ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 220 รู้อย่างนี้แต่แรก
เมิ่งไห่หนิงตรวจดูสักครู่ แล้วสั่งว่า “เมิ่งอัน ตระกูลชุยอยู่ที่นี่แล้ว
จงประกาศเสีย!”
เมิ่งอันหยิบกระดาษกองหนาออกมาจากอกเสื้อ ยืนอ่านต่อหน้า
คนตระกูลชุยทั้งหมด
“ชุยฝู่กุ่ย หัวหน้าตระกูลชุย ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านซีหลิ่ง อาศัย
ความสัมพันธ์ของหลานชายชุยเหวิน ขู่กรรโชกที่นาของตระกูลจ้าว
และตระกูลโจวไปยี่สิบห้าหมู่ บีบบังคับให้คนตระกูลจ้าวและตระกูล
โจวท างานโดยไม่จ่ายค่าแรง ปล่อยให้คนในตระกูลกดขี่ข่มเหงผู้อื่น
บัดนี้มีหลักฐานชัดเจนแล้ว นายอ าเภอพิจารณาว่าเขาอายุมาก จึง
ละเว้นโทษโบยห้าสิบไม้ ตั้งแต่วันนี้ไปให้จ าคุกสิบปี…”
เมิ่งอันพูดจบ คนตระกูลชุยก็ร้องไห้โวยวายขึ้นมา
“ใต้เท้าขอรับ พวกเราถูกใส่ร้าย…”
“หุบปากทั้งหมด!” เสียงแส้ฟาดลงบนตัวคนดังขึ้นหลายหน เสียง
ร้องของคนตระกูลชุยจึงหยุดลงทันที่
เมิ่งอันเห็นว่าเงียบลงแล้ว จึงอ่านต่อไป
“นับจากวันนี้ภายในสามวัน ชุยฝู่กุ่ยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้
ตระกูลจ้าวกับตระกูลโจวสองร้อยแปดสิบต าลึง”
ส าหรับการชดใช้ให้คนอื่น ๆ ก็มีเช่นกัน แต่เขาไม่จ าเป็นต้อง
อ่านออกมาตรงนี้ก็เท่านั้น นั่นหมายความว่า ตระกูลชุยจ าเป็นต้อง
ชดใช้ไม่ใช่แค่เงินจ านวนที่พวกเขาได้ยิน
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนตระกูลชุยก็เริ่มอยู่ไม่สุขอีกครั้ง
สองร้อยแปดสิบต าลึงเชียวนะ พวกเขาจะไปหาเงินมากมาย
ขนาดนั้นมาจากที่ไหน?
“ใต้เท้า ได้โปรดเมตตาด้วยเถอะ ตอนนี้คนแก่ก็ติดคุก ลูกชาย
ของข้าก็ยังไม่กลับมา ในบ้านมีแต่พวกเราที่เป็นคนแก่ ผู้หญิงกับเด็ก
ไม่สามารถหาเงินมากมายขนาดนั้นได้…”
เมิ่งอันมองหญิงชราที่ร้องขอความเมตตาด้วยสายตาเย็นชา
จากน ้าเสียงของนางดูท่าคงจะเป็นภรรยาของชุยฝู่กุ่ย
“ไม่ต้องรีบร้อน ยังมีค่าปรับของลูกชายเจ้าอีกหลายคน รอให้ข้า
พูดจบก่อน ก็เตรียมเงินไว้พร้อมกันเลย”
ได้ยินดังนั้น หญิงชราก็แทบหายใจไม่ออก เป็นลมล้มพับไปทันที่
บรรดาลูกสะใภ้เห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปประคองตัวนางไว้ พร้อม
กับคุกเข่าลงต่อหน้าเมิ่งไห่หนิงพลางร้องไห้อ้อนวอน
ทว่าบาปกรรมของตระกูลชุยนั้นหนักหนา ถึงจะร้องไห้น่าสงสาร
แค่ไหนก็ไม่มีทางได้รับการละเว้น
พวกเจ้าหน้าที่ไม่รอให้เมิ่งไห่หนิงสั่ง ก็เข้าไปรักษาความสงบ
เรียบร้อยเอง หลังจากพวกนางเหล่านั้นไม่กล้าร้องไห้โวยวายอีก เมิ่ง
อันก็ประกาศบทลงโทษของตระกูลชุยให้ทุกคนได้รับรู้ต่อไป
บรรดาลูกชายของชุยฝู่กุ่ยก็ก่อเรื่องเลวร้ายไว้มากมายเช่นกัน
นอกจากจะต้องรับโทษจ าคุกแล้ว ยังต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ตระกูล
จ้าวกับตระกูลโจวเป็นเงินหนึ่งร้อยต าลึงด้วย
คนอื่น ๆ ในตระกูลชุย ใครที่เคยท าเรื่องเลวร้ายก็ไม่มีผู้ใดหนีพ้น
คนที่ต้องติดคุกก็ติดคุก คนที่ต้องชดใช้ก็ต้องชดใช้
เรื่องนี้ส าหรับคนตระกูลจ้าวและตระกูลโจวแล้ว ถือเป็นเรื่องที่
น่ายินดีอย่างยิ่ง
ในที่สุดพวกเขาก็ไม่ต้องถูกตระกูลชุยรังแกอีกต่อไป ซ ้ายังได้รับ
ค่าชดเชยที่เหมาะสมด้วย
ผู้คนต่างพากันคุกเข่าลงตรงหน้าเมิ่งไห่หนิง พร้อมร้องตะโกนไม่
หยุดปาก “ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม…”
ดูจากท่าทางของพวกเขาแล้ว หากค าว่า ‘หมื่นปี’ ไม่ใช่ค า
ต้องห้าม พวกเขาคงจะพูดออกมาสักสองสามครั้ง
เมิ่งไห่หนิงยกมือส่งสัญญาณบอกชาวบ้านที่คุกเข่าอยู่ให้ลุกขึ้น
“ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ทุกท่านไม่จ าเป็นต้องท า
เช่นนี้”
พูดจบ เขาก็หันไปตะโกนใส่คนตระกูลชุยว่า “หากภายในสาม
วันยังจ่ายค่าปรับไม่ครบ ข้าก็จะใช้เรือนและที่ดินของพวกเจ้ามาช าระ
หนี้แทน”
เดิมทีคนตระกูลชุยคิดว่าถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีเงินจ่าย
นายอ าเภอคงท าอะไรพวกเขาไม่ได้
แต่ท่านนายอ าเภอถึงกับท าอะไรเด็ดขาดถึงเพียงนี้ จะเอาบ้าน
และที่ดินของพวกเขามาชดใช้หนี้
ตอนนี้คนตระกูลชุยตกตะลึงกันหมด เงินที่พวกเขาเคยได้มาก็
ใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองไปทีละน้อยแล้ว ตอนนี้จะไปหาเงินมากมาย
ขนาดนั้นมาชดใช้ได้อย่างไรกัน
ถ้าไม่จ่ายก็ต้องขายบ้านและที่ดิน แล้วต่อไปพวกเขาจะมีชีวิตอยู่
ได้อย่างไร
คิดถึงเรื่องนี้แล้ว คนตระกูลชุยต่างพากันคุกเข่าลงต่อหน้าเมิ่ง
ไห่หนิงอีกรอบ
“ท่านนายอ าเภอ โปรดเมตตาด้วย ท่านไว้ชีวิตพวกเราเถอะ…”
เมิ่งไห่หนิงมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา
“รู้อย่างนี้แต่แรกแล้วเหตุใดถึงยังท าต่อ ท าผิดแล้วก็ต้องรับโทษ
อย่างสาสม”
เขาก็สะบัดแขนเสื้อ แล้วหันหลังเดินไปหาโม่จิ่วเยี่ย
“พี่โม่จิ่ว พี่สะใภ้ วันนี้ยังมีเวลา ข้าขอไปรบกวนที่บ้านของพวก
ท่านสักหน่อย ไม่ทราบว่าจะสะดวกหรือไม่”
เรื่องแบบนี้โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านจะปฏิเสธได้อย่างไร
“พวกเรายินดีต้อนรับเสมอ”
เมิ่งไห่หนิงสั่งการพวกเจ้าหน้าที่ให้ท าในสิ่งที่ควรท า ส่วนเขาพา
เมิ่งอันไปยังบ้านสกุลโม่
เมื่อท่านนายอ าเภอกับเจ้าหน้าที่จากไป คนตระกูลชุยต่างกลับ
บ้านด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยเพื่อหาทางรวบรวมเงิน ส่วนคนตระกูลจ้าว
กับตระกูลโจวเห็นว่าไม่มีอะไรให้ดูอีก จึงแยกย้ายกันกลับ
เมิ่งไห่หนิงมาเยือนบ้านสกุลโม่ทั้งที่ จึงต้องต้อนรับเขาเป็นอย่าง
ดีด้วย
โชคดีที่เฮ่อจือหร่านอ้างว่าได้อาหารมาจากชาวต่างชาติเมื่อไม่กี่
วันก่อน มันยังเหลืออยู่มาก การจัดโต๊ะอาหารที่ดีจึงไม่ใช่เรื่องยาก
เฮ่อจือหร่านพาบรรดาสตรีไปจัดเตรียมอาหาร ส่วนโม่จิ่วเยี่ยกับ
โม่ชูหานอยู่เป็นเพื่อนคุยกับเมิ่งไห่หนิงในห้อง
เมิ่งไห่หนิงมองที่พักอาศัยของบ้านสกุลโม่ แม้จะเก่าไปบ้าง แต่ก็
ยังกันลมกันฝนได้
“พี่ชายทั้งสอง ครอบครัวของพวกท่านอยู่ที่นี่สบายดีหรือไม่”
“ที่นี่ดีมาก นอกจากคนตระกูลชุยแล้ว คนอีกสองตระกูลล้วนเข้า
กันได้ดี เมื่อเทียบกับความวุ่นวายในเมืองหลวง ที่นี่สงบสุขกว่ามาก”
โม่จิ่วเยี่ยกล่าว
“พี่เก้าพูดถูกต้อง ข้าก็ปรารถนาชีวิตเช่นนี้เช่นกัน”
เมิ่งไห่หนิงพูดจากใจจริง หากไม่ใช่เพราะครอบครัวฝาก
ความหวังทั้งหมดไว้กับเขา เขาก็คงไม่อยากท างานให้กับจักรพรรดิที่
โง่เขลาเช่นนี้
เขามองไปทางโม่ชูหานและถามว่า “เมื่อไหร่พี่แปดจะจัดการ
เรื่องที่บ้านเสร็จ ข้าเพิ่งมารับต าแหน่งที่เมืองอวิ่น ที่ว่าการอ าเภอก็
ก าลังขาดคนพอดี”
แต่เดิมโม่ชูหานตั้งใจจะอยู่ช่วยน้องเก้ากับน้องสะใภ้สักพัก
แต่เขาก็เห็นว่าน้องชายกับภรรยาจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้เรียบร้อย
ไม่จ าเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเขาเลย
เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็ควรรีบไปรับต าแหน่งที่ที่ว่าการดีกว่า ไม่ว่า
จะได้เงินเดือนมากน้อยแค่ไหนก็ยังช่วยหาเงินให้ครอบครัวได้ อีกทั้ง
ต าแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็ถือเป็นต าแหน่งเล็ก ๆ ของที่ว่าการ
อ าเภอ หากเขามีต าแหน่งนี้ก็จะช่วยดูแลคนในบ้านได้บ้าง
“ถ้าน้องชายเมิ่งต้องการ ข้าก็พร้อมจะไปรับต าแหน่งได้ทุกเมื่อ”
เมิ่งไห่หนิงได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก “ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้พี่แปดไป
รายงานตัวที่ที่ว่าการอ าเภอได้เลย ข้าจะให้เมิ่งอันช่วยจัดการทุก
อย่างให้”
“ได้ พรุ่งนี้เช้าข้าจะไป”
เมื่อตกลงเรื่องพี่แปดจะไปรับต าแหน่งแล้ว โม่จิ่วเยี่ยก็พูดถึงเรื่อง
ภูเขาลูกนั้นกับที่ดินรกร้างทางทิศเหนือ
“น้องชายเมิ่ง ข้ายังมีเรื่องต้องรบกวนเจ้าอีก”
เมิ่งไห่หนิงกล่าวอย่างสุภาพ “จะเรียกว่ารบกวนได้อย่างไร พี่เก้า
มีอะไรก็พูดมาเถอะ ตราบใดที่น้องชายอย่างข้าท าได้ ข้าจะช่วยเหลือ
ท่านอย่างเต็มที่แน่นอน”
“ไม่ปิดบังน้องชายเมิ่ง ข้ากับภรรยาสนใจภูเขาลูกนั้นที่อยู่หลัง
หมู่บ้าน รวมถึงอยากจะซื้อที่ดินรกร้างบางส่วนไว้ด้วย”
เมิ่งไห่หนิงรู้ว่าสกุลโม่ซื้อที่ดินจากชาวบ้านในหมู่บ้านมาไม่น้อย
แล้ว และเขาเองก็เป็นคนช่วยจัดการเรื่องหนังสือต่าง ๆ ให้
ตอนนั้นเขาก็คิดว่าสกุลโม่มีคนอย่างมากก็แค่สิบกว่าคน ส่วน
ใหญ่ก็เป็นสตรี พวกเขาจะเพาะปลูกพืชพันธุ์ในที่ดินมากมายขนาด
นั้นได้อย่างไร?
ไม่เพียงเท่านั้น สกุลโม่ยังซื้อบ้านร้างไปอีกมาก
ในใจของเมิ่งไห่หนิง แม้จะมีเงินแต่ก็ไม่ควรใช้จ่ายเช่นนี้
ต่อมาเขาก็คิดเอาเองว่าสกุลโม่ซื้อที่ดินไปมากขนาดนั้น เพราะ
อาจจะวางแผนจ้างคนมาท าการเกษตรให้
เหมือนกับคนตระกูลใหญ่ที่มีไร่นา พวกเขาไม่มีใครไปดูแล ก็
ต้องจ้างงานคนอื่นทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?
ดังนั้น สกุลโม่ที่ซื้อที่ดินมากมายขนาดนี้ บางทีอาจจะมีความคิด
แบบนั้นก็ได้