ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 193 เรียกข้าว่าโม่เหล่าจิ่วก็พอ
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 193 เรียกข้าว่าโม่เหล่าจิ่วก็พอ
หลังจากเหล่าชายที่ถูกเมิ่งไห่หนิงเตะพยุงตัวลุกขึ้นมา พวกเขา
ทั้งหมดก็จ้องมองคนตระกูลจ้าวและตระกูลโจวด้วยความโกรธแค้น
ท่าทางของพวกเขาราวกับจะบอกว่า ‘พวกเจ้าคอยดูเถอะ!’
เมื่อเห็นสายตาเช่นนั้นของคนตระกูลชุย ชาวบ้านจากสอง
ตระกูลก็ตัวสั่นสะท้านด้วยความเคยชิน ในสมองของพวกเขาปรากฏ
ภาพที่คนตระกูลชุยเคยมารังแกครอบครัวของพวกเขาอย่างโหดร้าย
แต่ด้วยแสงจากคบเพลิงรอบ ๆ เมิ่งไห่หนิงจึงเห็นท่าทีของคน
ตระกูลชุยทันใด
เขาสั่งการเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านหลัง
“บุรุษตระกูลชุยเหล่านี้ให้โบยคนละสิบไม้ ถ้ายังไม่ยอมรับก็เพิ่ม
เป็นสองเท่า”
ในบรรดาเจ้าหน้าที่ มีคนที่เคยท าตามค าสั่งของชุยเหวินเพื่อ
กดดันตระกูลจ้าวและตระกูลโจวอยู่
ตอนนี้พวกเขารู้สึกกระวนกระวายใจมาก จึงพยายามหาโอกาส
แสดงจุดยืนต่อท่านนายอ าเภอคนใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลากเข้า
ไปพัวพันกับคนตระกูลชุย
ขณะที่พวกเจ้าหน้าที่ก าลังคิดหาทางออก ท่านนายอ าเภอก็ออก
ค าสั่งให้โบยคนตระกูลชุยแล้ว
ในที่สุดโอกาสของพวกเขาก็มาถึง
เหล่าเจ้าหน้าที่ที่เคยเป็นสุนัขรับใช้ของชุยเหวินวิ่งออกมาก่อน
ใคร ยกกระบองไม้ในมือฟาดใส่คนตระกูลชุย
คนตระกูลชุยไม่ใช่คนแปลกหน้าส าหรับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ เมื่อ
เห็นว่าคนที่โบยจะเป็นพวกเขา ก็คิดว่ากระบองที่ฟาดลงมาคงจะต้อง
เบามือสักหน่อย
แต่มันกลับตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่กลุุ่มนี้ถูกลากเข้ามาพัวพัน
กับตระกูลชุยแล้ว ตอนนี้พวกเขาเกลียดชังคนตระกูลชุยจนแทบทน
ไม่ไหว แล้วจะลงมือเบา ๆ ได้อย่างไร
หากการโบยสิบไม้สามารถฆ่าคนได้ พวกเขาก็จะทุ่มเทสุดก าลัง
แน่
คนตระกูลชุยรู้สึกได้ถึงน ้าหนักของกระบองที่โดนฟาดลงมา จึง
ด่าทอออกมาทันที่
“เฝิงเหล่าอู๋! เจ้ามันไม่รู้จักบุญคุณคน เมื่อก่อนเราสองคนยังเคย
ดื่มสุราด้วยกันนะ”
เฝิงเหล่าอู๋ “สารเลว! ถ้ายังพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะตีเจ้าให้
ตาย…”
เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่พวกเขา ยังมีคนตระกูลชุยอีก
สองคนที่ด่ากราดเช่นกัน
ผลลัพธ์ที่ได้คือกระบองที่ฟาดลงมา จนกระดูกพวกเขาเกือบจะ
หักเสียให้ได้
โทษโบยสิบไม้ถูกยกตีอย่างรวดเร็ว ในที่สุดคนตระกูลชุยที่ถูกตี
ก็ได้รับรู้ถึงความร้ายกาจ พวกเขาไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่พากัน
ครวญครางขอความเมตตาจากเมิ่งไห่หนิง
แต่เมิ่งไห่หนิงไม่สนใจพวกเขา สั่งการเจ้าหน้าที่อีกว่า นับตั้งแต่
วันนี้เป็นต้นไป ให้คอยจับตาดูคนตระกูลชุยอย่างใกล้ชิด ก่อนที่คดี
ของชุยเหวินจะสิ้นสุด ห้ามคนตระกูลชุยออกจากหมู่บ้านซีหลิ่งแม้แต่
ก้าวเดียว
จากนั้นเมิ่งไห่หนิงก็เรียกหัวหน้าตระกูลจ้าวและตระกูลโจวมา
“คนตระกูลชุยก่อเรื่องชั่วร้ายมามากมาย แม้ข้าจะไม่หลับไม่
นอนทั้งคืนก็คงไต่สวนไม่หมด พวกท่านทั้งสองตระกูลมีคนที่สามารถ
อ่านออกเขียนได้หรือไม่?”
หากถามถึงคนที่อ่านออกเขียนได้ สายตาของทุกคนก็จับจ้องไป
ทางจ้าวเจ๋อชวน
เพราะการกดขี่ของตระกูลชุย พวกเขาจึงใช้ชีวิตมาอย่าง
ยากล าบาก ขอแค่ไม่อดตายก็ถือเป็นความหวังสูงสุด แล้วจะมีเงินส่ง
บุตรไปร ่าเรียนหนังสือได้อย่างไร?
ทว่าก็มีเพียงจ้าวเจ๋อชวนเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น
หลังจากถูกตระกูลชุยรังแกมาหลายปี หากต้องการลุกขึ้นสู้
วิธีการเดียวก็คือคนในตระกูลของพวกเขาจะต้องมีคนที่มีต าแหน่งสูง
กว่าชุยเหวิน
ด้วยเหตุนี้ คนในตระกูลจ้าวจึงตัดสินใจเลือกเด็กชายที่เฉลียว
ฉลาดคนหนึ่งไปเรียนหนังสือ โดยค่าเล่าเรียนจะมาจากการรวบรวม
เงินของทุกคนในตระกูล
ความฉลาดของจ้าวเจ๋อชวนนั้นจึงได้รับการยอมรับจากทุกคน
ดังนั้นจ้าวเจ๋อชวนย่อมเป็นคนเดียวจากตระกูลจ้าวและตระกูล
โจวที่เป็นบัณฑิต
เมื่อเสียงของเมิ่งไห่หนิงเงียบลง จ้าวเจ๋อชวนก็ได้แวกผ่านฝูงชน
มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
“ใต้เท้าขอรับ ข้าน้อยถงเซิงจ้าวเจ๋อชวนผู้ไร้ความสามารถ ยินดี
จะเขียนค าร้องนี้เองขอรับ”
เมื่อเห็นจ้าวเจ๋อชวนเรียกตัวเองว่าถงเซิง เมิ่งไห่หนิงจึงเลิกคิ้ว
ถาม “เจ้ามีต าแหน่งกงหมิงแล้วหรือ?”
จ้าวเจ๋อชวนตอบอย่างไม่เย่อหยิ่งไม่ต ่าต้อย “ข้าสอบได้ต าแหน่ง
บัณฑิตชั้นต้นเมื่อปีที่แล้วขอรับ”
เมิ่งไห่หนิงไม่คิดว่าในตระกูลที่ตกอับเช่นนี้ จะสามารถส่งคนไป
สอบเป็นบัณฑิตชั้นต้นได้
อีกทั้งดูจากอายุของอีกฝ่ายแล้วก็น่าจะมีอายุแค่สิบหกสิบเจ็ดปี
เท่านั้น
การที่เขาสามารถสอบเป็นบัณฑิตชั้นต้นได้ตั้งแต่ปีก่อน ก็
เพียงพอจะพิสูจน์ความสามารถของคนผู้นี้แล้ว
คิดได้ดังนั้น เมิ่งไห่หนิงจึงยังไม่พูดถึงเรื่องเขียนค าร้อง
“ตามที่หัวหน้าตระกูลของพวกเจ้ากล่าวไว้ ตระกูลจ้าวและ
ตระกูลโจวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากล าบาก การที่สามารถส่งบัณฑิต
ชั้นต้นออกมาได้นั้น ช่างเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”
หากสิ่งที่จ้าวหัวกล่าวไปเป็นเรื่องจริง ตระกูลจ้าวและตระกูลโจ
วที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ถูกคนตระกูลชุยคอยกดขี่ เรื่องชีวิตความ
เป็นอยู่ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ไปแล้ว
เมิ่งไห่หนิงเองก็เป็นคนคงแก่เรียน เขารู้ดีว่าการจะบ่มเพาะ
บัณฑิตชั้นต้นขึ้นมาสักคนนั้น ค่าใช้จ่ายย่อมไม่ใช่น้อย ๆ
หากจ้าวเจ๋อชวนอธิบายปัญหานี้ไม่ชัดเจน ก็แสดงว่าสิ่งที่
หัวหน้าตระกูลจ้าวกล่าวไว้นั้นไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด
จ้าวเจ๋อชวนมองความระแวงสงสัยของท่านนายอ าเภอออก
หลังจากค านับให้แล้ว เขาก็เล่าเรื่องที่คนตระกูลจ้าวร่วมกันส่งเขา
ออกไปเรียนหนังสือให้ฟังอีกครั้ง
หลังได้ยินดังนั้น เมิ่งไห่หนิงก็อดชูนิ้วโป้งให้กับความกลมเกลียว
และสติปัญญาของคนตระกูลจ้าว
“ถ้าเช่นนั้นข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งวัน เขียนค าฟ้องร้องเรื่องคน
ตระกูลชุยให้เรียบร้อยแล้วส่งไปที่ว่าการ”
จ้าวเจ๋อชวนประสานมือค านับอีกครั้ง “ใต้เท้าโปรดวางใจ
ข้าน้อยจะน าค าร้องไปส่งให้เช้าวันมะรืนนี้”
เมิ่งไห่หนิงมองท้องฟ้า จากนั้นก็สอบถามหัวหน้าตระกูลทั้งสอง
“วันนี้ข้าจะปลดต าแหน่งผู้ใหญ่บ้านของตระกูลชุย ไม่ทราบว่า
ท่านทั้งสองมีใครที่เหมาะสมจะเป็นใหญ่บ้านคนใหม่หรือไม่?”
พอพูดถึงต าแหน่งผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านซีหลิ่ง ตระกูลจ้าวกับ
ตระกูลโจวก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตราบใดที่ตระกูลชุยยังอยู่ ต าแหน่ง
นี้ก็จะไม่มีวันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาถึงคนทั้งสองตระกูลของพวก
เขา
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว นายอ าเภอคนใหม่จัดการ
กับชุยเหวินในวันแรกที่เข้ารับต าแหน่ง คงแน่นอนแล้วว่าต่อไปนี้
ตระกูลชุยจะไม่มีชุยเหวินคอยหนุนหลัง ต่อให้อยากจะดิ้นรนต่อต้าน
ก็คงไม่มีก าลังมากพอ
คิดถึงเรื่องนี้หัวหน้าตระกูลทั้งสองคนก็รู้สึกกระวนกระวาย
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเบี้ยหวัดหนึ่งต าลึงจากทางการในทุก ๆ เดือน ซึ่ง
มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสมาชิกในตระกูล
หัวหน้าตระกูลทั้งสองเพียงไม่อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัน
ต้องเสียไป เพราะการแย่งชิงต าแหน่งผู้ใหญ่บ้าน พวกเขาจึงอดทน
ไม่เสนอชื่อตัวเอง
เห็นว่าทั้งสองคนไม่พูดอะไร เมิ่งไห่หนิงก็เดาได้ถึงความคิดในใจ
พวกเขา
แต่ดีที่ทั้งสองไม่ได้เอ่ยปากเพื่อรับต าแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี้ไป แสดง
ว่าพวกเขายังค านึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายอยู่บ้าง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านซีหลิ่งในอนาคต
จะต้องเป็นคนใดคนหนึ่งในหัวหน้าตระกูลทั้งสองคนนี้
เขาพิจารณาทั้งสองอย่างถี่ถ้วน พบว่าสายตาของทั้งคู่ดูใส
สะอาด
“ถ้าเช่นนั้น ต าแหน่งผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านซีหลิ่งก็ให้ผู้เฒ่า
จ้าวรับหน้าที่ไปแล้วกัน!”
ส่วนสาเหตุนั้นไม่ใช่อื่นใด แต่เป็นเพราะผู้เฒ่าจ้าวอายุน้อยกว่า
และที่บ้านยังมีลูกชายเป็นถึงบัณฑิตชั้นต้น การจะท าเรื่องบางอย่าง
จึงสะดวกมาก
ผู้เฒ่าโจวเพียงแค่ตะลึงไปชั่วขณะ แล้วประสานมือค านับผู้เฒ่า
จ้าว
“ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้ใหญ่บ้านจ้าวด้วย”
ความยินดีนี้มาอย่างกะทันหัน จ้าวหัวยังไม่ทันตั้งตัวก็ได้รับการ
แสดงความยินดีจากผู้เฒ่าโจวเสียแล้ว
เขารีบค านับตอบพลางกล่าวค าสุภาพไปบ้าง เพราะมีท่าน
นายอ าเภออยู่ด้วย ที่นี่จึงยังไม่ใช่หมู่บ้านใต้ปกครองของเขา
หลังจากทั้งสองทักทายกันสองสามประโยคก็ถอยไปยืนด้านข้าง
สายตาของเมิ่งไห่หนิงตกลงบนร่างของทั้งสองอีกครั้ง
“ไม่ทราบว่าในตระกูลของพวกท่าน ยังมีบ้านที่ว่างอยู่หรือไม่?”
ได้ยินดังนั้นสายตาของหัวหน้าตระกูลทั้งสองก็มองไปทางโม่จิ่ว
เยี่ยกับเฮ่อจือหร่านที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักค า
ในใจพวกเขาต่างก็รู้ดีว่า การที่ท่านนายอ าเภอถามเช่นนี้ ก็เพื่อ
คนที่มาใหม่เหล่านี้แน่นอน
วันนี้เองก็มีคนไปสอบถามพวกเขาแล้ว แต่เพราะตอนนั้นหวั่น
เกรงตระกูลชุย พวกเขาจึงไม่กล้ารับปาก
ตอนนี้ท่านนายอ าเภอเป็นฝ่ายเอ่ยปากเอง ทั้งยังเป็นหลังจาก
ลงโทษตระกูลชุยแล้วด้วย พวกเขาย่อมไม่ปฏิเสธจะให้เช่าบ้านแก่คน
ที่มาใหม่เหล่านั้นอีก
ผู้เฒ่าจ้าวเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ตระกูลจ้าวของเรามีบ้านว่างสองหลัง
ทั้งสองหลังนั้นมีพื้นที่ไม่เล็ก พอให้ครอบครัวใหญ่ ๆ อยู่ได้อย่างไม่มี
ปัญหา”
ผู้เฒ่าโจวก็พูดตามว่า “ตระกูลโจวของเราก็มีบ้านว่างอยู่หนึ่ง
หลัง เรือนหลักกับเรือนข้างรวมกันแล้วมีทั้งหมดมีสิบห้อง สามารถ
เช่าอยู่ได้ทั้งหมด”
เฮ่อจือหร่านรู้สึกว่าโชคลาภของพวกนางช่างดีจริง ๆ
สกุลโม่ ตระกูลเซี่ย ตระกูลฟาง ทั้งสามตระกูลต้องการบ้านสาม
หลัง ที่นี่เองก็มีบ้านอยู่สามหลังพอดี
ขณะที่นางก าลังครุ่นคิด เมิ่งไห่หนิงก็หันกลับมาแล้ว
“พี่โม่จิ่ว พี่สะใภ้ ในเมื่อพวกเขาสามารถจัดหาบ้านให้ได้สาม
หลัง ไม่สู้พวกท่านไปดูเสียตอนนี้เลย ถ้าเห็นว่าเหมาะสมก็ย้ายเข้าไป
คืนนี้เถอะ จะได้ไม่ต้องทนนอนกลางแจ้งจนร่างกายเย็น”
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านก็คิดเช่นนี้
“ตกลง” โม่จิ่วเยี่ยพูดจบก็เดินไปหาหัวหน้าตระกูลทั้งสอง
“หัวหน้าตระกูลทั้งสอง ไม่ทราบว่าตอนนี้จะพาพวกเราไปดูบ้าน
พวกนั้นได้หรือไม่?”
หัวหน้าตระกูลตอบพร้อมกันว่า “ไม่มีปัญหา คุณชายอยากดู
เมื่อไหร่ก็ได้”
เมื่อเมิ่งไห่หนิงมาจัดการเรื่องส าคัญของที่นี่ได้ส าเร็จ เวลาก็
ล่วงเลยไปมากแล้ว เขาจึงสั่งให้คนพา ผู้ใหญ่บ้านชุยออกจาก
หมู่บ้านซีหลิ่งไปพร้อมกัน
โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านไปส่งเขากับพวกเจ้าหน้าที่ที่ทางเข้า
หมู่บ้าน แล้วจึงเดินกลับมาหาหัวหน้าตระกูลทั้งสอง
พอกลับมาถึง นอกจากคนตระกูลชุยที่ถูกเจ้าหน้าที่ไล่กลับบ้าน
แล้ว คนจากอีกสองตระกูลยังคงรออยู่ที่นั่น
หัวหน้าตระกูลมีท่าทีสุภาพมากต่อโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่าน
ผู้เฒ่าจ้าวเดินเข้ามาถามก่อน “ไม่ทราบว่าจะให้พวกเราเรียก
คุณชายว่าอะไร”
โม่จิ่วเยี่ยตอบอย่างสุภาพเช่นกันว่า “ผู้เฒ่าจ้าว ข้าแซ่โม่ เป็น
ลูกชายคนที่เก้าของบ้าน ท่านเรียกข้าว่าโม่เหล่าจิ่วก็พอ”
จากนั้นเขาก็แนะน าเฮ่อจือหร่านให้พวกเขารู้จัก เพราะใน
อนาคตทุกคนจะกลายเป็นเพื่อนบ้าน การท าความรู้จักกันไว้จึงเป็น
สิ่งจ าเป็น
หัวหน้าตระกูลทั้งสองเป็นคนตรงไปตรงมา พวกเขาเรียกโม่จิ่ว
เยี่ยว่าโม่เหล่าจิ่ว รวมถึงเรียกเฮ่อจือหร่านว่าภรรยาเหล่าจิ่วด้วย!