ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 205 กินหม้อไฟ
การล่าสัตว์ของพวกเขาได้รับผลตอบแทนมากมาย
ไก่ป่าหกตัว แพะป่าหนึ่งตัว และทุกคนยังอุ้มกระต่ายป่าที่ยังมี
ชีวิตอยู่คนละตัว
ผู้เฒ่าโจวตามโม่จิ่วเยี่ยออกมาดูสถานการณ์ และเห็นสัตว์ที่ล่า
มามากมายตรงหน้า
ชายชราขยี้ตาแรง ๆ อย่างเหลือเชื่อ
เขาอาศัยอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต จึงรู้ดีว่าบนภูเขามีสัตว์
พรานในหมู่บ้านวางแผนรวมกลุ่มกันขึ้นเขา ขึ้นเขาไปครั้งหนึ่ง
ก็ใช้เวลาหลายวัน
แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ดูเหมือนว่าสัตว์ที่ล่ากลับมายังไม่มากเท่ากับ
การที่พวกเขาหามาได้ในวันเดียว
ผู้เฒ่าโจวอิจฉาจริง ๆ เขาอิจฉาคนสกุลโม่มาก
เมื่อมีฝีมือดีเช่นนี้ แม้จะเป็นเหมือนพวกเขา ใช้ชีวิตเป็นคน
ชนบทไปทั้งชีวิต สกุลโม่ก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องในอนาคต
อย่างแน่นอน
ยามนี้ ความสนใจของทุกคนมุ่งไปที่สัตว์เหล่านั้น โดยเฉพาะ
กระต่ายป่าที่หลายคนอุ้มไว้ ช่างเป็นภาพที่ดึงดูดจนไม่อาจละสายตา
ไปได้
โม่หานเยี่ยไม่อาจต้านทานความน่ารักของสิ่งมีชีวิตนี้ได้เลย
ในตอนนี้สาวน้อยยิ้มจนตาหยี
“พี่เหลียงห่าว พวกท่านเก่งมากจริง ๆ จับกระต่ายน้อยได้ตั้ง
ขนาดนี้”
เหลียงห่าวยิ้มเขิน “หากคุณหนูชอบ พวกเราก็จะพยายามจับมา
ให้มากขอรับ”
โม่หานเยี่ยชี้ไปทางห้องทางทิศตะวันตก ซึ่งนางใช้เป็นที่เลี้ยง
ข้าวปั้นน้อยและกระต่ายขาวตัวเมื่อครู่
“พี่ชายทุกท่าน น ากระต่ายป่าไปไว้ที่นั่นก่อนเจ้าค่ะ”
เมื่อประตูห้องเปิดออก ข้าวปั้นน้อยก็แยกเขี้ยวเดินมาหาทุกคน
ท่าทางของมันเหมือนเทพผู้พิทักษ์ ราวกับจะบอกว่า ถ้าพวกเขา
กล้าเข้ามาใกล้ มันจะกัดแน่
เหลียงห่าวกับคนอื่น ๆ ต่างรู้ดีว่าเจ้าก้อนสีขาวด าตัวนี้เป็นสมบัติ
ของฮูหยินเก้า พวกเขาจึงต้องตามใจมัน
เหลียงห่าวรีบท าท่ายอมแพ้ “บรรพบุรุษตัวน้อย อย่ากัดข้าเลย
พวกเราสัญญาว่าจะไม่เข้าไป”
โม่หานเยี่ยวิ่งเข้ามาอย่างขบขัน แล้วอุ้มข้าวปั้นน้อยเข้าไปใน
ห้อง
“ข้าวปั้นน้อย พวกเขาทุกคนเป็นคนในครอบครัวนะ เจ้าอย่าดุ
แบบนี้ได้หรือไม่”
เมื่อเผชิญหน้ากับโม่หานเยี่ย ข้าวปั้นน้อยก็ท าได้แค่พยายามไม่
แสดงท่าทีรังเกียจ แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีที่ดีเหมือนกับที่ปฏิบัติต่อเฮ่อจือห
ร่าน
มันแค่ยกก้นขึ้นเล็กน้อย แล้วเลื่อนลงจากตัวโม่หานเยี่ย เดิน
จากไปอย่างหยิ่งผยอง
นี่ถือว่าเป็นการยอมรับค าพูดของโม่หานเยี่ยโดยปริยาย
ทุกคนรู้สึกข าขันในใจ พร้อมกับปล่อยกระต่ายหลายตัวเข้าไป
ในห้องแล้วจึงปิดประตู
โม่จิ่วเยี่ยเห็นพี่แปดกลับมา จึงบอกให้เขาไปอยู่เป็นเพื่อนผู้เฒ่า
โจวในห้องโถง ส่วนเขาจะไปเชิญผู้เฒ่าจ้าวมา
พอมาถึงประตูใหญ่ คนในตระกูลโจวก็ส่งโต๊ะกลมตัวใหญ่มาอีก
พร้อมเก้าอี้หลายตัวและเตาถ่านสองเตา
ทุกอย่างครบแล้ว เหลือแค่รอให้เฮ่อจือหร่านออกโรงเท่านั้น
นางบอกคนในบ้านที่ก าลังมึนงงให้วางเตาถ่านสองเตาไว้ตรง
กลางโต๊ะทั้งสองตัว จากนั้นก็ไปเอาหม้อทองแดงใบใหญ่สองใบที่ซื้อ
มาระหว่างเนรเทศมาจากห้องครัว
หม้อทองแดงถูกเติมน ้าสะอาดจนเต็ม พร้อมกับใส่น ้าแกงหม้อไฟ
สีแดงที่นางซื้อมาจากเถาเป่า
ยามนี้ โม่จิ่วเยี่ยที่ออกไปเชิญคนก็กลับมาแล้ว
นอกจากหัวหน้าตระกูลจ้าวแล้ว ยังมีเซี่ยเทียนไห่กับฟางฉ
วนโจวตามมาด้วย
พี่สะใภ้ห้าก็พยุงพี่ห้ามา
ทุกคนเห็นเตาถ่านที่ลุกแดงกับหม้อทองแดงวางอยู่บนโต๊ะ ต่างก็
งุนงงด้วยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
โดยเฉพาะคนนอกที่มาเยือน
คนสกุลโม่มีน ้าใจเชิญพวกเขามากินข้าว แต่การใช้ถ่านต้มน ้า
บนโต๊ะแบบนี้ มันคือวิธีกินอาหารแบบไหนกัน?
ยิ่งผู้เฒ่าจ้าวและผู้เฒ่าโจว แม้พวกเขาไม่เข้าใจแต่ก็ไม่กล้าถาม
คิดแค่ว่าคงเป็นวิธีกินแบบใหม่ของเหล่าคนรวยจากเมืองหลวง
หากพวกเขาถามไป ก็จะเหมือนเป็นคนบ้านนอกที่ไม่เคยเห็น
โลก…
สุดท้ายก็เป็นเซี่ยเทียนไห่ที่เอ่ยปากถามในสิ่งที่ทุกคนสงสัย
“จิ่วเยี่ย นี่เจ้าจะให้พวกเรากินอะไรกันแน่”
โม่จิ่วเยี่ยยิ้มพลางตอบ
“ท่านลุงเซี่ย นี่เป็นวิธีกินอาหารแบบใหม่ที่ภรรยาของข้าคิดค้น
ขึ้นมา เรียกว่าหม้อไฟ”
พูดจบ เขาก็เชิญทุกคนนั่งประจ าที่ โดยแบ่งเป็นโต๊ะชายหนึ่งโต๊ะ
โต๊ะหญิงหนึ่งโต๊ะ จัดสรรที่นั่งได้พอดี
ทุกคนนั่งลงด้วยสีหน้างุนงง เฮ่อจือหร่านพาบรรดาสตรีทั้งหลาย
ทยอยน าวัตถุดิบยกมาให้
เมื่อพวกเขาเห็นวัตถุดิบเหล่านี้ก็ยิ่งมึนงงกว่าเก่า
ก่อนที่ใครจะเอ่ยถาม เฮ่อจือหร่านก็อธิบายว่า
“ทุกท่าน นี่เป็นวิธีทานอาหารแบบใหม่ที่ข้าได้เรียนรู้มาจาก
หนังสือ น าวัตถุดิบใส่ลงไปในหม้อเพื่อต้มให้สุก ต้มไปก็กินไป”
ขณะเอ่ย น ้าในหม้อทองแดงที่ใส่น ้ามันแดงท าเป็นน ้าแกงหม้อ
ไฟก็เดือดแล้ว กลิ่นหอมเผ็ดร้อนน่าอร่อยลอยอบอวลไปทั่วห้องโถง
เมื่อฟังค าอธิบายของเฮ่อจือหร่าน ประกอบกับกลิ่นหอมยั่ว
น ้าลายโชยมาจากหม้อ บางคนก็อดใจไม่ไหว อยากลองชิมเต็มที
แล้ว จึงหยิบตะเกียบที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมา
ตะเกียบถูกหยิบขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะกินหม้อไฟนี้อย่างไร
ก่อนที่จะได้เห็นใครสาธิตด้วยตาตัวเองก็ยังรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
ทุกคนจึงได้แต่จ้องมองไปทางโม่จิ่วเยี่ยด้วยความคาดหวัง
ความจริงแล้ว โม่จิ่วเยี่ยก็เพิ่งเห็นวิธีการกินแบบนี้เป็นครั้งแรก
เช่นกัน แต่ในฐานะเจ้าบ้าน เขาจ าเป็นต้องท าตัวเป็น ‘คนน า’ ที่ดี
เขาจึงคีบวัตถุดิบต่าง ๆ ใส่ลงไปในหม้อทองแดง
เฮ่อจือหร่านจัดเตรียมน ้าจิ้มแจกให้ทุกคนอย่างเหมาะเจาะ
นางเห็นน ้าในหม้อทองแดงเดือดอีกครั้ง จึงเตือนว่า “กินได้แล้ว
จิ้มน ้าจิ้มในชามก็พอ”
ทุกคนต่างคีบวัตถุดิบใส่หม้อตามวิธีที่เฮ่อจือหร่านบอก แล้วจิ้ม
กับน ้าจิ้มน ้ามันงาและเริ่มกิน
ในยุคต้าซุ่นที่ยังไม่มีพริก เมื่อรสชาติแสบคอเข้าปาก ก็ท าให้
หลายคนไอออกมา
แต่หลังจากไอแล้ว รสชาติหอมกรุ่นเข้มข้นชวนน่าลิ้มลองยังคง
ติดอยู่ในปากไม่ยอมจาง พาให้รู้สึกอยากกินต่อไปเรื่อย ๆ
จากนั้นทุกคนก็คีบวัตถุดิบที่สุกแล้วในหม้อทองแดงใส่ชาม แล้ว
เริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
โม่ชูหานพยักหน้าชมไม่หยุดปาก “ไม่รู้ว่าน้องสะใภ้เก้าใส่
เครื่องปรุงอะไรลงไป น ้าแกงถึงได้อร่อยขนาดนี้ ท าให้กินแล้วไม่
อยากหยุดเลยจริง ๆ”
ฟางฉวนโจวก็พูดเสริม “ใช่แล้ว อยู่ในเมืองหลวงมาหลายปี ได้
กินของอร่อยมามากมาย แต่ไม่มีอะไรน่าพึงพอใจเท่ากับหม้อไฟ
ในตอนนี้”
เซี่ยเทียนไห่ยิ้มพูด “อร่อยขนาดนี้ ถ้ามีสุราด้วยก็คงจะดี
ยิ่งขึ้นไปอีก”
เมื่อพูดถึงสุรา วันนี้เฮ่อจือหร่านก็คิดไม่ถึงจริง ๆ นางเตรียมของ
อร่อยไว้มากมาย แต่กลับลืมเรื่องสุราไปเสียสนิท
ของบนเกวียนลาก็ขนออกมาหมดแล้ว ถ้านางน าสุราออกมา
ตอนนี้ ก็คงจะท าให้เกิดความสงสัยแน่
ดังนั้นวันนี้คงต้องปล่อยให้ทุกคนรู้สึกเสียดายกันไปก่อน
เห็นทุกคนเรียนรู้วิธีกินหม้อไฟแล้ว เฮ่อจือหร่านก็เรียกพวก
พี่สะใภ้มาช่วยกันน ากุ้งมังกรนึ่งกระเทียมกับกั้งผัดพริกเกลือที่ท า
เสร็จแล้วในครัวยกออกมา
ตอนมาส่งถ่านผู้เฒ่าโจวได้ยินโม่จิ่วเยี่ยพูดถึงของพวกนี้แล้ว
แต่ผู้เฒ่าจ้าวกลับไม่เหมือนกัน เขาเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“ภรรยาเหล่าจิ่ว นี่เจ้าท าอาหารอะไร?”
วัตถุดิบของหม้อไฟดีขนาดนี้ สกุลโม่ของพวกเขาก็ไม่เหมือนจะ
ขาดแคลนเงินทอง แล้วท าไมถึงน าของที่ทิ่มปากแบบนี้มากิน?
ด้วยความสุภาพ ผู้เฒ่าจ้าวจึงได้แต่คิดอยู่ในใจ
เฮ่อจือหร่านไม่ได้อธิบายอะไร แต่ให้โม่จิ่วเยี่ยคอยขอให้ทุกคน
ตักอาหารไปชิม
นางต้องการพิสูจน์ความจริงว่า อาหารทะเลที่พวกเขาไม่ได้คิด
ว่าเป็นของดีพวกนี้ เมื่ออยู่ในมือนางแล้ว จะกลายเป็นอาหารเลิศรสที่
ท าให้คนไม่อยากหยุดกิน
และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ด้วยความเกรงใจทุกคนจึงฝืนใจชิม
อาหารทะเลที่โม่จิ่วเยี่ยคีบให้พวกเขาค าหนึ่ง ผลลัพธ์เป็นไปตามที่
เฮ่อจือหร่านคิดไว้ มันอร่อยจนคนไม่อยากหยุดกินเลยทีเดียว