ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 145 ข้ารู้เหตุผลที่สกุลโม่ไร้ทายาท
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 145 ข้ารู้เหตุผลที่สกุลโม่ไร้ทายาท
หนานเหิงเห็นว่าสิ่งที่ตนพูดออกไปไม่ได้ท าให้โม่จิ่วเยี่ยโกรธอีก
จึงครุ่นคิดสักพักแล้วพูดเรื่องหนึ่งออกมา
“ข้ายังส่งคนไปซุ่มโจมตีที่ภูเขาวัว เพราะหวังจะเอาชีวิตโม่จิ่ว
เยี่ย”
เรื่องนี้เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยก็รู้จากปากของชายชุดด าแล้ว
พอหนานเหิงยอมรับด้วยตัวเอง ก็เป็นเพียงการยืนยันอีกรอบหนึ่ง
เท่านั้น
“ข้าท าเรื่องแค่นี้กับคนสกุลโม่ไป ไม่มีอย่างอื่นแล้ว”
หนานเหิงถูกมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกอยู่ ไม่เช่นนั้นเขาคงจะยื่น
มือออกมาท าท่าสาบานเพื่อให้คนตรงหน้าเชื่อ
โม่จิ่วเยี่ยค่อย ๆ เดินมาเบื้องหน้าเขา พลางเอ่ยเสียงทุ้ม “ลองคิด
ให้ดี เจ้าท าเรื่องอื่นอีกหรือไม่”
หนานเหิงส่ายหน้าอย่างหนัก “ไม่มีแล้วจริง ๆ ข้าท าแค่เรื่องพวก
นี้ ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากข้าได้ยินว่าเจ้ากับหนานฉีบาดหมางกัน
มือสังหารที่เตรียมส่งออกไปก็ถูกเรียกกลับมาแล้วด้วย”
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยสบตากัน พวกเขารู้สึกว่าหนานเหิง
ไม่ได้โกหก
เมื่อเป็นเช่นนั้น อีกฝ่ายก็ไม่มีความจ าเป็นต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป
แล้ว
เฮ่อจือหร่านหยิบมีดขึ้นมา เล็งไปที่ล าคอของหนานเหิง ตั้งใจจะ
จัดการเขาอย่างรวดเร็ว
หนานเหิงคิดว่านางไม่เชื่อค าพูดของเขา เตรียมจะบีบบังคับถาม
ต่อ
เขาตะโกนด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ทุกอย่างที่ข้าท า ข้าได้บอก
พวกเจ้าไปหมดแล้ว! พวกเจ้าจะกลับค าพูดไม่ได้นะ…”
เมื่อเผชิญหน้ากับคนขี้ขลาดแบบนี้ เฮ่อจือหร่านก็หัวเราะเยาะ
ในใจ พร้อมกับหยุดการเคลื่อนไหวในมือลง
นางรู้สึกสงสัยว่าหนานเหิงจะร้องขอความเห็นใจอย่างไรต่อไป
หนานเหิงถูกท าให้ตกใจจนเสียสติไปหมดแล้ว
เพื่อจะมีชีวิตรอด เขาเริ่มต่อรองกับเฮ่อจือหร่านอีกครั้ง
“ข้ายังรู้เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งของสกุลโม่ ถ้าพวกเจ้าสัญญาว่า
จะปล่อยให้ข้ามีชีวิตรอดและปล่อยตัวไป ข้าก็จะบอกพวกเจ้า”
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านไม่รู้ว่าเรื่องใหญ่ของสกุลโม่ในค าพูด
ของหนานเหิงคืออะไร
ทั้งสองคนรู้สึกสนใจเรื่องนี้ไม่น้อย
เฮ่อจือหร่านเก็บมีดเข้าฝัก แล้วส่งยิ้มไร้พิษภัยไปให้
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เล่ามาสิ ดูว่าเรื่องนี้มีน ้าหนักมากพอจะ
แลกเปลี่ยนกับชีวิตของเจ้าได้หรือไม่”
หนานเหิงเห็นอีกฝ่ายเก็บมีด จึงถอนหายใจนึกโล่งอก พลางพูด
อย่างรวดเร็วว่า
“ข้ข้ารู้เหตุผลที่สกุลโม่ไร้ทายาท”
พอพูดถึงทายาทของสกุลโม่ เฮ่อจือหร่านก็รู้สึกสนใจมาก
พี่น้องของโม่จิ่วเยี่ยมีน้อยก็ช่างเถอะ แต่เมื่อรวมกันก็มีตั้งเก้าคน
อีกทั้งทุกคนก็แต่งงานหมดแล้วด้วย
พวกพี่สะใภ้ทุกคนก็ดูสุขภาพแข็งแรงดี แล้วท าไมถึงไม่มีใครให้
ก าเนิดทายาทให้สกุลโม่เลย?
คิดถึงตรงนี้ เฮ่อจือหร่านจึงรีบถามอย่างใจร้อน “เป็นเพราะอะไร
กันแน่?”
หนานเหิงเห็นนางสนใจจึงรีบเสนอเงื่อนไข
“ถ้าอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ พวกเจ้าต้องส่งข้าไปให้คน
ของข้าก่อน เมื่อข้าปลอดภัยแล้ว ข้าจะบอกความจริงทั้งหมด
แน่นอน”
เฮ่อจือหร่านเชื่อค าโกหกของเขาก็แปลกแล้ว
“ในเมื่อเจ้าไม่อยากพูด ก็อย่าโทษข้าว่าโหดร้ายแล้วกัน”
ขณะเอ่ย นางยังจงใจมองศพของอวิ๋นหลี่ ความหมายนั้นชัดเจน
โดยไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น
พอนึกถึงสภาพทุกข์ทรมานของอวิ๋นหลี่ หนานเหิงก็พลันตัวสั่น
สะท้านทันที่
“ไม่ได้นะ! แม้ข้าจะท าผิดต่อสกุลโม่ แต่ข้าไม่ได้ลงมือท าร้าย
ชีวิตใครในสกุลโม่เลย พวกเจ้าจะท าแบบนี้กับข้าไม่ได้”
ตอนนั้นโม่จิ่วเยี่ยก็หัวเราะเยาะ
“เจ้านี่ช่างแก้ตัวเก่งเสียจริง แม้พี่สี่จะไม่ได้ตายด้วยน ้ามือเจ้า แต่
การที่เขาต้องตายเพราะเจ้าก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ยังมีพี่สาม
อีก เขายังมีชีวิตอยู่แท้ ๆ ในฐานะองค์ชายแห่งราชวงศ์ต้าซุ่น พอเห็น
คนถูกรังแก ไม่เพียงไม่สะทกสะท้าน แต่ยังใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้อีก
ทั้งเจ้ายังสั่งให้คนไปวางยาพิษในบ่อน ้า ถ้าไม่ใช่เพราะคนสกุลโม่อายุ
ยืน คงไม่ต้องถูกเนรเทศด้วยซ ้า”
ส่วนเรื่องที่ตัวเขาถูกคนชุดด าซุ่มโจมตีที่ภูเขาวัวและตกหน้าผา
พร้อมกับเฮ่อจือหร่าน โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้เอ่ยถึง
แค่เรื่องราวก่อนหน้านี้ไม่กี่เรื่องก็เพียงพอจะท าให้หนานเหิงตาย
ได้หลายรอบแล้ว
ในตอนนี้ เฮ่อจือหร่านใช้จิตส านึกเรียกขวดสารเคมีมาแกว่งไป
มาตรงหน้าหนานเหิง
“ข้าเทสิ่งนี้ลงบนใบหน้าของอวิ๋นหลี่ นางถึงได้มีสภาพเป็นแบบ
นั้น เจ้าอยากลองดูบ้างหรือไม่?”
“ไม่…ไม่…” หนานเหิงส่ายหัวสุดก าลัง
เฮ่อจือหร่านหัวเราะเยาะ “ในเมื่อไม่อยาก ข้าว่าเจ้าคงรู้ว่าควรท า
อย่างไร”
หนานเหิงพยักหน้าขึ้นลงอย่างหนัก “ข้ารู้…ข้ารู้แล้ว…ข้าจะพูด”
หลังจากลังเลไปครู่หนึ่ง หนานเหิงกัดฟันแน่น ในที่สุดก็เปิดเผย
เหตุผลที่สกุลโม่ไม่มีทายาท
“เป็นเพราะเสด็จแม่ของข้า เสด็จแม่บอกว่า สักวันคนสกุลโม่จะ
กลายเป็นพรรคพวกของหนานฉี เพื่อไม่ให้สกุลโม่เติบโตขึ้นอีก จึง
จ าเป็นต้องตัดการสืบทอดทายาทของสกุลโม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของ
ตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว เขาเดินผ่านเฮ่อจือหร่านมาอยู่ตรงหน้าหนาน
เหิง แล้วใช้มือใหญ่บีบคออีกฝ่ายอย่างรุนแรง
“นางท าอะไรกับสกุลโม่กันแน่?”
หนานเหิงกลัวว่าโม่จิ่วเยี่ยจะเอาชีวิตตนเอง จึงพยายามอธิบาย
ว่า “เสด็จแม่ของข้า… เสด็จแม่ติดสินบนคนแซ่หลิวในเรือนของฮู
หยินผู้เฒ่าโม่ ทุกครั้งที่มีสะใภ้คนใหม่เข้ามา นางจะลงมือวางยาใน
ชาเป็นอันดับแรก ท าให้สะใภ้ของสกุลโม่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
ตลอดชีวิต…”
เมื่อค าพูดของหนานเหิงจบลง ก็ได้ยินเสียงดังกร๊อบในพื้นที่มิติ
อันเงียบสงัด
โม่จิ่วเยี่ยออกแรงบิดคอของหนานเหิงจนหักทันที่
ดวงตาของหนานเหิงเบิกกว้าง สิ้นลมหายใจในทันใด…
เฮ่อจือหร่านมองนาฬิกาแขวนในห้องพยาบาลอีกครั้ง ตอนนี้
เป็นยามอิ๋นแล้ว
เวลาไม่อ านวยให้พวกเขาถกเถียงเรื่องสตรีสกุลโม่ถูกวางยาได้
มากนัก สิ่งส าคัญในตอนนี้คือต้องจัดการกับศพสองร่างให้เสร็จก่อน
ฟ้าสาง
อีกอย่าง โม่อวิ๋นเฟิงก็คงจะตื่นขึ้นในไม่ช้า พวกเขาต้องรีบพาอีก
ฝ่ายออกจากพื้นที่มิติโดยเร็ว
เห็นโม่จิ่วเยี่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยความโกรธแค้น เฮ่อจือหร่าน
จึงเอ่ยเตือนว่า “ดึกมากแล้ว พวกเราออกไปกันก่อนเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “ได้”
ทั้งสองจัดการเก็บกวาดเล็กน้อยแล้วออกจากพื้นที่มิติไปพร้อม
กัน
โม่จิ่วเยี่ยส ารวจบริเวณรอบนอกกระโจมก่อน จากนั้นจึงอุ้มเฮ่อจื
อหร่านขึ้นมา แล้วเงาร่างของทั้งคู่ก็หายวับไปในพริบตา
ทั้งสองเคลื่อนไหงว่องไวเข้าไปในป่าลึก แล้วหยุดยืนอยู่หน้าบึง
น ้าลึกแห่งหนึ่ง
เฮ่อจือหร่านมองลงไปในบึง มองน ้าที่ลึกจนไม่เห็นก้นบึง
นางไม่รอช้า ใช้จิตส านึกน าศพออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วโยนลง
ไปในบึงทันที่
ในสถานที่และบึงน ้าลึกเช่นนี้ เป็นที่ที่เหมาะส าหรับก าจัดศพจริง
ๆ
จากนี้ไปคงไม่มีใครหาศพทั้งสองคนนี้เจอได้อีกตลอดกาล…
เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้ว โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านก็ตรวจสอบ
การแต่งกายของกันและกัน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดหรือ
ร่องรอยใด ๆ หลงเหลืออยู่ ก่อนจะออกเดินทางไปด้วยกัน
โม่จิ่วเยี่ยอุ้มเฮ่อจือหร่านแล้วใช้วิชาตัวเบาเดินทางกลับ พวกเขา
หยุดอยู่ในป่าทึบห่างจากค่ายพักไปหลายลี้
เฮ่อจือหร่านเพียงแค่นึกในใจ โม่อวิ๋นเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นบน
พื้นที่ว่างเบื้องหน้าพวกเขา
โม่จิ่วเยี่ยก้าวไปข้างหน้า เอื้อมมือไปแตะใบหน้าของโม่อวิ๋นเฟิง
เบา ๆ
“พี่สาม ท่านตื่นสิ ข้าคือจิ่วเยี่ย ท่านได้ยินเสียงข้าหรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยเรียกอยู่หลายหน ในที่สุดโม่อวิ๋นเฟิงก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่น
ขึ้น
โม่อวิ๋นเฟิงจ าคนตรงหน้าได้ทันที่
“น้องเก้า?”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “ใช่แล้วพี่สาม เป็นข้าเอง”