ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 242 มีกลิ่นอายความสุขุมเยือกเย็น
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 242 มีกลิ่นอายความสุขุมเยือกเย็น
เมื่อผู้อาวุโสสั่ง ทุกคนก็ต้องเชื่อฟัง
ทุกคนห้อมล้อมโม่อวิ๋นเฟิงเข้าไปในห้องโถงหลักแล้วนั่งลงที่โต๊ะ
อาหาร
พี่น้องมารวมตัวกัน รู้สึกว่ามีเรื่องมากมายที่อยากจะถาม
แต่เห็นว่าอาหารบนโต๊ะก าลังจะเย็นชืด อีกทั้งเมื่อเห็นสภาพของ
โม่อวิ๋นเฟิงที่ดูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง พี่น้องทุกคนรู้ว่าไม่ควร
ถามสิ่งใดในยามนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ต่างกัน บุตรชายนางกลับบ้านมาด้วยความ
ยากล าบาก แม้จะมีเรื่องใหญ่แค่ไหนก็ไม่ควรรบกวนเวลาที่ครอบครัว
จะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
ฮูหยินผู้เฒ่ากวาดตามองรอบโต๊ะแล้วเอ่ยปากขึ้น
“ทุกคนกินข้าวกันก่อนเถอะ มีอะไรอยากถามก็ถามตอนรอ
ฉลองปีใหม่ มีเวลายาวนานพอให้พวกเจ้าถามไถ่ได้ตามสบาย จะได้
ฆ่าเวลาไปด้วย”
โม่อวิ๋นเฟิงก็คิดว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไร เอาไว้พูดที
หลังก็ไม่เป็นไร
“ทุกคนฟังท่านแม่เถอะ กินข้าวกันก่อน”
เวลานี้ ณ บ้านสกุลโม่ นอกจากฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งเป็นผู้อาวุโสแล้ว
ในบรรดาพี่น้องชายด้วยกัน โม่อวิ๋นเฟิงเป็นคนที่อายุมากที่สุด เขาจึง
มีสิทธิ์ในการพูดมากกว่าคนอื่น ๆ บนโต๊ะอาหาร
โม่จิ่วเยี่ยเห็นว่าบรรยากาศตึงเครียดในครอบครัวผ่อนคลายลง
แล้ว จึงลุกขึ้นไปจุดพลุตรงลานบ้าน
พร้อมกับเสียงพลุที่ดังสนั่น อาหารค ่าวันปีใหม่มื้อแรกของสกุล
โม่ในซีเป่ยก็เริ่มขึ้น
อาหารบนโต๊ะล้วนเป็นฝีมือที่พวกสะใภ้ตั้งใจเตรียมมาอย่างดี
โดยเฉพาะวัตถุดิบและการปรุง ด้วยฝีมือของเฮ่อจือหร่าน จึงถือ
ว่าอาหารพวกนี้เหนือชั้นกว่าอาหารในรั้ววังอย่างแน่นอน
ทั้งปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว ปูผัดพริกเกลือ กุ้งมังกรอบกระเทียม กั้งผัด
พริกเผ็ด หอยส่านเป่ยอบวุ้นเส้น กุ้งก้ามกรามผัดน ้ามัน ปลาหมึกผัด
แห้ง และปลิงทะเลตุ๋น
การอยู่ติดทะเลนั้นดีจริง ๆ อาหารค ่าวันส่งท้ายปีเก่าของบ้าน
สกุลโม่มีรายการอาหารทะเลถึงแปดอย่าง
นอกจากนี้ยังมีอาหารที่ท าจากเนื้อสัตว์อีกแปดอย่าง บวกกับ
อาหารเย็นและผักอีกหลายชนิด ท าให้อาหารค ่าวันส่งท้ายปีเก่าของ
สกุลโม่มีถึงยี่สิบกว่าอย่าง
โชคดีที่โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านซื้อโต๊ะอาหารขนาดใหญ่มา จึง
มีพื้นที่เพียงพอส าหรับวางจานอาหารทั้งหมด
ถึงอย่างนั้น จานอาหารก็ยังวางซ้อนกันจนแน่น
นอกจากนี้ อาหารส่วนใหญ่ล้วนเป็นฝีมือของเฮ่อจือหร่าน
รสชาติจึงไม่ธรรมดาแน่นอน
เพื่อให้ทุคนได้กินอาหารอร่อย ๆ เฮ่อจือหร่านจึงท าน ้าส้มใน
พื้นที่มิติ เหล่าบุรุษชอบดื่มสุราก็มีสุราอู่เหลียงเยี่ย ส่วนเหล่าสตรีก็
ดื่มน ้าส้ม
ตั้งแต่พวกเขาถูกเนรเทศมาก็ได้เห็นของหายากมาไม่น้อย จึงไม่
สนใจจะถามถึงที่มาของน ้าส้มรสหวานสดชื่นนี้
เมื่อมีน้องเก้ากับภรรยาของเขาอยู่ด้วย ทุกคนก็ได้รับของดี ๆ
มากมาย…
ตอนนี้ทุกคนลืมความกังวลเกี่ยวกับโม่อวิ๋นเฟิงไปชั่วคราว และ
จมอยู่กับอาหารเลิศรสอย่างเต็มที่
นับแต่มีข่าวว่าโม่อวิ๋นเฟิงเสียชีวิตก็ผ่านไปเกือบสี่ปีแล้ว เมื่อได้
กลับมาพบกับคนในครอบครัวอีกครั้ง เขาไม่คิดว่าอาหารที่บ้านจะ
อร่อยขนาดนี้
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาออกไปตามหาพี่ชายคนโตและพี่ชาย
คนรอง ต้องกินอยู่กลางแจ้งทุกวัน ไม่เคยได้กินอาหารดี ๆ เลยสักมื้อ
โดยเฉพาะวันนี้ เพื่อจะได้กลับมาพบครอบครัวให้เร็วขึ้น เขา
ตัดสินใจใช้วิชาตัวเบาเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง
ทั้งวันยังไม่ได้กินอะไร พลังงานก็ใช้ไปมาก ตอนนี้เขาจึงหิวสุด ๆ
เขาไม่สนใจจะคุยกับพวกพี่น้องและเหลียงห่าวแล้ว ก้มหน้าก้ม
ตากินอาหารไม่หยุด
กล่าวได้ว่าเดิมทีเขาก็เป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ ในตัวย่อมมี
กฎระเบียบฝังรากลึกด้วยไม่น้อย
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอาหารอร่อย ๆ มากมายเช่นนี้ โม่อวิ๋นเฟิงก็
โยนความส ารวมที่ควรมีทั้งหมดทิ้งไปจากสมอง
เขาคิดว่าตัวเองท าแบบนี้ก็คงน่าอายมาก แต่พอเงยหน้าขึ้นตอน
ที่กินอิ่มไปห้าส่วน กลับเห็นว่าเหล่าน้องชายก็อยู่ในสภาพเดียวกับ
เขา แม้แต่พวกเหลียงห่าวที่ปกติจะมีท่าทีเคร่งครัดต่อหน้าพวกเขาก็
ไม่ต่างกัน
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ โม่อวิ๋นเฟิงก็เข้าใจแล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ส ารวม แต่ทุกคนล้วนเป็นเหมือนเขา
ดังนั้น โม่อวิ๋นเฟิงจึงไม่มีความกังวลใด ๆ อีกต่อไป ก้มกินอาหาร
อย่างเอร็ดอร่อยต่อเหมือนกับพี่น้องคนอื่น
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่โม่อวิ๋นเฟิงเท่านั้น โม่จงหยวน โม่ชูหาน และโม่
จิ่วเยี่ยก็เคยตั้งค าถามกับตัวเองแบบเดียวกันมาก่อน
ต่อมาพวกเขาพี่น้องก็ค้นพบสาเหตุที่ท าให้ไม่อาจส ารวมเวลา
กินข้าวได้ นั่นคืออาหารในบ้านอร่อยเกินไป จนท าลายความส ารวม
ในใจพวกเขาจนหมดสิ้น
ฝ่ายสตรีดูสง่างามกว่ามาก การทานอาหารไม่รวดเร็วเทียบเท่า
ผู้ชาย แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เมื่อมื้ออาหารวันปีใหม่สิ้นสุดลง อาหาร
บนโต๊ะก็เหลือน้อยมากแล้ว
พวกสะใภ้ลุกขึ้นเก็บโต๊ะ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงหันไปมองโม่อวิ๋นเฟิง
โม่อวิ๋นเฟิงสวมเสื้อผ้าสีเข้มสั้นที่สกปรกจนแทบจ าสีไม่ได้ แม้ผม
ของเขาจะไม่ยุ่งเหยิงเท่าตอนพบกันครั้งแรกที่ทะเลสาบเกลือ แต่ก็มี
ฝุ่นเกาะเป็นชั้น
หนวดเคราบนใบหน้าขึ้นเขียวอย่างเห็นได้ชัดเจน บ่งบอกว่าเขา
ไม่ได้ดูแลตัวเองมานานแล้ว
เมื่อคิดว่าบุตรชายเคยเป็นคนรักความสะอาด แต่ตอนนี้กลับดู
สกปรกมอมแมม ฮูหยินผู้เฒ่าก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้
“อวิ๋นเฟิง ระหว่างทางเจ้าคงต้องล าบากมากใช่หรือไม่”
เมื่อเผชิญหน้ากับมารดา โม่อวิ๋นเฟิงแสดงท่าทีเคารพเป็นอย่าง
มาก
“ท่านแม่คิดมากไปแล้ว ข้าสบายดี”
แม่ลูกเพิ่งคุยกันได้ไม่กี่ประโยค สะใภ้สามก็เดินเข้ามา
“ท่านพี่ ดูสิเนื้อตัวท่านสกปรกขนาดไหน ข้าเพิ่งต้มน ้าร้อนเสร็จ
ท่านไปอาบน ้าก่อนเถอะ”
ไม่ใช่ว่าสะใภ้สามต้องการจะแย่งตัวเขาไปจากแม่สามี แต่เพราะ
นางรู้จักนิสัยรักความสะอาดของสามีดี
หากไม่ใช่เพราะรีบร้อนทานอาหาร คิดว่าสามีของนางคงจะรีบ
ไปอาบน ้าเป็นอันดับแรกแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าก็คิดเช่นเดียวกัน นางจึงพูดเสียงเบาว่า “อวิ๋นเฟิง
ไปอาบน ้าแต่งตัวก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกเราค่อยคุยกัน”
โม่อวิ๋นเฟิงรู้สึกไม่สบายตัวมานานแล้ว จึงลุกขึ้นเดินตามภรรยา
ออกไป
สะใภ้สามช่วยเตรียมเสื้อผ้าส าหรับเปลี่ยนไว้ให้เขาหลายชุดใน
เวลาว่าง ทั้งเสื้อตัวใน เสื้อตัวนอก และเสื้อกันหนาว แม้แต่รองเท้าก็
เตรียมไว้ให้หลายคู่
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม โม่อวิ๋นเฟิงก็อาบน ้าแต่งตัวเรียบร้อยและ
กลับมาที่ห้องโถงหลัก
เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก เฮ่อจือหร่านถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
นี่ยังเป็นพี่สามที่ดูรุงรังคนนั้นอีกหรือ?
ตอนนี้เขาเหมือนชายหนุ่มผู้หล่อเหลาและร ่ารวย…
พี่น้องชายสกุลโม่ส่วนใหญ่สูงเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร
และมีรูปร่างสมส่วน
ไม่ต้องเอ่ยถึงรูปโฉมของพวกเขา ทุกคนที่เฮ่อจือหร่านเคยพบ
เจอล้วนมีบุคลิกท่าทางสง่างาม
ตอนนี้พี่สามอายุเกินสามสิบปีแล้ว จึงมีกลิ่นอายความสุขุมเยือก
เย็น
เมื่อมองไปทางพี่สะใภ้สาม สายตาของนางที่มองสามีก็เต็มไป
ด้วยความรัก
ฮูหยินผู้เฒ่าชี้ที่ว่างข้างตัวนาง
“อวิ๋นเฟิง มานั่งข้างกับแม่ตรงนี้”
เห็นพี่สามนั่งลงเรียบร้อยแล้ว โม่หานเยี่ยก็รีบเข้าไปช่วยรินน ้า
ชาให้เขาถ้วยหนึ่ง
โม่อวิ๋นเฟิงรู้ว่าทุกคนมีค าถามมากมายอยากจะถาม หลังจากจิบ
ชาเล็กน้อย เขาจึงเริ่มพูดขึ้นเอง
“หลังจากข้าออกจากทะเลสาบเกลือก็มุ่งหน้าไปทางใต้ทันที่ พอ
เข้าสู่เขตหนานเจียง ข้าถึงได้พบว่าที่นั่นมีคนเลี้ยงหนอนพิษมากมาย
และคนเลี้ยงหนอนพิษล้วนเก็บตัวเงียบ เข้าออกปกติเหมือนคนทั่วไป
ไม่สามารถมองออกได้เลยว่าใครคือคนเลี้ยงหนอนพิษ”
“ต่อมาหลังจากที่ข้าสืบหาข้อมูลหลายทาง ก็ได้รู้ว่าหนานเจียงมี
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ส าหรับการเลี้ยงดูหนอนพิษชื่อว่าคฤหาสน์ซือเหมิง
พวกเขาไม่รู้ชื่อจริงของผู้ก่อตั้ง แต่ทุกคนเรียกเขาว่าปรมาจารย์
ซือเหมิง”
ได้ยินค าว่า ‘ซือเหมิง’ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ท่าทางผิดปกติของแม่สามีไม่อาจหลุดรอดสายตาของเฮ่อจือห
ร่านไปได้