ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 204 นิสัยชอบกินของน้องสะใภ้แปดเราก าเริบอีกแล้ว
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 204 นิสัยชอบกินของน้องสะใภ้แปดเราก าเริบอีกแล้ว
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ข้าสามารถไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้า
ตระกูลได้ ให้เขาช่วยยืมโต๊ะเก้าอี้ในหมู่บ้านมา เตาถ่านก็จัดการได้
ง่าย ในฤดูหนาวซีเป่ยอากาศเย็น คงมีชาวบ้านในหมู่บ้านเตรียมเตา
ไว้บ้าง”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้พูดไปตามความคิด
ตอนที่เขาน าทัพออกรบ ก็ได้ติดต่อกับชาวบ้านไม่น้อย
ชาวบ้านในชนบทที่ยากจน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวแล้ว หลายคน
จะเผาถ่านไว้ใช้เอง แล้วน าไปขายให้กับตระกูลที่ร ่ารวยในเมืองเพื่อ
หาเงิน
อีกอย่าง เมื่อวานตอนโม่จิ่วเยี่ยมาดูบ้านกับหัวหน้าตระกูลทั้ง
สอง เขาก็สังเกตเห็นว่าในลานบ้านของชาวบ้านในหมู่บ้านมีเตาเผา
ถ่านอย่างง่าย ๆ อยู่
นี่เป็นหลักฐานที่ว่าที่นี่ต้องมีถ่านไม้แน่นอน
เมื่อได้ยินค าพูดของเขา ใบหน้างดงามที่เดิมขมวดคิ้วของเฮ่อจื
อหร่านก็ผ่อนคลายลงทันที่
“โม่จิ่วเยี่ย ท่านฉลาดจริง ๆ ท าไมข้าถึงคิดไม่ถึงนะ”
โม่จิ่วเยี่ยเห็นนางยิ้มจึงลูบหัวนางอย่างเอ็นดู
“เอาละ เจ้ารออยู่ที่บ้านดี ๆ เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”
พูดจบ โม่จิ่วเยี่ยก็ออกจากลานบ้านไป
ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงกลับเข้าไปในครัว
คราวนี้นางลงมือท ากุ้งมังกรนึ่งกระเทียมและกั้งผัดพริกเกลือ
เป็นครั้งแรกที่พี่สะใภ้ทั้งหลายเห็นวัตถุดิบสองอย่างนี้ ตอนแรกที่
เห็นรูปร่างของกุ้งมังกรตัวใหญ่พวกนางก็ยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง
ไม่นึกว่าน้องสะใภ้เก้าจะใช้มีดผ่ามันออกเป็นสองซีกได้อย่าง
ง่ายดายขนาดนั้น…
เฮ่อจือหร่านไม่สนใจสีหน้าประหลาดใจของพวกพี่สะใภ้ ก้มหน้า
ก้มตาท าธุระของตัวเองต่อ
เฮ่อจือหร่านเตรียมกระเทียมสับไว้ล่วงหน้าตอนที่พี่สะใภ้ก าลังยุ่ง
ส่วนพริกเกลือส าหรับผัดกั้งก็ผสมเตรียมไว้แล้วเช่นกัน
นางโรยกระเทียมสับลงบนกุ้งมังกรอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึง
ใส่ลงในหม้อ
ต่อมาเฮ่อจือหร่านก็มาที่อีกเตาหนึ่ง และเริ่มผัดกั้งต่อหน้าทุกคน
ไม่นานกลิ่นหอมเผ็ดก็ลอยฟุ้งไปทั่ว ลอยลอดออกตามช่องประตู
ไป
พี่สะใภ้แปดสูดจมูกแรง ๆ
“ถึงข้าจะไม่รู้ว่าน้องสะใภ้เก้าท าอาหารอะไร แต่กลิ่นนี้ท าให้
น ้าลายข้าไหลแล้ว”
พี่สะใภ้รองพูดจาล้อเล่นว่า “ดูสิ นิสัยชอบกินของน้องสะใภ้แปด
เราก าเริบอีกแล้ว”
จากนั้นทุกคนก็หัวเราะกันอย่างครึกครื้น…
ตอนที่อาหารทะเลสองจานออกจากกระทะ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมา
จากประตูใหญ่
เฮ่อจือหร่านตามพวกพี่สะใภ้ออกไปดู
เห็นโม่จิ่วเยี่ยเดินน ามา พร้อมกับชาวบ้านอีกหนึ่งคน พวกเขา
แบกโต๊ะกลมตัวใหญ่มา
ด้านหลังยังมีชาวบ้านอีกหลายคน แต่ละคนถือเก้าอี้มาคนละสอง
ตัว
และคนที่เดินรั้งท้ายคือผู้เฒ่าโจว
ผู้เฒ่าโจวอายุมากแล้ว จึงไม่ได้ยกโต๊ะเก้าอี้ แต่ถือถุงถ่านไม้มา
ด้วย
ยังไม่ทันจะเข้าลานบ้าน ผู้เฒ่าโจวก็อดถามไม่ได้ว่า “เหล่าจิ่ว
บ้านเจ้าท าอาหารอะไรอร่อย ๆ หรือ หอมยิ่งกว่าอาหารจากร้านใน
เมืองเสียอีก”
โม่จิ่วเยี่ยรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง
“ฮ่ะ ๆ …คงเป็นภรรยาข้าท าอาหารจากกุ้งยักษ์กับกั้งขอรับ”
“กุ้งยักษ์? กั้ง?” ผู้เฒ่าโจวดูประหลาดใจมาก
เขาเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเมืองอวิ่นมาเกือบทั้งชีวิต จะไม่รู้จัก
อาหารทะเลได้อย่างไร?
แต่อาหารทะเลสองชนิดนี้ไม่น่าสนใจส าหรับพวกเขา
ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านไม่มีอะไรกิน ก็คงไม่กินของอย่างกุ้งยักษ์กับ
กั้งหรอก
ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ตอนที่เขายังหนุ่มก็เคยอดอยากและกิน
อาหารพวกนี้มาบ้าง
ของสิ่งนั้นไม่เพียงเปลือกแข็ง แต่เวลากินยังทิ่มปาก ที่ส าคัญคือ
มีกลิ่นคาวที่แรงมาก
“เป็นไปไม่ได้ ข้าเคยกินกุ้งยักษ์กับกั้งมาแล้ว แต่ไม่มีรสชาติแบบ
นี้เลย”
โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่ยิ้มแล้วปล่อยผ่านเรื่องนี้
ไป
คนในตระกูลโจวน าโต๊ะเก้าอี้มาวางในลานบ้าน แล้วกลับไปขน
มาต่อ
โม่จิ่วเยี่ยจึงพาผู้เฒ่าโจวไปหาเฮ่อจือหร่าน
โต๊ะเก้าอี้เป็นของที่ยืมมา ส่วนถ่านไม้ต้องใช้เงินซื้อ เขาจึงไปหา
เฮ่อจือหร่านเพื่อขอเงินจากนาง
“หร่านหร่าน น าเงินยี่สิบเหวินจ่ายให้ผู้เฒ่าโจวด้วย”
แม้เฮ่อจือหร่านจะยังไม่เข้าใจเรื่องราคาสินค้าในยุคนี้อย่างถ่อง
แท้ แต่ก็รู้ว่าถ่านไม้ถุงใหญ่ขนาดนี้ เพียงราคายี่สิบเหวินก็ถือว่าถูก
มาก
ไม้ที่ใช้เผาถ่านต้องเข้าไปตัดในป่า สุดท้ายยังต้องผ่านการเผา
ด้วยแรงงานคน
สิ่งนี้ท าให้เฮ่อจือหร่านนึกถึงบทกวีเรื่องคนขายถ่าน และยังรู้สึก
ถึงความยากล าบากของพวกเขาด้วย
ดังนั้นนางจึงมอบเงินห้าสิบเหวินให้กับผู้เฒ่าโจวทันที่
ทันทีที่ผู้เฒ่าโจวได้รับเงินมา เขาก็รู้ว่าภรรยาเหล่าจิ่วเป็นคนที่รู้
เหตุรู้ผล
ถ่านไม้ถุงใหญ่ขนาดนี้ หากน าเข้าเมืองไปขายก็จะราคาห้าสิบ
เหวินพอดี
ผู้เฒ่าโจวนับเหรียญยี่สิบเหรียญเก็บไว้ ส่วนที่เหลือคืนให้เฮ่อจื
อหร่านทั้งหมด
“ภรรยาเหล่าจิ่ว พวกเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน แค่ซื้อถ่านไม้
ข้าคิดตามราคาต้นทุนเท่านั้น”
เฮ่อจือหร่านรู้สึกสงสารความยากล าบากของชาวนาเหล่านี้ จึง
ไม่อยากให้พวกเขาต้องเหนื่อยโดยเสียเปล่า
“ผู้เฒ่าโจว พวกท่านลงแรงไปแล้ว การได้ก าไรบ้างก็ถือเป็นเรื่อง
ปกติ ท่านรับไว้เถอะ!”
ผู้เฒ่าโจวเห็นว่านางยืนกรานจะให้เงิน จึงถอยหลังไปหลายก้าว
“พวกเราชาวไร่ชาวนาเป็นคนซื่อสัตย์ หลายปีมานี้ คนใน
หมู่บ้านซื้อถ่านไปก็คิดราคานี้”
ไม่คิดว่าผู้อาวุโสคนนี้จะดื้อรั้นขนาดนี้
เมื่อเป็นเช่นนั้น เฮ่อจือหร่านจึงไม่ได้รบเร้าเขาอีก
นางมองไปทางโม่จิ่วเยี่ยแล้วเอ่ยว่า “ท่านพี่ ตอนพวกเรามาถึง
หมู่บ้านซีหลิ่ง ก็ได้หัวหน้าตระกูลทั้งสองช่วยเหลือไว้ไม่น้อย ไม่สู้
เชิญพวกเขามาทานอาหารเย็นที่บ้านเราดีหรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยก็คิดเช่นเดียวกัน เพราะในอนาคตพวกเขาต้องอาศัย
อยู่ที่นี่อีกนาน การมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านจึงเป็นเรื่อง
ส าคัญ
“ดี ข้าจะไปเชิญผู้เฒ่าจ้าวมา”
ผู้เฒ่าโจวตั้งใจจะปฏิเสธ ในยุคนี้ไม่มีครอบครัวไหนที่ร ่ารวย การ
มีอาหารให้คนในบ้านกินอิ่มก็ถือว่าดีมากแล้ว ถ้าเขาอยู่กินข้าวที่นี่
เจ้าของบ้านก็จะมีเสบียงน้อยลง
แต่กลิ่นอาหารที่โชยมาจากครัวของบ้านสกุลโม่ชวนให้น ้าลาย
สอมาก อีกอย่างถือโอกาสนี้ท าความรู้จักเพื่อนบ้านใหม่ให้มากขึ้นก็
ดี
ดังนั้นผู้เฒ่าโจวจึงไม่ได้ปฏิเสธ
“ถ้าเช่นนั้น ตาแก่อย่างข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว”
เขาก็หยิบเงินยี่สิบเหวินที่เพิ่งเก็บเข้าถุงออกมา แล้วยัดให้โม่จิ่ว
เยี่ยทั้งหมด
“ข้ากินข้าวที่นี่ได้ ไม่เป็นไร ส่วนค่าถ่านไม่ต้องคิดเงินแล้ว”
ผู้เฒ่าโจวคิดในใจว่า ด้วยเงินเหล่านี้สกุลโม่สามารถน าไปซื้อ
อาหารได้ ในเมื่อเขามาทานข้าวที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรให้เจ้าของ
บ้านขาดทุน
โม่จิ่วเยี่ยเห็นท่าทีของผู้เฒ่าโจวก็ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้
เขาผลักเงินกลับไป “ผู้เฒ่าโจว พวกเราเชิญท่านมากินข้าวแล้ว
จะเก็บเงินได้อย่างไร? ท่านก าลังดูถูกโม่เหล่าจิ่วหรือ?”
“ไม่ ๆ ๆ ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น ข้าแค่…”
“ถ้าไม่ได้คิดแบบนั้น ท่านก็เก็บเงินไปเถอะ” โม่จิ่วเยี่ยไม่ให้
โอกาสอีกฝ่ายได้อธิบาย แล้วเชิญคนเข้าไปในห้องโถง
นี่เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดของบ้านหลังนี้ เหมาะส าหรับจัดวางโต๊ะ
เก้าอี้ พวกเขาจึงเลือกทานอาหารเย็นที่นี่
ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกให้เหล่าสตรีช่วยกันย้ายโต๊ะเก้าอี้เข้าไปในห้อง
โถง
ขณะที่ทุกคนก าลังงานยุ่งอยู่นั้น โม่ชูหานที่ไม่รู้ว่าออกไปตั้งแต่
เมื่อไหร่ ก็พาเหลียงห่าวและคนอื่น ๆ กลับมา
พวกเขาทุกคนถือสัตว์ที่ล่ามาได้อยู่ในมือ จากสภาพที่เต็มไป
ด้วยฝุ่นของพวกเขา ก็พอจะบอกได้ว่าเหลียงห่าวกับพวกอยู่บนภูเขา
เพื่อล่าสัตว์มาทั้งวัน