ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 191 เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่อย่างชอบธรรม
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 191 เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่อย่างชอบธรรม
แต่ไม่นานมันก็ได้กลิ่นอันคุ้นเคย เจ้าตัวน้อยกอดขาข้างหนึ่ง
ของเฮ่อจือหร่านทันที่
เฮ่อจือหร่านลูบหัวมันอย่างเอ็นดู “ข้าวปั้นน้อยเป็นเด็กดีนะ ไว้
พวกเรากลับเข้าไปก่อนค่อยกอดกัน”
ข้าวปั้นน้อยท าเหมือนเข้าใจ แม้จะยังอาลัยอาวรณ์แต่ก็ปล่อยขา
เจ้าของอย่างเชื่อฟัง
เจ้าตัวน้อยเดินตามหลังโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านกลับไปยังค่าย
พักด้วยความกระตือรือร้น
ขณะเดียวกัน เฮ่อจือหร่านก็หยิบทิชชู่เปียกหลายแผ่นจากพื้นที่
มิติ เช็ดเลือดสีด าที่กระเด็นไปทั่วตัว
ดูเหมือนเมิ่งไห่หนิงจะไม่คิดจากไปในตอนนี้
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านสบตากันแล้วเดินไปหาเขา
ตอนนี้เมิ่งไห่หนิงก าลังพูดคุยกับโม่ชูหานอย่างสนุกสนาน จนได้
ยินเสียงหัวเราะของโม่ชูหานดังมาแต่ไกล
โม่จิ่วเยี่ยเร่งฝีเท้ามาอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง
“มีเรื่องอะไรถึงท าให้พี่แปดร่าเริงขนาดนี้?”
หลังได้ยินเสียงของโม่จิ่วเยี่ย สิ่งแรกที่โม่ชูหานนึกถึงคือเรื่องการ
ถอนพิษของพี่ห้า
แต่เขาก็ไม่กล้าถามต่อหน้าเมิ่งไห่หนิง
อย่างไรก็ตาม ฟังจากน ้าเสียงของโม่จิ่วเยี่ยก็พอจะเดาได้ว่าพี่ห้า
ถอนพิษได้ส าเร็จแล้ว
คิดถึงจุดนี้ รอยยิ้มของโม่ชูหานก็ยิ่งกว้างขึ้นอีกหลายส่วน
“น้องเก้า น้องชายเมิ่งบอกว่าอยากเชิญข้าไปเป็นหัวหน้า
เจ้าหน้าที่ของที่ว่าการ ข้าตกลงไปแล้ว รอให้เรื่องที่บ้านจัดการ
เรียบร้อยก่อน ข้าก็จะไปท างานที่นั่นทันที”
ในความคิดของโม่ชูหาน การที่เขาไปเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่นั้น
เหมาะสมที่สุดแล้ว
ข้อแรก เป็นเพราะเขาสามารถรับเบี้ยหวัดมาช่วยเป็นค่าใช้จ่าย
ภายในบ้านได้ นอกจากนี้การมีหัวหน้าเจ้าหน้าที่อยู่ในบ้าน อย่าง
น้อยก็ไม่มีใครกล้ามาสร้างปัญหาให้อีก
สิ่งที่ส าคัญที่สุดคือโม่ชูหานคิดว่าไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จ าเป็นต้องมี
เครือข่ายความสัมพันธ์ การที่เขาเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่จะช่วยให้เขา
ได้รู้จักผู้คนมากขึ้น
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้คัดค้าน เขารู้ดีว่าพี่แปดเป็นคนอยู่เฉยไม่ได้ เขา
คุ้นชินกับการฝึกดาบและใช้หอกมาตั้งแต่เด็ก หากให้เขาอยู่บ้านท า
ไร่ไถนาและล่าสัตว์ทั้งวัน เชื่อว่ามันคงไม่ใช่ชีวิตที่เขาต้องการ
นอกจากนี้ในรายชื่อนักโทษเนรเทศก็ไม่มีชื่อของพี่แปดอยู่ หาก
ไม่ใช่เพราะรองนายอ าเภอชุยไม่ซื่อสัตย์ ทะเบียนราษฎร์ของพี่แปดก็
ไม่จ าเป็นต้องมีเครื่องหมายถูกเนรเทศ
ดังนั้น การที่พี่แปดเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่จึงไม่มีปัญหาเรื่องความ
ไม่ชอบธรรมแต่อย่างใด
ช่วงที่เขาก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น เมิ่งไห่หนิงก็เอ่ยปาก
“พรุ่งนี้ข้าจะแก้ไขทะเบียนราษฎร์ของพี่แปดให้เขามีสถานะปกติ
ด้วยวิธีนี้ การเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็จะชอบธรรม”
โม่ชูหานหัวเราะร่าเริงอีกครั้ง “ดีมาก! ทุกอย่างต้องรบกวน
น้องชายเมิ่งแล้ว”
คุยกันมานานขนาดนี้ เมิ่งไห่หนิงถึงเพิ่งมีเวลาถามเรื่องเจ้าก้อน
กลมสีขาวด าข้างกายเฮ่อจือหร่าน
“นี่เป็นสัตว์เลี้ยงของพี่สะใภ้หรือ?”
เฮ่อจือหร่านเห็นคนถามถึงเจ้าก้อนสีขาวด าของตนจึงรีบอุ้ม
ขึ้นมา
“นี่เป็นของขวัญที่พี่ห้ามอบให้ ข้าชอบมันมากเลย”
ได้ยินเฮ่อจือหร่านพูดเช่นนั้น สีหน้าของเมิ่งไห่หนิงก็ยังไม่ได้ดู
สดใสขึ้นนัก
“พี่สะใภ้รู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร?”
เฮ่อจือหร่านเลิกคิ้ว “มันคือตัวกินเหล็กอย่างไรเล่า!”
“พี่สะใภ้ ในต าราบันทึกไว้ว่าฟันของตัวกินเหล็กคมมาก ตอนนี้
ท่านอาจเห็นว่ามันน่ารัก แต่เมื่อมันโตขึ้นก็อาจไปท าร้ายคนได้นะ”
ไม่ใช่ว่าเรื่องนิสัยของหมีแพนด้าเฮ่อจือหร่านจะไม่รู้อะไรเลย
สัตว์ก็เหมือนคน พวกมันต่างมีความรู้สึก ถ้าดีกับมันและคอย
ชี้แนะสิ่งที่ดีให้ตั้งแต่เล็ก ทุกอย่างก็ไม่ตายตัว
เฮ่อจือหร่านรู้ดีว่าเมิ่งไห่หนิงพูดแบบนี้ก็เพราะหวังดีกับนาง จึง
ก าลังคิดว่าควรจะตอบอีกฝ่ายกลับไปอย่างไร
ตอนนั้นเองที่โม่จิ่วเยี่ยเอ่ยปากขึ้น
“น้องชายเมิ่งวางใจได้ พวกเราพี่น้องอยู่ตรงนี้ เจ้าตัวเล็กนั่นคง
ไม่ก่อเรื่องอะไรหรอก”
เมิ่งไห่หนิงก็เป็นคนฝึกวิทยายุทธเหมือนกัน แม้ว่าวรยุทธ์ของ
เขาจะไม่แข็งแกร่งเทียบเท่าพี่น้องสกุลโม่ แต่ถ้าคิดให้ดี หากเขา
จัดการกับตัวกินเหล็กโตเต็มวัยตัวหนึ่งได้ก็คงไม่ใช่ปัญหา
ยิ่งไปกว่านั้น ในสกุลโม่ก็มีคนที่วรยุทธ์สูงส่งถึงสามคน จึงไม่
จ าเป็นต้องกังวลเรื่องพวกนี้
“เป็นข้าคิดมากไปเอง”
ขณะที่เอ่ยเขาก็ยื่นมือออกไป ตั้งใจจะลูบหัวเจ้าตัวน้อยน่ารัก
ใครจะรู้ว่า ข้าวปั้นน้อยเหมือนเข้าใจค าพูดเมื่อครู่ของเมิ่งไห่หนิง
พอเห็นเขายื่นมือมามันก็อ้าปากงับเข้าทันที่
เฮ่อจือหร่านเห็นท่าไม่ดีจึงรีบคว้าตัวมันพลางถอยหลังไปหลาย
ก้าวอย่างรวดเร็ว เมิ่งไห่หนิงจึงไม่ถูกข้าวปั้นน้อยกัดมือได้ส าเร็จ
นางแกล้งท าเป็นไม่พอใจ ดุมันว่า “ข้าวปั้นน้อย ถ้าเจ้ายังกัดคน
อีก ข้าจะไม่ต้องการเจ้าแล้วนะ”
ข้าวปั้นน้อยจ้องตาโตมองเจ้าของ ท่าทางน่าสงสารมาก
พอเห็นข้าวปั้นน้อยท าหน้าน่าสงสารแบบนั้น เฮ่อจือหร่านพลัน
รู้สึกใจอ่อนยวบ
แต่เพราะมีคนนอกอยู่ด้วย นางจึงไม่กล้าแสดงความรักกับมัน
มากเกินไป จึงได้แต่ท าสีหน้าบึ้งต่อ
ข้าวปั้นน้อยเห็นเจ้าของไม่เอ่ยปลอบจึงน้อยใจ มันซบไหล่ของ
นาง ไม่มองเมิ่งไห่หนิงอีก
การกระท านี้กลับท าให้เหล่าบุรุษตัวโตหัวเราะลั่น
หลังเสียงหัวเราะของทุกคนเงียบลง พี่สะใภ้ใหญ่ก็รีบเดินมาเรียก
ทุกคนให้ไปทานข้าว
เมิ่งไห่หนิงก็ไม่ได้บอกลา ชัดเจนว่าเขาไม่คิดจะกลับ การทาน
อาหารเย็นวันนี้จึงต้องรวมเขากับเจ้าหน้าที่เหล่านั้นด้วย
พี่สะใภ้ที่ท าอาหารก็รู้ตั้งแต่แรก ดังนั้นอาหารเย็นวันนี้จึงท าอย่าง
พิถีพิถันมากกว่าปกติ
นอกจากวัตถุดิบที่เฮ่อจือหร่านเคยซื้อมาแล้ว ยังมีเนื้อกวางที่พี่
ห้าล่ามาจากบนภูเขาวันนี้ด้วย
ตอนที่คนสกุลโม่อยู่ในเมืองหลวง พวกเขาก็เคยลิ้มลองอาหาร
รสเลิศมามากมาย
ฝีมือการท าอาหารของพวกนางไม่ได้ดีเท่า เฮ่อจือหร่านจึงน า
เนื้อกวางมาท าเกี๊ยวน ้าแทน
เมื่อเพิ่มกับข้าวเรียกน ้าย่อยอีกสองสามอย่าง อาหารเย็นวันนี้ก็
สามารถเรียกได้ว่าหรูหราเลยทีเดียว
อาหารเตรียมไว้อย่างดี แต่สภาพแวดล้อมกลับท าให้คนต้องเกา
ศีรษะ
วันนี้พวกเขาไม่สามารถเช่าบ้านได้ส าเร็จ ไม่เพียงต้องนอนใน
กระโจมต่อไป แม้แต่การกินข้าวก็ต้องกินกลางแจ้ง
ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ หรือม้านั่ง พวกเขาเพียงใช้ผ้าน ้ามันปูพื้นและวาง
อาหารอร่อย ๆ มากมายไว้บนนั้นเหมือนตอนที่ถูกเนรเทศ
ตระกูลฟางและตระกูลเซี่ยเห็นโม่จิ่วเยี่ยพานายอ าเภอกลับมา
ด้วย พวกเขาก็ยืนยันได้ว่านายอ าเภอคนนี้คงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
กับสกุลโม่
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเตรียมอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้
นายอ าเภอได้ลิ้มลอง
เนื่องจากวันนี้ต้องต้อนรับคนจ านวนมาก อาหารที่สตรีสกุลโม่
เตรียมไว้จึงไม่เพียงพอส าหรับทุกคน ดังนั้นพวกเขาจึงเชิญเพียงเซี่ย
เทียนไห่และฟางฉวนโจวมาร่วมทานอาหารเย็น
เมิ่งไห่หนิงรู้ดีว่ายังมีอีกสองตระกูลที่มาพร้อมกับสกุลโม่ พวก
เขาล้วนเป็นพวกเดียวกันกับสกุลโม่ ดังนั้นจึงปฏิบัติต่อเซี่ยเทียนไห่
และฟางฉวนโจวอย่างสุภาพอ่อนโยน
ตอนนี้พวกพี่สะใภ้ทั้งหลายได้เรียนรู้ทักษะการท าอาหารของ
เฮ่อจือหร่านบ้างแล้ว อาหารที่ท าออกมาจึงอร่อยมาก
ขณะที่เมิ่งไห่หนิงก าลังทานอาหาร เขาก็ตัดสินใจ
ในเมื่อเขามาถึงที่นี่ คืนนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องที่
อยู่อาศัยของพวกเขาให้ได้ก่อนจากไป
หลังจากทานอาหารร่วมกันจนอิ่มหน า เมิ่งไห่หนิงก็ลุกขึ้นยืน
แล้วเรียกเจ้าหน้าที่ไปยังหมู่บ้าน
เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่ตีฆ้องเรียกชาวบ้านในหมู่บ้านซีหลิ่งให้มา
รวมตัวกัน
ชาวบ้านคอยสังเกตสถานการณ์ภายนอกอย่างใจจดใจจ่อ สงสัย
ว่านายอ าเภอได้กลับไปแล้วหรือยัง
เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกของเจ้าหน้าที่ให้พวกเขาไปรวมตัวกันที่
ใจกลางหมู่บ้าน ทั้งตระกูลจ้าวและตระกูลโจวต่างร้อนใจว่าเกิดอะไร
ขึ้น จึงวิ่งกรูกันไปทางจุดนัดหมายราวกับฝูงผึ้ง
ในเวลาเดียวกันนั้นคนตระกูลชุยซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดก็ทยอยเดิน
ออกมา