ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 222 ฝีดาษ?
ไข่เจียวมะเขือเทศสีสันสดใส ผัดกระเทียมอ่อนกับเนื้อ มันฝรั่ง
ผัด มันเทศเชื่อม และอาหารหม้อใหญ่ซึ่งมีทั้งซี่โครงหมู ถั่วฝักยาว
และข้าวโพด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอาหารที่ทุกคนไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อเห็นอาหารแปลกตาเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงเมิ่งไห่หนิงเท่านั้น
แม้แต่พี่แปดและพี่ห้าก็ยังอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
เฮ่อจือหร่านไม่คิดจะอธิบายอะไรมาก นางส่งสายตาให้โม่จิ่วเยี่ย
ชายหนุ่มจึงเชิญให้ทุกคนเริ่มรับประทาน
พอได้ชิมก็แทบจะอ้าปากค้างเพราะความอร่อย…
เมิ่งไห่หนิงไม่สนใจภาพลักษณ์อีกต่อไป เขาพับแขนเสื้อและกิน
อย่างเอร็ดอร่อยเหมือนกับพี่น้องสกุลโม่
กระทั่งรู้สึกว่าตัวเองอิ่มแล้ว เมิ่งไห่หนิงจึงวางตะเกียบลงและถาม
ว่า “พี่เก้า วัตถุดิบพวกนี้ข้าก็ไม่เคยเห็นมาก่อน คงไม่ได้ซื้อมาจาก
ชาวต่างชาติใช่หรือไม่”
เขารู้ดีว่าตัวเองถามทั้ง ๆ ที่รู้ค าตอบ แต่ก็อดถามไม่ได้…
“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ถ้าน้องชายเมิ่งชอบก็กินให้มาก ๆ เถอะ” โม่
จิ่วเยี่ยตอบอย่างคลุมเครือ
ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะอธิบายอะไรมาก อาหารที่ภรรยาท า
อร่อยมาก เขาต้องกินให้มากกว่านี้
น ้าชาหนึ่งกา อาหารอันโอชะหนึ่งโต๊ะ เมิ่งไห่หนิงอยากจะอยู่ที่
บ้านสกุลโม่ จนไม่ยอมกลับไปเสียแล้ว
แต่น่าเสียดาย เขายังต้องอยู่กับความเป็นจริง
หลังจากทานอาหารเสร็จ เฮ่อจือหร่านก็ชงชาอีกกาให้พวกเขา
กระทั่งถึงยามเย็นแล้ว เมิ่งไห่หนิงถึงได้กล่าวลาอย่างอาลัยอาวรณ์
ไม่ว่าอย่างไร เมิ่งไห่หนิงก็ได้ช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขาไว้
มาก เฮ่อจือหร่านจึงมอบชาปี้หลัวชุนให้เขาหนึ่งห่อด้วยความ
เอื้อเฟื้อ
ของขวัญชิ้นนี้ส าหรับเมิ่งไห่หนิงแล้วถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
เขาไม่อาจปฏิเสธชาชั้นดีอย่างนี้ได้ จึงได้แต่รับมาอย่างไร้
ยางอาย
ต่อไปเขาจะดูแลคนสกุลโม่ให้มากขึ้น ถึงจะนับว่าคุ้มค่ากับชา
ห่อนี้แล้ว
หลังส่งเมิ่งไห่หนิงกลับไป ทุกคนต่างจัดการธุระของตนเองเสร็จก็
กลับห้องไปพักผ่อน
วันรุ่งขึ้น โม่ชูหานตื่นแต่เช้า เตรียมตัวไปรับต าแหน่งที่ที่ว่าการ
อ าเภอ
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านวางแผนจะไปซื้อเครื่องเรือนง่าย ๆ มา
ให้ที่บ้าน จึงขึ้นเกวียนลาออกไปพร้อมกับเขา
การจัดหาเครื่องเรือนนั้น เฮ่อจือหร่านไม่สามารถอาศัยพลังของ
พื้นที่มิติได้จริง ๆ เพราะหากบอกว่าซื้อเครื่องเรือนจากพื้นที่มิติมา
พวกมันก็จะดูไม่เข้ากับยุคสมัยนี้
อีกอย่าง ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าพวกเขาก็จะสร้างบ้านใหม่ ตอน
นั้นเฮ่อจือหร่านตั้งใจจะเป็นคนออกแบบเครื่องเรือนเอง
ตอนนี้สิ่งของในบ้านยิ่งเรียบง่ายก็ยิ่งดี ขอแค่ใช้งานได้อย่าง
สบายมือก็เพียงพอ
ดังนั้นทั้งสองจึงสอบถามเรื่องร้านขายเครื่องเรือนในเมืองอวิ่น
แล้วตรงไปที่นั่น
รูปแบบเครื่องเรือนในยุคนี้ค่อนข้างเรียบง่าย นอกจากคนรวยที่
สั่งท าเป็นพิเศษแล้ว ของที่วางขายอยู่ในร้านล้วนเป็นของใช้งานได้
จริงและราคาประหยัด
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านจึงเลือกโต๊ะ เก้าอี้ และตู้ที่จ าเป็นมา
อย่างง่าย ๆ
แต่เพราะมีคนในบ้านมาก แม้จะเลือกของแบบนี้ ทั้งสองก็ต้องซื้อ
มาจ านวนมาก
นานมากแล้วที่ไม่ได้พบเจอลูกค้ารายใหญ่เช่นนี้ เถ้าแก่รู้สึกดีใจ
มาก จึงมอบม้านั่งเล็ก ๆ ให้พวกเขาอีกหลายตัว
เถ้าแก่รับผิดชอบส่งเครื่องเรือนมาถึงบ้าน พวกเขาแค่บอกที่อยู่
ให้ชัดเจนก็พอแล้ว
ทั้งสองซื้อเครื่องเรือนเสร็จแล้ว ก็เห็นว่ายังมีเวลา จึงตั้งใจจะเที่ยว
เล่นในเมือง พร้อมกับสอบถามที่อยู่ของถังหมิงรุ่ยไปด้วย
เพียงเดินออกไปไม่ไกล ก็เห็นชาวเมืองทั้งหมดที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
วิ่งสวนมาทางพวกเขา
ชาวเมืองเหล่านั้นเหมือนจะตะโกนว่า “รีบหนีเร็ว ออกห่างจาก
โรงหมอตรงนั้น”
โม่จิ่วเยี่ยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงคว้าตัวชายคนหนึ่งที่วิ่งมาทาง
ตนเองแล้วถามว่า “พี่ชายท่านนี้ ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นหรือ”
ชายคนนั้นมองโม่จิ่วเยี่ยแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “มีคนไข้เป็นโรค
ฝีดาษอยู่ที่หน้าโรงหมอ พวกเจ้าก็รีบหนีเถอะ!”
สิ้นเสียง เขาก็สะบัดตัวหลุดจากโม่จิ่วเยี่ยอย่างแรง แล้ววิ่งตามฝูง
ชนไป
โรคฝีดาษในสมัยโบราณไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย นอกจากจะ
ติดต่อกันได้ง่ายแล้ว ยังท าให้คนล้มตายเป็นจ านวนมากด้วย
โม่จิ่วเยี่ยบอกกับเฮ่อจือหร่านเสียงจริงจังว่า “หร่านหร่าน เจ้าเข้า
ไปในพื้นที่มิติก่อน ข้าเคยเป็นฝีดาษคงจะไม่ติดโรค ข้าจะไปดู
สถานการณ์ก่อน”
เฮ่อจือหร่านส่ายหน้า “ฝีดาษติดต่อทางอากาศ ละอองน ้าลาย
และการสัมผัส ข้าระวังสักหน่อยก็พอ”
อย่างไรเสียในพื้นที่มิติของนางมีแอลกอฮอล์มากเท่าที่ต้องการ
นางยังสามารถฆ่าเชื้อได้อย่างทั่วถึงที่สุดอีกด้วย
ขณะพูดคุยกันอยู่นั้น เฮ่อจือหร่านก็ลากโม่จิ่วเยี่ยไปยังจุดที่ไม่มี
คน แล้วทั้งสองก็เข้าไปในพื้นที่มิติพร้อมกัน
เฮ่อจือหร่านหยิบหน้ากากอนามัยออกมาสองอัน แล้วสวมให้
ตัวเองกับโม่จิ่วเยี่ยคนละอัน
นอกจากนี้ ถุงมือทางการแพทย์ก็เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่จ าเป็น
ส่วนชุดป้องกันอื่น ๆ นั้น หากสวมออกไปก็จะดูสะดุดตา นางจึง
ตัดสินใจทิ้งไว้ก่อน
ก่อนกลับบ้าน พวกเขาแค่ใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อให้ทั่วตัวก็พอ
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าหากไม่ให้หร่านหร่านมีส่วนร่วมกับเรื่องแบบนี้
นางคงไม่ยอมแน่
ดังนั้นเขาจึงต้องปล่อยให้นางท าตามใจตัวเอง
หลังจากป้องกันตัวอย่างง่าย ๆ แล้ว ทั้งสองก็ออกจากพื้นที่มิติ
ตอนนี้บนถนนแทบจะไม่เห็นผู้คนแล้ว คาดว่าคงวิ่งหนีไปกัน
หมด
ทั้งสองเดินไปทางโรงหมอ
เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งทรุดนั่งอยู่หน้าโรงหมอ ในอ้อมกอดของ
เขามีเด็กหญิงที่อายุไม่ถึงสิบขวบ
ชายคนนี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า เขาคือถังหมิงรุ่ยที่พวกเขาตั้งใจจะ
ตามหา
ถังหมิงรุ่ยมีสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก ดวงตาไร้ซึ่งประกายแห่ง
ความหวังดังเช่นวันวาน
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านก้าวเท้าเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว
“น้องชายถัง เกิดอะไรขึ้น”
ในสายตาของถังหมิงรุ่ย แม้ใบหน้าของผู้มาเยือนจะสวมสิ่ง
แปลกประหลาด แต่เขาก็จดจ าพวกเขาได้ในทันที่
“พี่โม่ พี่สะใภ้โม่” เสียงของถังหมิงรุ่ยสั่นเครือ
“น้องสาวของข้ามีตุ่มแดงขึ้นตามตัว ข้าพานางมารักษา ไม่นึก
ว่า…นางจะเป็นโรคฝีดาษ…”
เฮ่อจือหร่านไม่ได้พูดอะไร แต่สังเกตเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อม
แขนเขาอย่างละเอียด
เด็กหญิงมีผื่นแดงขึ้นบนใบหน้าจ านวนมากจริง ๆ แต่ไม่ว่าจะ
มองอย่างไร ผื่นเหล่านั้นก็ไม่เหมือนกับโรคฝีดาษ
ผื่นของโรคฝีดาษจะลึกกว่า แต่ตุ่มน ้าบนใบหน้าของเด็กหญิง
คนนี้ชัดเจนว่าลอยอยู่บนผิวหนังชั้นนอก
เพื่อยืนยันการวินิจฉัยของตัวเองเพิ่มเติม เฮ่อจือหร่านก้าวไป
ข้างหน้าสองสามก้าวแล้วนั่งยองลงตรงหน้าเด็กหญิง
นางลองยื่นมือออกไปแตะตุ่มน ้าบนใบหน้าของเด็กหญิง
ถังหมิงรุ่ยกับโม่จิ่วเยี่ยขยับพร้อมกัน
“หร่านหร่าน เจ้าห้ามแตะนะ” โม่จิ่วเยี่ยตะโกนเสียงดังแล้วรีบเข้า
ไปดึงตัวนางไว้
ส่วนถังหมิงรุ่ยก็อุ้มน้องสาวถอยหลังไปอย่างไว “พี่สะใภ้โม่
อันตรายนะขอรับ”
เฮ่อจือหร่านหันไปพูดกับโม่จิ่วเยี่ยก่อน “ข้าสงสัยว่านางไม่ได้
เป็นโรคฝีดาษ”
โม่จิ่วเยี่ยประหลาดใจ เมื่อครู่เขาก็เห็นว่าผื่นของเด็กหญิงคนนี้
เหมือนกับตอนที่ตัวเองเป็นโรคฝีดาษ แล้วมันจะไม่ใช่โรคฝีดาษได้
อย่างไร
“หร่านหร่าน ถ้านางไม่ได้เป็นโรคฝีดาษ แล้วจะเป็นโรคอะไร
เล่า”
“ข้าสงสัยว่านางจะเป็นโรคอีสุกอีใส”
“อีสุกอีใส” โม่จิ่วเยี่ยกับถังหมิงรุ่ยถามขึ้นพร้อมกัน
เฮ่อจือหร่านอธิบายอย่างใจเย็น “อาการของโรคอีสุกอีใสมีความ
คล้ายคลึงกับโรคฝีดาษบางประการ แต่ไม่รุนแรงเท่า ข้ารับรองว่า
สามารถรักษาให้หายได้”
โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจภรรยาของตนดี นางไม่เคยพูดในสิ่งที่ไม่มั่นใจ
เฮ่อจือหร่านรู้สึกว่าแรงที่จับนางไว้เบาลง จึงผลักตัวเองออกมา
นางเข้าไปหาเด็กหญิงตัวน้อยอีกครั้ง นิ้วมือที่สวมถุงมือแตะเบา
ๆ ตรงตุ่มน ้าบนใบหน้าที่ปูดขึ้นมาอย่างชัดเจน
ใบหน้าของเฮ่อจือหร่านปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที