ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 207 มันฝรั่งและมันเทศ
ยิ่งผู้เฒ่าโจว หลังจากเขาได้เห็นสัตว์ที่ล่ามาแล้ว ก็ค านวณราคา
ของมันได้คร่าว ๆ
แค่แพะป่าตัวเดียว ถ้าส่งไปขายที่ร้านอาหารในเมือง ก็จะได้เงิน
อย่างน้อยหนึ่งต าลึง
แค่วันเดียวก็ได้ผลตอบแทนมากมายขนาดนี้ เพียงพอให้คน
พวกนี้กินอิ่มได้แล้ว ซ ้ายังมีเสบียงเหลืออีกด้วย
เซี่ยเทียนไห่กับฟางฉวนโจวต่างอิจฉาไม่แพ้กัน
ตอนนี้พวกเขายอมรับความจริงของการเป็นสามัญชนแล้ว บุรุษ
สกุลโม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแต่ละคนก็มีความสามารถสูงส่ง
ต่อไปการเลี้ยงดูครอบครัวด้วยการล่าสัตว์ก็คงไม่ใช่เรื่อง
ยากเย็นอีกต่อไป
เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของครอบครัวตัวเอง ซึ่งล้วนมาจาก
ตระกูลของบัณฑิต แม้จะมีบุรุษไม่น้อย แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถขึ้น
ภูเขาไปล่าสัตว์ได้
ดูท่าว่าเมื่อพวกเขากลับไป คงต้องรวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือ
เรื่องการท ามาหากินในอนาคตอย่างจริงจังแล้ว
เฮ่อจือหร่านฟังค าพูดของบุรุษเหล่านั้น แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร
นางจะท าทุกอย่างที่ควรท าในอนาคต
หลังเห็นว่าทุกคนกินเนื้อเกือบหมดแล้ว จึงน ามันฝรั่งและมันเทศ
ที่หั่นไว้ใส่ลงไปในหม้อ
คนที่นั่งอยู่ทั้งหมดเพิ่งเห็นของสองอย่างนี้เป็นครั้งแรก
เดิมทีพวกเขาอยากถามว่ามันคืออะไร แต่เมื่อเจอกับอาหาร
อร่อย ๆ มากมาย พวกเขาก็ไม่อยากหยุดมือเพื่อจะถาม
ตอนนี้เห็นเฮ่อจือหร่านน าของสองอย่างนี้ใส่ลงในหม้อทองแดง
จึงเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง
ค าถามแบบนี้ พี่สะใภ้แปดที่เป็นนักชิมถนัดที่สุด
“น้องสะใภ้เก้า เมื่อครู่พวกเราหั่นมันอยู่ในครัวตั้งนาน แต่กลับไม่
รู้ว่ามันคืออะไร”
เฮ่อจือหร่านยกยิ้มพลางอธิบายว่า “ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่ข้า
ซื้อมาจากชาวต่างชาติ อย่างหนึ่งเรียกว่ามันฝรั่ง อีกอย่างเรียกว่ามัน
เทศ ข้ายังได้ยินมาว่า ของพวกนี้ไม่เพียงรสชาติดี แต่ยังให้ผลผลิต
สูงมากด้วย ข้าเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้บ้างแล้ว ปีหน้าพวกเราลองปลูกดู
บ้างก็ดีนะเจ้าคะ”
เฮ่อจือหร่านบอกว่าวัตถุดิบอาหารสองอย่างนี้ให้ผลผลิตสูง คน
ที่นั่งไม่ติดเก้าอี้เป็นคนแรกก็คือหัวหน้าตระกูลทั้งสองคน
พวกเขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อขุดดินหาอาหาร ไม่มีเรื่องอะไรที่จะ
น่าตื่นเต้นไปกว่าเรื่องผลผลิตนี้อีกแล้ว
ผู้เฒ่าโจวยิ้มถาม “ภรรยาเหล่าจิ่ว เจ้าบอกว่าสิ่งนี้ให้ผลผลิต
มาก แล้วมันมากถึงระดับไหนกัน”
เฮ่อจือหร่านนึกถึงมันเทศและมันหวานที่นางปลูกในพื้นที่มิติ ไม่
รู้ว่าเป็นเพราะการใช้ระบบช่วยจัดการหรือไม่ แต่ผลผลิตของมันเทศ
ต่อหนึ่งหมู่นั้นมีมากประมาณสองพันชั่ง ส่วนมันหวานให้ผลผลิต
มากกว่าเกือบห้าพันชั่งต่อหมู่
เพื่อความไม่ประมาท นางจึงไม่ได้บอกเรื่องผลผลิตที่มากขนาด
นั้น
“ผู้เฒ่าโจว ตามที่ชาวต่างชาติบอกข้ามา มันฝรั่งสามารถให้
ผลผลิตถึงพันชั่ง ส่วนมันหวานจะมากกว่า อย่างน้อยก็สองพันชั่ง”
พอนางพูดจบ หัวหน้าตระกูลทั้งสองคนก็ลุกขึ้นยืนด้วยความ
ตื่นเต้น
“ภรรยาเหล่าจิ่ว เจ้าพูดจริงหรือ”
ผู้เฒ่าจ้าวตื่นเต้นจนหน้าแดง เขาปลูกพืชมาทั้งชีวิตแล้ว แต่ไม่
เคยได้ยินว่ามีพืชชนิดไหนให้ผลผลิตสูงขนาดนี้ ภรรยาเหล่าจิ่วคง
ไม่ได้ถูกชาวต่างชาติคนนั้นหลอกหรอกนะ
เรื่องแบบนี้เฮ่อจือหร่านก็ไม่กล้าพูดมากเกินไป
“ฮ่า ๆ … ผู้เฒ่าจ้าว การจะบอกว่ามันให้ผลผลิตที่สูงขนาดนั้น
จริงหรือไม่ คงต้องรอดูหลังจากปลูกแล้วเท่านั้น”
ผู้เฒ่าจ้าวพยักหน้าแล้วนั่งลงที่เดิม
ด้วยท่าทางไม่ใส่ใจของภรรยาเหล่าจิ่ว เห็นได้ชัดว่านางไม่สนใจ
ว่าจะถูกหลอกหรือไม่ แล้วเขาจะกังวลไปท าไม
ในขณะเดียวกัน หัวหน้าตระกูลทั้งสองคนที่ตั้งใจจะขอเมล็ด
พันธุ์บางส่วนก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป
พวกเขาไม่กล้าลองท าในสิ่งที่ไม่รู้จักจริง ๆ หากผลผลิตไม่ได้สูง
ขนาดนั้น จะไม่เป็นการเสียเวลาไปหนึ่งปีโดยเปล่าประโยชน์หรือ?
ท่าทีของพวกเขาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเฮ่อจือหร่านแต่อย่างใด
เมื่อเห็นว่ามันฝรั่งและมันเทศในหม้อทองแดงสุกแล้ว นางก็เชิญ
ทุกคนให้ลองชิม
ทันใดนั้น เสียงอุทานก็ขึ้นอีกครั้ง
“น้องสะใภ้เก้า มันเทศนี่นุ่ม หวาน อร่อยมากจริง ๆ” พี่สะใภ้แปด
ชมพลางยิ้มตาหยีขณะกิน
แม้แต่พี่สะใภ้หกที่มักจะสงบเสงี่ยมก็อดชมไม่ได้ “จริงอย่างที่
พี่สะใภ้แปดว่า ของสองอย่างนี้ดูเหมือนจะท าให้อิ่มท้องด้วย”
โต๊ะฝั่งบุรุษก็เช่นกัน พวกเขาต่างพากันชมรสชาติอันแปลกใหม่
ของมันฝรั่งและมันเทศ
ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พวกเขารู้สึกว่าไม่
เคยได้กินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
โม่จิ่วเยี่ยเห็นทุกคนทานเสร็จเกือบหมดแล้ว จึงเอ่ยปากถามผู้
เฒ่าจ้าวกับผู้เฒ่าโจว
“หัวหน้าตระกูลทั้งสอง ไม่ทราบว่าพวกท่านมีที่ดินขายบ้าง
หรือไม่”
ผู้เฒ่าโจวเลิกคิ้ว “เหล่าจิ่ว เจ้าตั้งใจจะซื้อที่ดินหรือ”
ผู้เฒ่าจ้าวพูดเสริมว่า “จริง ๆ แล้ว ส าหรับคนชนบท การท า
เกษตรกรรมเป็นสิ่งส าคัญ”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “ต่อไปพวกเราจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน การ
ปลูกพืชผลคือสิ่งที่จ าเป็น”
ผู้เฒ่าโจวครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“ในหมู่บ้านซีหลิ่งของพวกเรา ถ้าพูดถึงที่ดินดี ๆ ล้วนอยู่ในมือ
ตระกูลชุย แต่โชคดีที่ดูแลมาหลายปี ที่ดินของครอบครัวเรา แม้จะไม่
อุดมสมบูรณ์เท่าของตระกูลชุย ก็มีสภาพดีขึ้นมาก”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตจากพื้นที่มิติของภรรยาไม่เลือก
สภาพดินฟ้าอากาศ ดังนั้นจึงไม่สนใจว่าที่ดินจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่
“สภาพที่ดินไม่ส าคัญ ที่ดินที่ดีล้วนต้องบ ารุงขึ้นมาทั้งนั้น พวก
เราค่อย ๆ ท าไปได้”
ในขณะเดียวกัน เซี่ยเทียนไห่กับฟางฉวนโจวก็จ้องมองสอง
หัวหน้าตระกูล
พวกเขาก็มีความคิดเช่นเดียวกับโม่จิ่วเยี่ย การใช้ชีวิตในชนบท
ก็ต้องท าสิ่งที่คนชนบทควรท า
ผู้เฒ่าจ้าวกับผู้เฒ่าโจวสบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นผู้เฒ่าจ้าวก็
เอ่ยขึ้นว่า
“ที่ดินท ากินของสองตระกูลไม่ได้มีมากนัก มีแต่พื้นที่ใกล้เชิงเขา
ที่ว่างอยู่ ตอนนี้ถูกทิ้งร้างมาหลายปีแล้ว ที่ดินแบบนี้ พวกเจ้าต้องใช้
เวลาอย่างน้อยสามถึงห้าปีถึงจะบ ารุงให้อุดมสมบูรณ์ได้”
ชาวบ้านที่เกิดและเติบโตในหมู่บ้านซีหลิ่งต่างรู้กันดีว่า ที่ดินแบบ
นี้แม้จะปลูกพืชได้ก็ไม่ช่วยให้ผลผลิตมีมากนัก ไม่แน่ว่าอาจเป็นการ
ลงแรงไปโดยเปล่า
ผู้เฒ่าจ้าวนึกถึงตระกูลชุยขึ้นมาทันที่
“เหล่าจิ่ว ตระกูลชุยมีที่ดินมากที่สุด มากจนคนในตระกูลเขาใช้
พื้นที่ไม่หมด แต่ก่อนพวกเขาอาศัยอิทธิพลของชุยเหวินบังคับให้
พวกเราส่งคนไปท างานที่นั่น ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว ท่าน
นายอ าเภอคนใหม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ลงโทษคนตระกูลชุย คงไม่
ต้องไปท างานให้พวกเขาอีกต่อไป ที่ดินของพวกเขาต้องถูกทิ้งร้างไป
มาก พอถึงตอนนั้นคนตระกูลชุยจะต้องคิดขายที่ดินแน่ พวกเจ้าอาจ
ไปซื้อที่ดินจากมือพวกเขาได้”
นี่เป็นวิธีที่ดีจริง ๆ แต่โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านอยากได้ที่ดิน
มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นดินชนิดไหน ขอแค่อยู่ติดกันเป็นผืนใหญ่ก็
พอ
ไม่ว่าจะเป็นที่ดินอันอุดมสมบูรณ์หรือที่ดินปล่อยรกร้างมาหลาย
ปี พวกเขาก็ต้องการทั้งหมด
“หัวหน้าตระกูลทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นที่ดินแบบไหน พวกเราก็
อยากซื้อทั้งหมด”
ความจริงแล้ว หัวหน้าตระกูลทั้งสองแนะน าให้โม่จิ่วเยี่ยไปซื้อ
ที่ดินของตระกูลชุย ก็ใช่ว่ามีเจตนาแอบแฝง พวกเขาแค่คิดว่าใน
อนาคตจะต้องอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน จึงไม่อยากท าอะไรที่จะถูกคน
วิพากษ์วิจารณ์
สิ่งที่ทั้งสองคนไม่คาดคิดคือ แม้พวกเขาจะพูดถึงขนาดนี้แล้ว แต่
ท่าทีของอีกฝ่ายกลับยังคงแน่วแน่เช่นเดิม
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าโทษว่าพวกเขาไม่เตือน เงินที่ได้มาแล้ว ไม่
มีใครอยากจะผลักออกไปหรอก
ผู้เฒ่าโจวกล่าวว่า “ที่ดินรกร้างของตระกูลโจวตรงเชิงเขามี
ประมาณยี่สิบหมู่ ที่นั่นเป็นที่ดินที่คนในตระกูลเราซื้อและบุกเบิกเอง
และได้ลงทะเบียนกับทางการแล้ว ตอนนี้โฉนดที่ดินอยู่ในมือพวกเรา
ถ้าเจ้าต้องการ พวกเราก็จะขายราคาเดียวกับตอนที่ซื้อที่ดินมาครั้ง
แรก หมู่ละหนึ่งต าลึง”