ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 219 เจ้าแน่ใจหรือว่าชาวต่างชาติคนนั้นไม่ได้หลอกเจ้า
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 219 เจ้าแน่ใจหรือว่าชาวต่างชาติคนนั้นไม่ได้หลอกเจ้า
ผู้เฒ่าโจวรู้จักทุกอย่างในที่แห่งนี้เป็นอย่างดี
“พื้นที่ตรงนั้นเป็นที่รกร้างจริง ๆ ตอนนั้นคนในตระกูลของเรา
บุกเบิกมาถึงแค่ตรงนี้”
โม่จิ่วเยี่ยถามต่อ “หากอยากซื้อพื้นที่รกร้างเหล่านี้ ก็สามารถไป
ท าเรื่องที่ที่ว่าการได้เลยใช่หรือไม่”
“ถูกต้องแล้ว ทุกปีที่ว่าการอ าเภอจะขายที่รกร้างในราคาหมู่ละ
หนึ่งต าลึง ถ้าเจ้าเลือกที่ดินตรงไหนได้แล้ว สามารถไปยื่นค าร้องที่
ที่ว่าการ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่มาวัดพื้นที่ให้ เมื่อจ่ายเงินแล้วก็จะ
ออกโฉนดที่ดินให้”
ทั้งสองรู้ราคาตลาดของที่กินรกร้างนี้แล้ว วันหน้าตอนเข้าเมืองก็
จะไปยื่นค าร้องกับที่ว่าการอ าเภอ
มีเมิ่งไห่หนิงอยู่ด้วย ทุกอย่างคงจะราบรื่นไปหมด
หลังจากดูที่ดินผืนนี้แล้ว ทุกคนก็มาถึงบริเวณบ้านร้างเหล่านั้น
บ้านเรือนเหล่านี้เคยเป็นของทั้งสามตระกูล เหมือนกับที่ดิน
ตระกูลจ้าวและตระกูลโจวซื้อไว้ไม่ติดกัน
ไม่ต้องพูดถึงสภาพความเสียหายของบ้านเรือน คงต้องรื้อทิ้ง
แล้วสร้างใหม่ทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาจึงท าเพียงตรวจดูพื้นที่ตรงนั้น
แล้วปรึกษาหารือกัน
ตอนนี้พวกเขายังไม่ได้ซื้อบ้านของตระกูลชุยมา เรื่องการ
วางแผนก็ไม่ต้องรีบ
มาหมู่บ้านซีหลิ่งหลายวันแล้ว เฮ่อจือหร่านเพิ่งจะได้เดินส ารวจ
อย่างละเอียดเป็นครั้งแรก
เมื่อนางมองบ้านเรือนต่าง ๆ ก็พบว่าหลังบ้านอยู่ห่างจากเชิงเขา
อย่างน้อยสามสิบจั้ง
พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ราบเรียบเหมือนที่ดินรกร้างทางเหนือ แต่มีความ
ลาดเอียงเล็กน้อย
และดูจากคุณภาพของดิน เหมือนจะด ากว่าดินในที่ดินรกร้างผืน
นั้น
หากนางเดาไม่ผิด ที่นี่น่าจะมีดินลักษณะคล้ายกับบนภูเขา
ด้านหลังที่ดินรกร้างคือเขาซีซาน
ตอนนี้เข้าช่วงฤดูหนาวแล้ว ต้นไม้บนที่สูงก็ดูสูงใหญ่ขึ้นเป็น
กลุ่ม แต่ก็ดูโล่งเตียน
ส่วนพื้นที่ราบต ่านั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาจเป็นเพราะ
ชาวบ้านตัดไม้ไปท าฟืน จึงแทบไม่เห็นต้นไม้ใหญ่เลย
แม้จะมีอยู่บ้างก็มีจ านวนน้อยมาก
เฮ่อจือหร่านอดถามไม่ได้
“ผู้เฒ่าทั้งสอง ต้นไม้ด้านล่างของเขาซีซานถูกตัดไปท าฟืน
หมดแล้วหรือ”
ผู้เฒ่าจ้าวตอบว่า “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ หมู่บ้านซีหลิ่งของพวกเรา
อากาศหนาวเย็นมากในฤดูหนาว ต้องใช้ฟืนจ านวนมากเพื่อให้
ความอบอุ่น ต้นไม้แถวนี้จึงถูกตัดไปเกือบหมดแล้ว”
เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านก าลังคิดว่าบริเวณภูเขานี้ไม่มีต้นไม้ กลับ
เหมาะให้นางปลูกไม้ผลบางชนิด
นอกจากจะช่วยป้องกันลมและทรายได้แล้ว ยังสามารถสร้างผล
ก าไรได้อีกด้วย
“ผู้เฒ่าจ้าว ภูเขาลูกนี้ขายหรือไม่”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายจะซื้อภูเขา ผู้เฒ่าจ้าวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ภรรยาเหล่าจิ่ว ถ้าเจ้าซื้อภูเขาลูกนี้ไป ก็จะตัดทางท ามาหากิน
ของชาวบ้านในหมู่บ้านนะ”
เฮ่อจือหร่านไม่เข้าใจ “ท าไมผู้เฒ่าจ้าวถึงพูดเช่นนี้เล่า”
ผู้เฒ่าจ้าวอธิบายว่า “พวกเราคนหมู่บ้านซีหลิ่งใช้ฟืนทั้งหมด
จากเขาซีซาน พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง ทุกคนก็
จะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หรือเก็บผักป่ามาประทังชีวิต หากเจ้าซื้อภูเขา
ลูกนี้ไป พวกเราจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไรเล่า”
สิ่งที่ผู้เฒ่าจ้าวพูดมานี้ เฮ่อจือหร่านคิดไม่ถึงมาก่อนจริง ๆ
แม้ว่าจะคิดถึงเรื่องนี้แล้ว นางก็มีวิธีที่ดีกว่าเพื่อแก้ปัญหา
แต่เพื่อซื้อภูเขาลูกนี้ได้ นางจ าเป็นต้องเสียสละบ้าง
“ผู้เฒ่าจ้าว หากข้าซื้อภูเขาเพียงบางส่วน และเหลือไว้ให้พวก
ท่านบางส่วนเล่า อีกอย่าง ข้าได้รับเมล็ดพันธุ์พิเศษจากชาวต่างชาติ
เมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ไม่เพียงให้ผลผลิตสูง แต่หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว
ส่วนที่เหลือทั้งหมดยังสามารถใช้เป็นฟืนได้อีกด้วย”
นางจ าได้ว่าในชาติก่อน นางเคยไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบทกับ
กองทัพ ชาวบ้านที่นั่นใช้ซังข้าวโพดและล าต้นของมันใช้เป็นฟืนใน
ฤดูหนาว
ชาวนาที่นั่นยังบอกว่า ตราบใดที่บ้านของพวกเขาปลูกข้าวโพด
ได้มากพอ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องฟืนตลอดทั้งฤดูหนาวแล้ว
มันหมายความว่า หากชาวบ้านเหล่านี้ไว้ใจนาง นางสามารถ
ขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจากพื้นที่มิติให้พวกเขา และคนทั้งหมู่บ้านก็
จะปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงชนิดนี้ได้
นางเชื่อว่าพวกเขาเพาะปลูกเพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถรับรู้ได้
ถึงข้อดีของพืชชนิดนี้
แม้ว่าในใจเฮ่อจือหร่านแป้งข้าวโพดจะไม่อร่อยเท่าแป้งสาลี แต่
มันเหนือกว่าตรงที่ให้ผลผลิตสูง และยังอร่อยกว่าแป้งหยาบชวนให้
ติดคอในยุคนี้หลายเท่า
ระหว่างทางนางได้เห็นว่าราชวงศ์ต้าซุ่นมีช่องว่างระหว่างคนรวย
และคนจนมาก
คนส่วนน้อยอาจกล่าวได้ว่าร ่ารวยมาก ส่วนประชาชนส่วนใหญ่
ยังคงต้องดิ้นรนเพื่อให้อิ่มท้อง
อย่างเช่นผู้คนในหมู่บ้านซีหลิ่งแห่งนี้ ก่อนหน้านี้กล่าวได้ว่า
ตระกูลชุยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องเพราะเหยียบย ่าคนอีกสองตระกูล
แต่ดูคนตระกูลจ้าวกับตระกูลโจวสิ พวกเขาส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้า
ที่ปะชุนซ้อนกันหลายชั้น และไม่ว่าจะมองจากรูปร่างและผิวพรรณก็
ไม่ดีเท่าคนตระกูลชุย
แค่นี้สามารถจินตนาการได้ว่าชีวิตของคนตระกูลจ้าวและตระกูล
โจวล าบากมากแค่ไหน
หัวหน้าตระกูลทั้งสองคนฟังค าพูดของเฮ่อจือหร่านแล้วก็มอง
หน้ากัน พวกเขารู้ดีว่าสกุลโม่มีพื้นฐานที่ดี แต่เรื่องพันธุ์พืชที่ให้ผล
ผลิตสูงนั้น พวกเขาที่ปลูกพืชมาทั้งชีวิตก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
ผู้เฒ่าจ้าวถามกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย “ภรรยาเหล่าจิ่ว เจ้าแน่ใจหรือว่า
ชาวต่างชาติคนนั้นไม่ได้หลอกเจ้า”
พวกเขาเป็นคนที่เพาะปลูกมาทั้งชีวิต การคิดสงสัยเช่นนี้จึง
ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
ตอนนี้นางเป็นเพียงหญิงสาวอายุไม่ถึงยี่สิบปี และไม่เคยมี
ประสบการณ์ด้านการท าเกษตรมาก่อน ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรก็คง
ไม่มีพลังในการโน้มน้าวใจ
ดังนั้นเรื่องแบบนี้จึงจ าเป็นต้องใช้ความจริงมาพูด
“ผู้เฒ่าทั้งสอง ปีหน้าพอถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ข้าก็จะเริ่มปลูกเมล็ด
พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงที่นี่ รอจนเก็บเกี่ยวแล้วพวกท่านค่อยมาดูว่า
พอใจหรือไม่ แล้วค่อยตัดสินใจก็ได้”
หัวหน้าตระกูลทั้งสองแทบจะไม่ได้สนใจเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผล
ผลิตสูงที่เฮ่อจือหร่านพูดถึงเลย
“ได้ ๆ พวกเราจะดูผลผลิตที่พวกเจ้าเพาะปลูกก่อน”
เห็นได้ชัดว่าน ้าเสียงของผู้เฒ่าจ้าวแค่เพียงพูดไปอย่างนั้น
เป็นอย่างที่เขากล่าวไว้ ไม่มีใครอยากซื้อของที่ถูกยัดเยียด เฮ่อจื
อหร่านก็ไม่ได้ติดค้างใคร ถ้าไม่ใช่เพราะนางอยากซื้อภูเขาลูกนี้ นาง
คงไม่แบ่งปันเมล็ดพันธุ์ดี ๆ แบบนี้ให้คนอื่นหรอก
ไม่ว่าอย่างไรนางก็ตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อภูเขาลูกนี้ แม้ว่าจะท า
เพื่อชาวบ้านเหล่านั้น ต่อให้นางจะซื้อแค่บางส่วนก็ตาม แต่ก็ต้องซื้อ
ให้ได้
พอมองท้องฟ้าก็เห็นว่าใกล้เที่ยงแล้ว
การตรวจสอบทรัพย์สินที่ซื้อมาได้ก็เสร็จสิ้นจนเกือบหมดแล้ว
ทุกคนจึงเตรียมตัวเดินทางกลับ
เพิ่งเข้ามาในหมู่บ้านได้ไม่นาน ก็มีเสียงดังมาจากบ้านตระกูลชุย
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงไม่ได้แยกย้ายกันกลับ แต่เดินตามต้นเสียงไป
เฮ่อจือหร่านเดาในใจว่าคงเป็นเพราะคดีของตระกูลชุยมีความ
คืบหน้า
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือวันนี้เมิ่งไห่หนิงมาด้วยตัวเอง
เขาเห็นโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านเดินออกมาจากในหมู่บ้าน จึง
เข้าไปทักทายทั้งสองก่อน
“พี่โม่จิ่ว พี่สะใภ้”
โม่จิ่วเยี่ยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว “น้องชายเมิ่งวันนี้มาด้วย
ตัวเองเลยหรือ เป็นเพราะเรื่องของตระกูลชุยใช่หรือไม่”
เมิ่งไห่หนิงพยักหน้า “ช่วงนี้พวกเราท างานกันทั้งคืนเพื่อ
สอบสวนคดีของตระกูลชุย ตอนนี้ทุกอย่างถูกไขกระจ่างแล้ว”
“และมีเรื่องค่าชดเชยที่เกี่ยวข้องมากมาย ที่ปรึกษาคนเก่าของ
ที่ว่าการก็เป็นแค่คนกินเงินเปล่า ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ข้าจึงต้องมา
จัดการด้วยตัวเอง”
พอพูดจบ เมิ่งไห่หนิงก็หันไปสั่งการพวกเจ้าหน้าที่ ให้พวกเขา
รวบรวมคนตระกูลชุยทั้งหมดมา
ตอนนี้บรรดาเจ้าหน้าที่ท างานได้อย่างเต็มที่มาก ไม่นานคน
ตระกูลชุยทั้งหมดก็ถูกรวบรวมมาอยู่ต่อหน้าเมิ่งไห่หนิงแล้ว