ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 252 ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน
โม่จิ่วเยี่ยมองอย่างถี่ถ้วน เขารู้จักคนเหล่านี้ทุกคน
พวกเขาล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของเขา
หลายคนพลางเดินพลางพูดคุยกันไป “พวกเราไม่ได้มาคารวะ
เหล่าขุนพลสกุลโม่นานมากแล้วนะ”
“ฮ่า…นี่ไม่ใช่ความผิดของพวกเรานะ พวกเขาคอยจับตาดูพวก
เรามาก ถ้าบังเอิญถูกจับได้ว่าพวกเรามาคารวะขุนพลสกุลโม่ พวก
เขาจะต้องเอาเรื่องนี้มาหาเรื่องพวกเราแน่ ๆ”
“ถ้าไม่ใช่เพราะข้ายังมีความรักชาติอยู่บ้าง ข้าก็ไม่อยากอยู่ที่นี่
ต่อไปแล้ว”
ในขณะที่พวกเขาก าลังพูดกัน ทุกคนก็ตกตะลึงจนเงียบไป
ผ่านไปครู่ใหญ่ ทหารคนหนึ่งกลืนน ้าลายอย่างยากล าบาก แล้ว
ชี้ไปที่หลุมศพตรงหน้า เอ่ยว่า “นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ใช่ สกุลโม่จงรักภักดีมาหลายชั่วอายุคน ท าไมพอตายไปแล้ว
ยังถูกคนล่วงเกินแบบนี้?”
“ข้าได้ยินมาว่าใต้เท้าจิ่วกับครอบครัวถูกเนรเทศไปซีเป่ย ข้า
วางแผนจะหาโอกาสไปพบพวกเขา”
“สถานการณ์ของครอบครัวใต้เท้าจิ่วตอนนี้ยังไม่รู้ว่าแน่ชัด พวก
เราไปแล้วจะไม่สร้างความยุ่งยากให้พวกเขาหรือ?”
“สร้างความยุ่งยากอะไรกัน? พวกเราไปแล้วก็สามารถท างานรับ
ใช้และช่วยเหลือใต้เท้าจิ่วได้อีก ต้องเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ขนาดนั้น
เขาคนเดียวคงรับมือไม่ไหว”
“…”
ทหารหลายคนไม่อาจซ่อนสีหน้าเศร้าโศกและไม่พอใจ ค่อย ๆ
เดินเข้าไปข้างหน้า แล้วใช้มือเปล่ากลบดินหลุมฝังศพ
โม่จิ่วเยี่ยเห็นคนเหล่านี้แล้ว ในใจก็รู้สึกอยากออกไปพบพวก
เขา
แต่เขายังไม่อาจเปิดเผยตัวได้ในตอนนี้ เพราะเขาเดินทางมา
อย่างลับ ๆ เรื่องนี้ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไร่ก็ยิ่งดี
หากบรรดาอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านั้นสามารถไปซีเป่ยเพื่อ
ตามหาเขาอย่างที่ตั้งใจก็จะเป็นการดีที่สุด
ตอนนี้เงินทองทั้งหมดในท้องพระคลังอยู่กับเขาและหร่านหร่าน
การเลี้ยงดูพี่น้องที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกับตนมาไม่กี่คนย่อมไม่ใช่
ปัญหา
อีกอย่างด้วยสถานะของตนในเวลานี้ เขาคิดว่าไม่อาจช่วยเหลือ
ทหารเหล่านี้ได้มากนัก การเผยตัวตนออกไปก็ไม่มีความหมายอะไร
หลังจากเฝ้าดูอยู่สักพัก ทหารเหล่านั้นก็ยังคงกลบหลุมฝังศพอยู่
เฮ่อจือหร่านขอความเห็นจากเขาด้วยสายตา แล้วทั้งสองคนก็หายตัว
เข้าไปในพื้นที่มิติ
เฮ่อจือหร่านกล่าวว่า “สิ่งแรกที่ต้องท าคือการตรวจดีเอ็นเอ”
ผลการตรวจที่ได้กลับมาท าให้ทั้งสองรู้สึกตกใจ
การเปรียบเทียบดีเอ็นเอทั้งสามชุดแสดงให้เห็นว่าศพเหล่านี้ไม่มี
ความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับโม่จิ่วเยี่ย
นี่หมายความว่าอะไร?
หมายความว่าพี่ชายทั้งสามคนนี้อาจจะยังมีชีวิตอยู่…
โม่จิ่วเยี่ยยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาคิดไม่ออกว่าท าไมพี่น้องใน
ครอบครัวถึงหายตัวไปทีละคน มีแผนการอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่อง
นี้กันแน่?
ถ้าคนลึกลับคนนั้นเป็นคนที่มารดาเคยพูดถึงว่าผู้ที่หลงรักหยวน
เหมิง การที่เขาท าเรื่องเช่นนี้กับคนในสกุลโม่ก็สมเหตุสมผล เขา
ต้องการแก้แค้นให้คนรัก
แต่วิธีการแก้แค้นนี้ช่างวิปริตเหลือเกิน แสดงให้เห็นถึงความ
มืดมนในจิตใจของคนผู้นั้น
อย่างไรก็ตาม การพบว่าพี่ชายทั้งหลายไม่ได้เสียชีวิตในสนาม
รบก็ถือเป็นเรื่องดี มันหมายความว่าพวกเขามีโอกาสที่จะมีชีวิตรอด
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าตนเองมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่รออยู่เบื้อง
หน้า เขาไม่เพียงต้องตามหาพี่ใหญ่และพี่รอง แต่ยังต้องพยายามสืบ
หาร่องรอยของพี่ชายคนอื่นด้วย
เมื่อพิจารณาถึงแก่นแท้แล้ว ทางลัดเพียงหนึ่งเดียวก็คือการตา
มหาบุคคลลึกลับผู้นั้น
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เฮ่อจือหร่านเองก็ไม่คิดจะหยุดมือ
“ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว พวกเราจะตรวจสอบหลุมศพของท่านพ่อ
ด้วยหรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยคิดเรื่องนี้อยู่เช่นกัน บัดนี้เขาได้พิสูจน์แล้วว่าศพที่ฝัง
อยู่ในหลุมเหล่านั้นไม่ใช่คนของสกุลโม่ แม้เขาจะถูกตราหน้าว่าเป็น
ลูกอกตัญญูก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจ
“ได้ รอดูก่อนว่าคนพวกนั้นจากไปหรือยัง”
ทั้งสองเข้ามาในพื้นที่มิติจากบนต้นไม้ โม่จิ่วเยี่ยกังวลว่าเฮ่อจือห
ร่านจะออกไปผิดต าแหน่ง จึงรีบโอบเอวนางไว้เหมือนตอนที่เพิ่งเข้า
มา
ทั้งสองปรากฏตัวบนต้นไม้ใหญ่พร้อมกัน เห็นเงาด้านหลังของ
ทหารหลายนายที่ก าลังจากไปพอดี
รอจนคนเหล่านั้นเดินห่างออกไปแล้ว ทั้งสองจึงมาที่หน้าหลุม
ศพของนายท่านผู้เฒ่าโม่
โม่จิ่วเยี่ยคุกเข่าโขกศีรษะอีกครั้ง
“ท่านพ่อ ลูกชายท่านอกตัญญู แต่เพื่อพิสูจน์ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่
หรือไม่ ลูกอกตัญญูคนนี้ขออภัยที่ต้องล่วงเกินท่าน”
หลังจากพูดจบโม่จิ่วเยี่ยก็ลุกขึ้นยืน จากการสังเกตเมื่อครู่ เขา
เรียนรู้วิธีควบคุมรถขุดเล็กได้แล้ว ดังนั้นเขาจึงเริ่มด าเนินการด้วย
ตนเองโดยไม่ต้องให้เฮ่อจือหร่านเป็นคนลงมือ
ครึ่งชั่วยามต่อมา ในพื้นที่มิติ
“หร่านหร่าน เจ้าไม่ได้ตรวจผิดพลาดใช่หรือไม่? นี่ไม่ใช่ศพของ
ท่านพ่อหรือ?”
เฮ่อจือหร่านพูดด้วยน ้าเสียงหนักแน่น “แน่นอนว่าไม่ผิด ข้า
สามารถบอกท่านได้อย่างมั่นใจว่า ศพในหลุมศพนี้ไม่มีความ
เกี่ยวพันทางสายเลือดกับท่านเลย”
โม่จิ่วเยี่ยตกตะลึงทันที่ หากพูดว่าพวกพี่ชายหายตัวไปอย่าง
ลึกลับ เขายังพอจะเข้าใจ แต่บิดาของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว
เช่นนั้นเขาอยู่ที่ไหนกันแน่?
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านรู้เพียงว่าชะตากรรมของคนสกุลโม่ช่างน่า
เศร้าเหลือเกิน แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่สามารถหาร่องรอยได้ทั้งหมด แต่
จากสถานการณ์ของเหล่าพี่ชายที่พวกนางพบ ดูท่าพวกเขาจะยังมี
ชีวิตอยู่ทั้งหมด
เมื่อเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ แม้ว่าโม่จิ่วเยี่ยจะเป็นคนใจเย็นและ
สงบนิ่งเพียงใด แต่ตอนนี้สมองของเขาก็ว่างเปล่าไปหมด
เฮ่อจือหร่านเข้าใจความรู้สึกของเขา การรู้ว่าคนในครอบครัวยัง
มีชีวิตอยู่เป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้ไม่มีร่องรอยเลย กระทั่งเบาะแสในการ
ค้นหาก็ยังไม่มี
นางก้าวไปข้างหน้า คล้องแขนของโม่จิ่วเยี่ยไว้ พลางพูดเบา ๆ
ว่า “ในเมื่อพวกเรามาถึงหนานเจียงแล้ว ก็เริ่มหาเบาะแสจากที่นี่กัน
ก่อนเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “อืม ตอนนี้เราท าได้แค่นี้เท่านั้น”
ความจริงแล้วเฮ่อจือหร่านไม่รู้ว่าตอนนี้หัวใจของเขาแตกสลาย
เขานึกไม่ออกว่าเวลานี้บิดาและพี่ชายของเขาจะตกอยู่ใน
สถานการณ์เช่นไร สภาพอันน่าสยดสยองของพี่สาม พี่ห้า และพี่
แปดยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจ า
เขาก ามือแน่น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตามหาบิดาและพี่ชายที่
หายไปให้เจอ
เฮ่อจือหร่านมองนาฬิกาแขวนบนผนัง ตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น
แล้ว
เมื่อเข้าสู่เขตแดนหนานเจียงจ าเป็นต้องเคลื่อนไหวในตอน
กลางคืน นางเข้าไปในครัวและท าอาหารง่าย ๆ สองอย่าง ทั้งสองทาน
อาหารเรียบง่ายนั้นด้วยกัน
ก่อนออกจากพื้นที่มิติ พวกเขาปลอมตัวอีกครั้ง โม่จิ่วเยี่ยกลับ
มาเป็นชายอัปลักษณ์ไว้หนวดเครา
ยามนี้เฮ่อจือหร่านค่อนข้างเคร่งเครียด แต่พอเห็นโม่จิ่วเยี่ยใน
สภาพเช่นนี้ นางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
นางรีบเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษอย่างรวดเร็ว แล้วจับมือโม่จิ่วเยี่ยออก
จากพื้นที่มิติไปด้วยกัน
เพื่อปกปิดสายตาผู้คน โม่จิ่วเยี่ยเริ่มจากการกลบหลุมศพที่ขุด
ขึ้นมาให้เรียบร้อย จากนั้นทั้งคู่จึงจับมือกันเดินลงเขาไป
เวลาเพิ่งจะพลบค ่า สองสามีภรรยาก็มาถึงทางเข้าเขตหนาน
เจียงแล้ว
อาจเป็นเพราะสงครามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงนี้ ท าให้ทางเข้า
เขตหนานเจียงมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และแทบไม่
เห็นผู้คนสัญจรไปมา
โม่จิ่วเยี่ยจูงเฮ่อจือหร่านกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ แล้ว
อธิบายเบา ๆ ให้นางฟัง
“ชาวเขตหนานเจียงระวังตัวมาก ช่วงที่มีสงครามบ่อยครั้ง เพื่อ
ป้องกันสายลับแฝงตัวเข้ามา พวกเขาจะส่งทหารจ านวนมากมาเฝ้า
ตรงทางเข้า”
เฮ่อจือหร่านหยิบกล้องส่องทางไกลออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วมอง
ไปทางทางเข้าเขต
เป็นไปตามที่โม่จิ่วเยี่ยบอกจริง ๆ พวกเขาเห็นทหารลาดตระเวน
หลายกองถืออาวุธเดินไปมาอยู่นอกทางเข้า
นี่เป็นเพียงสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แต่เมื่อมองไปไกลกว่านั้น
ยังมีทหารเกือบพันนาย ไม่ใช่แค่เท่านั้น ยังมีกองก าลังพลอีก
ประมาณห้าสิบคน แต่ละคนจูงสุนัขไว้หนึ่งตัว
สุนัขเหล่านั้นมีรูปร่างคล้ายสุนัขพันธุ์มาลินอยส์ในชาติก่อน ดู
ไม่ใหญ่มาก แต่ดุร้ายมาก
การรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขนาดนี้ พวกเขาต้องผ่าน
อุปสรรคมากมาถึงจะเข้าไปในเขตหนานเจียงได้ส าเร็จ
ไม่แปลกใจเลยที่โม่จิ่วเยี่ยเสนอให้รอเวลาดึกก่อนแล้วค่อย
หาทางลอบเข้าไป