ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 162 ขุนพลอาวุโสจิน
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย ถังหมิงรุ่ยจึงเอ่ยเข้าประเด็นหลัก
“พี่โม่ พี่สะใภ้โม่ ครั้งนี้พวกท่านไม่ได้น าตุ๊กตามาด้วยหรือ?”
เฮ่อจือหร่านยักไหล่แล้วบอกตามตรง
“ข้าไม่รู้ว่าการขายตุ๊กตาของคุณชายถังเป็นอย่างไร จึงไม่ได้น า
ตุ๊กตามาด้วย พวกเราเช่าบ้านหลังหนึ่งใกล้ท่าเรือเพื่ออยู่อาศัย
ชั่วคราว ที่นั่นสะดวกส าหรับการเก็บตุ๊กตา เมื่อคุณชายถังต้องการ
สินค้า ก็สามารถไปรับที่นั่นได้ทุกเมื่อ”
“ดี เดี๋ยวข้าจะตามพี่โม่กับพี่สะใภ้ไปที่พักของพวกท่านเพื่อรับ
ตุ๊กตาบางส่วนนะขอรับ”
ถังหมิงรุ่ยรีบร้อนต้องการได้สินค้า กระทั่งรู้สึกว่าไม่อยากดื่มชา
ต่อแล้ว
เฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยก็ไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกันไปเรื่อย
เปื่อย จึงอาสาพาถังหมิงรุ่ยไปรับสินค้า
ถังหมิงรุ่ยรู้ที่พักของพวกเขาแล้ว เขาคิดว่าการไปมาเพื่อรับ
สินค้าเช่นนี้สะดวกมาก ดังนั้นวันนี้จึงน าตุ๊กตากลับไปห้าสิบตัว
ครั้งนี้มีรายได้ค่อนข้างมาก เฮ่อจือหร่านจึงเพิ่มค่าแรงให้กลุ่ม
สตรีที่ท าตุ๊กตาตัวละหนึ่งต าลึง
พอรายได้ของพวกนางเพิ่มขึ้น วัสดุส าหรับท าตุ๊กตาก็หมดลง
อย่างรวดเร็ว
เฮ่อจือหร่านตัดสินใจจะหยุดท าไปก่อน แค่หาเงินมาเก็บไว้ได้สัก
หน่อยก็ดีมากแล้ว ไม่ควรหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัวเพิ่ม
ถังหมิงรุ่ยเก่งเรื่องการค้าขายมาก ภายในเจ็ดวันก็ขายตุ๊กตาที่
พวกนางท าออกมาจนหมด
ตระกูลเซี่ยกับตระกูลฟางได้รับส่วนแบ่งเพิ่มอีกห้าสิบต าลึง
ตอนนี้ทั้งสองตระกูลมีเงินเก็บจากการท าตุ๊กตาหลายสิบต าลึง
แล้ว
หากจัดการเงินเหล่านี้อย่างเหมาะสม เมื่อพวกเขาไปถึงซีเป่ย ก็
สามารถซื้อบ้านและที่ดินได้อย่างสบายใจ เรื่องปากท้องของคนใน
ครอบครัวก็ไม่ต้องกังวลอีก
ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกซาบซึ้งของทั้งสองตระกูลจึงยิ่งเพิ่มมาก
ขึ้น…
แต่เดิมคิดว่าพวกเขาจะต้องพักอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะ ถึงขนาดจะ
เตรียมตัวเพื่อฉลองปีใหม่ที่นี่
แต่กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คิดไว้
กองก าลังใหญ่ที่ราชส านักส่งมาเพื่อตามหาหนานเหิงได้เข้า
มาถึงเมืองแล้ว
ขุนพลอาวุโสจินที่น าทัพมานั้น เคยได้รับการสนับสนุนจากนาย
ท่านผู้เฒ่าโม่ตอนอยู่ที่ชายแดน
เดิมทีตอนที่สกุลโม่ถูกริบทรัพย์และเนรเทศ เขาก็ตั้งใจจะไปส่ง
คนอย่างเงียบ ๆ
ผู้ใดจะรู้ว่าจักรพรรดิซุ่นอู่เตรียมการส าหรับเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว
ผู้คนที่เคยสนิทสนมกับสกุลโม่ทั้งหมดถูกกักตัวไว้ในวังหลวงตั้งแต่
เช้า จนกระทั่งมีข่าวว่าคนสกุลโม่ออกจากเมืองหลวงไปแล้ว พระองค์
จึงมีรับสั่งให้ปล่อยตัว
ครอบครัวของขุนพลอาวุโสจินก็หวั่นใจ กลัวว่าเขาจะท าตัวเป็น
ที่ไม่พอพระทัยขององค์จักรพรรดิเพราะเรื่องสกุลโม่ จึงพยายาม
เกลี้ยกล่อมจนเขาไม่กล้าท าอะไรเลยสักอย่าง
ดังนั้นขุนพลอาวุโสจินจึงรู้สึกละอายใจอยู่หลายวัน
เหตุผลข้อหนึ่งที่เขาอาสามาที่นี่ ก็เพราะหวังว่าจะติดตามขบวน
นักโทษเนรเทศของสกุลโม่ทัน และให้ความช่วยเหลือพวกเขาอย่าง
ลับ ๆ
ทว่าไล่ตามมาจนถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เขากลับยังไม่เห็น
แม้แต่เงาของขบวนนักโทษเนรเทศ
ขณะขุนพลอาวุโสจินคิดว่าการเดินทางครั้งนี้พลาดโอกาสที่จะ
ได้พบกับสกุลโม่ไปแล้ว เขาจึงได้แต่น าคนออกค้นหาองค์ชายตาม
ท้องถนนตามหน้าที่ปกติ ทันใดนั้นก็เห็นเงาร่างคุ้นตาปรากฏขึ้นอยู่
เบื้องหน้า
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านออกมาซื้อของ พอได้ยินเสียงทหาร
จากด้านหลัง จึงตั้งใจจะหลีกทางให้เพื่อลดการปรากฏตัวของตนเอง
ให้มากที่สุด
แต่รูปร่างด้านหลังของพวกเขาถูกขุนพลอาวุโสจินจ าได้ในทันที่
“หลานชายโม่ใช่หรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยหยุดฝีเท้าและหันหลังกลับไป
“ขุนพลอาวุโสจิน”
ขุนพลอาวุโสจินรีบลงจากหลังม้าและสาวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
โม่จิ่วเยี่ย
เขาพินิจโม่จิ่วเยี่ยอย่างละเอียด แล้วตบไหล่เขาแรง ๆ
“เฮ้อ เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ยังสบายดี ดีจริง ๆ”
จากนั้นเขาก็หัวเราะร่าเสียงดัง พาให้คนที่เดินผ่านไปมาหันมอง
ทางพวกเขาทั้งหมด
เหล่าทหารที่เห็นขุนพลอาวุโสจินถูกผู้คนมุงดู จึงโบกมือไล่ฝูง
ชนออกไป
โม่จิ่วเยี่ยยังรู้สึกสนิทสนมกับขุนพลอาวุโสจินอยู่
“ท่านขุนพลมาที่นี่เพื่อสืบสวนเรื่องการหายตัวไปขององค์ชาย
หนานเหิงใช่หรือไม่ขอรับ?”
ขุนพลอาวุโสจินมองส ารวจโม่จิ่วเยี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเข้าไป
กระซิบถามใกล้ ๆ “เจ้าบอกข้ามาเถอะ การหายตัวไปขององค์ชาย
เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่?”
ตั้งแต่แรกที่พบเห็นโม่จิ่วเยี่ย เขาก็รู้สึกว่าการหายตัวไปขององค์
ชายหนานเหิงต้องเกี่ยวข้องกับอีกฝ่ายแน่นอน
“ท่านขุนพลกล่าวเกินไปแล้ว ข้ากับองค์ชายหนานเหิงไม่มีเรื่อง
บาดหมางอะไรกัน ข้าจะไปท าร้ายเขาได้อย่างไร? อีกอย่างตอนนี้ข้า
ก็กลายเป็นนักโทษเนรเทศแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับความวุ่นวายในราช
ส านักอีก ข้าแค่หวังว่าทุกคนในครอบครัวจะเดินทางถึงซีเป่ยอย่าง
ปลอดภัย และใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขเท่านั้น”
ขุนพลอาวุโสจินถามไปอย่างนั้น แต่เห็นสีหน้าจริงจังของโม่จิ่ว
เยี่ยก็ไม่เหมือนเขาก าลังโกหกอยู่
“หากไม่ใช่ฝีมือเจ้าก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องคิดหาทางช่วย
เจ้าหลบหนีอีก”
โม่จิ่วเยี่ยยิ้มเบาบาง “ท่านขุนพลคิดมากไปแล้ว การหายตัวไป
ขององค์ชายไม่เกี่ยวข้องกับข้าเลยจริง ๆ”
“อืม เช่นนั้นข้าก็วางใจได้แล้ว” ขุนพลอาวุโสจินก็หันไปมอง
เฮ่อจือหร่านที่อยู่ข้าง ๆ
“นางคือบุตรสาวของท่านเสนาบดีเฮ่อหรือ?”
เฮ่อจือหร่านมองออกว่าขุนพลอาวุโสจินเป็นมิตรมากกว่าศัตรู
นางคารวะขุนพลอาวุโสจินอย่างนอบน้อม
“คารวะท่านขุนพล”
ขุนพลอาวุโสจินหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง “ดีมาก ๆ จิ่วเยี่ยช่างโชค
ดีจริง ๆ ได้แต่งงานกับภรรยาที่งดงามเช่นนี้”
เมื่อภรรยาได้รับค าชม โม่จิ่วเยี่ยก็ดีใจยิ่งกว่าใคร
“ภรรยาของข้าเป็นคนดีจริง ๆ ตลอดทางที่นางติดตามข้ามาก็
ต้องทนล าบากไม่น้อย”
“อืม พวกเจ้าหนุ่มสาวรูปงามทั้งคู่ ต่อไปจงใช้ชีวิตคู่ให้ดี ให้
ก าเนิดบุตรชายหลาย ๆ คนเพื่อสืบทอดสายเลือดสกุลโม่”
ขุนพลอาวุโสจินเว้นค าพูดไปชั่วคราว แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง
“หลานสะใภ้วางใจได้ บิดาของเจ้าเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่รู้จักพลิกแพลง
ตามสถานการณ์ เขาไม่ได้รับผลกระทบเพราะเกี่ยวดองกับสกุลโม่
หรอก”
จากการสนทนาสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยค เฮ่อจือหร่านก็
สังเกตเห็นได้ว่าขุนพลอาวุโสจินผู้นี้มีนิสัยห้าวหาญและไม่ถือสาเรื่อง
เล็กน้อย
“ขอบคุณท่านขุนพลที่บอกให้ข้ารู้ ข้ารบกวนท่านช่วยบอกท่าน
พ่อด้วยว่าข้าสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วงข้า”
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ข้าจะช่วยบอกให้แน่นอน”
หลังจากคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ขุนพลจินถึงได้ตระหนักว่าโม่จิ่วเยี่ย
กับเฮ่อจือหร่านก าลังเดินอยู่บนถนนได้อย่างอิสระ
ตามความเข้าใจของเขา นักโทษเนรเทศจะต้องมีเจ้าหน้าที่คอย
จับตาดูตลอดเวลา แล้วท าไมพวกเขาถึงได้กล้ามาเที่ยวเดินโดยไร้
ความกังวลเช่นนี้?
“หลานชาย ท าไมพวกเจ้าสองสามีภรรยาถึงมาอยู่บนถนนได้?”
ทั้งยังมีข้าวของมากมายในมืออีก…
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้คิดจะปิดบังค าถามของขุนพลอาวุโสจิน
“ไม่ปิดบังท่านขุนพล พวกเราสนิทสนมกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่เป็น
อย่างดี เขาจึงอนุญาตให้พวกเราออกมาซื้อเสบียงได้บ้างเป็นครั้ง
คราว”
“ดีมาก ข้ายังกังวลว่าหลังจากพวกเจ้าออกจากเมืองหลวง เจ้าก็
บาดเจ็บ ซ ้าไม่มีใครคอยช่วยจัดการพวกเจ้าหน้าที่ให้อาจจะต้อง
ล าบาก”
“ตอนนี้เห็นสีหน้าของเจ้าดูดีขึ้น ตาแก่อย่างข้าก็วางใจได้แล้ว”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง จากนั้นขุนพลอาวุโสจินก็ถอนหายใจก่อนจะ
พูดต่อ
“เจ้าอาจไม่รู้ ในวันที่มีค าสั่งให้ริบทรัพย์และเนรเทศสกุลโม่ พวก
เราเหล่าขุนนางที่สนิทสนมกับสกุลโม่ทั้งหมดล้วนถูกองค์จักรพรรดิ
สั่งให้อยู่ในวัง รอจนกระทั่งพวกเจ้าออกจากเมืองหลวงไปแล้ว จึง
ปล่อยให้พวกเราออกมาได้”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
เฮ่อจือหร่านเคยสงสัยว่าท าไมบิดามารดาของนางถึงตามขบวน
นักโทษมาช้านัก หลังพวกนางออกมาจากเมืองหลวงแล้ว ที่แท้ก็เป็น
เพราะจักรพรรดิสุนัขไม่ยอมปล่อยคนออกมานี่เอง
ในขณะเดียวกัน นางก็นึกถึงว่าบรรดาญาติ ๆ ของพวกพี่สะใภ้ก็
อาจจะไม่สามารถมาส่งคนได้ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้
ดูเหมือนพี่สะใภ้ทั้งหลายคงเข้าใจจนคิดโทษคนทางบ้านของตน
ไปแล้ว