีก?”
อวิ๋นหลี่ตอบ “มีแค่โม่อวิ๋นเฟิงคนเดียว”
เฮ่อจือหร่าน “ท าไมถึงมีแค่คนเดียวเล่า?”
อวิ๋นหลี่ “ข้ายังไม่สามารถควบคุมจิตใจของโม่อวิ๋นเฟิงได้อย่าง
สมบูรณ์ ดังนั้นกู่แม่จึงไม่สามารถผลิตกู่ลูกเพื่อไปควบคุมคนอื่นได้”
เฮ่อจือหร่าน “เจ้ารู้จักโม่ชูหานหรือไม่?”
อวิ๋นหลี่ “แน่นอนว่ารู้จัก โม่ชูหานเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในสกุล
โม่ น่าเสียดายที่เขาตายไปแล้ว”
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยสบตากัน พวกเขาต่างรู้ดีว่า
ในตอนนี้อวิ๋นหลี่ไม่มีทางพูดโกหก
ดังนั้นจึงสามารถยืนยันได้ว่าอวิ๋นหลี่ไม่รู้เรื่องที่โม่ชูหานยังมีชีวิต
อยู่
นี่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาอีกอย่าง อวิ๋นหลี่อาจไม่รู้ว่าใครเป็นคน
วางยาพิษหนอนกู่ให้โม่ชูหาน
หลังจากทั้งสองคนสบตากัน เฮ่อจือหร่านก็แกว่งนาฬิกาพกใน
มือแล้วถามต่อ
“มีบุรุษสกุลโม่กี่คนที่ตายด้วยน ้ามือเจ้า?”
เมื่อได้ยินค าถามนี้ ดวงตาของโม่จิ่วเยี่ยก็แดงก ่า จ้องมองอวิ๋นห
ลี่อย่างดุดัน
อวิ๋นหลี่ “ไม่มีใครในสกุลโม่ที่ตายด้วยน ้ามือข้า”
เฮ่อจือหร่านหันไปมองโม่จิ่วเยี่ยโดยไม่รู้ตัว
“เป็นไปไม่ได้” โม่จิ่วเยี่ยเอ่ยคัดค้าน
เพื่อไม่ให้ชายหนุ่มอารมณ์รุนแรงเกินไปจนส่งผลต่ออวิ๋นหลี่
เฮ่อจือหร่านรีบท าสัญญาณมือให้เขาเงียบ
โม่จิ่วเยี่ยรีบปิดปากทันที่
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าการสะกดจิตของตนยังไม่แก่กล้าพอ จึงไม่
สามารถควบคุมอีกฝ่ายได้นานนัก นางต้องรีบถามข้อมูลออกมาให้
ได้มากที่สุด
“เมื่อก่อนโม่จวินรุ่ยกับโม่เจียเฉิงไม่ได้ตายด้วยน ้ามือของเจ้า
หรอกหรือ?”
อวิ๋นหลี่ “พวกเขาไม่ได้ตาย ข้าแค่ใช้ยาสลบกับพวกเขาเท่านั้น”
เฮ่อจือหร่าน “แล้วศีรษะที่แขวนอยู่บนก าแพงเป็นของใครกัน?”
อวิ๋นหลี่ “มันเป็นศีรษะของคนสองคนที่พวกเราหามา บนใบหน้า
เต็มไปด้วยเลือด แล้วก็แขวนไว้สูงมาก ย่อมบอกว่าจะเป็นใครก็ได้”
เฮ่อจือหร่าน “ถ้าพวกเขาไม่ตาย แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน?”
อวิ๋นหลี่ “พวกเขาถูกอาจารย์ของข้าพาตัวไป”
เฮ่อจือหร่าน “อาจารย์ของเจ้าคือใคร?”
อวิ๋นหลี่ “อาจารย์ของข้า… อาจารย์ของข้าคือ…”
นางยังพูดไม่จบประโยคก็เริ่มส่ายหัวอย่างรุนแรง
“ข้าพูดไม่ได้! ข้าพูดไม่ได้…อา…หัวของข้าปวดมาก!…”
เมื่อดูสภาพของอวิ๋นหลี่ มันแตกต่างกับตอนที่คนตื่นขึ้นมา
หลังจากถูกสะกดจิตอย่างสิ้นเชิง
ยามนี้เฮ่อจือหร่านรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
ดังนั้นนางจึงลองปรับการแกว่งนาฬิกาพกเล็กน้อย
“เจ้ามองตรงนี้สิ ไม่ต้องกลัวนะ ที่นี่เจ้าปลอดภัย”
ไม่นานนัก อารมณ์ของอวิ๋นหลี่ก็ค่อย ๆ สงบลง
เฮ่อจือหร่านถาม “ตามที่เจ้ารู้มา ยังมีบุรุษสกุลโม่อีกกี่คนที่ยังมี
ชีวิตอยู่บนโลกนี้?”
อวิ๋นหลี่ “โม่จวินรุ่ยกับโม่เจียเฉิงอยู่กับอาจารย์ของข้า โม่อวิ๋น
เฟิงถูกข้าควบคุมไว้ และยังมีโม่จิ่วเยี่ยที่โชคดีไป ข้าพยายามจะลง
มือกับเขาหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็หลบหนีไปได้”
เฮ่อจือหร่าน “การที่สกุลโม่ถูกยึดทรัพย์และเนรเทศ มีส่วน
เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือเปล่า?”
อวิ๋นหลี่ “นั่นเป็นเพราะจักรพรรดิซุ่นอู่ดื้อรั้นและหวาดระแวง
สกุลโม่ถึงได้มีจุดจบเช่นนี้”
เฮ่อจือหร่าน “เจ้ากับหนานเหิงมีความสัมพันธ์อะไรกัน?”
อวิ๋นหลี่ “เป็นความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและ
กัน”
เฮ่อจือหร่าน “อธิบายให้ละเอียดหน่อยว่าพวกเจ้าได้ประโยชน์
จากกันอย่างไร”
อวิ๋นหลี่ “หนานเหิงต้องการแย่งชิงต าแหน่งรัชทายาท จึงต้องการ
ความช่วยเหลือจากหนานเจียงของข้า เขาสัญญากับข้าว่าเมื่อขึ้น
ครองบัลลังก์แล้ว จะยกเมืองสามเมืองให้หนานเจียง และจะส่งเสบียง
อาหารให้หนานเจียงปีละสองแสนชั่งทุกปี”
ได้ยินดังนั้น เฮ่อจือหร่านก็อดสูดหายใจม่ได้
การกระท าของหนานเหิงต่างอะไรกับการขายชาติกัน?
โม่จิ่วเยี่ยก าหมัดแน่น
ตอนนี้เขาตระหนักได้อย่างลึกซึ้งแล้วว่าการเสียสละของสกุลโม่
เพื่อปกป้องราชวงศ์ต้าซุ่นมาหลายสิบปีนั้น ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
หนานเหิงเพียงแค่พูดประโยคเดียว ก็สามารถยกดินแดนที่พวก
เขาปกป้องมาตลอดให้คนอื่นได้
คิดดังนั้นโม่จิ่วเยี่ยจึงจ้องมองหนานเหิงที่ยังคงสลบเหมือนสุนัข
ตายอย่างเดือดดาล
เขาอยากจะฆ่าเจ้าคนทรยศบ้างเมืองนี้แล้วเอาไปให้สุนัขกิน
เดี๋ยวนี้เลย
อย่างไรก็ตาม สติบอกเขาว่าไม่ว่าอย่างไรหนานเหิงก็ต้องตายแน่
แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
เฮ่อจือหร่านดึงแขนของโม่จิ่วเยี่ยเบา ๆ เพื่อบอกให้เขาไม่ต้อง
รีบร้อน
เมื่อเห็นว่าโม่จิ่วเยี่ยอารมณ์สงบลงบ้างแล้ว นางจึงถามเสียงเบา
ว่า “เวลาใกล้จะหมดแล้ว ท่านยังมีอะไรอยากถามอีกหรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยเลียนแบบท่าทางของเฮ่อจือหร่าน ค่อย ๆ เดินไป
หน้าอวิ๋นหลี่อย่างระมัดระวัง
“ท าไมโม่อวิ๋นเฟิงถึงปรากฏตัวในกลุ่มเหยียนปางได้?”