ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 260 โม่ซิวเหยียน
โม่จิ่วเยี่ยลุกขึ้น แล้วเคำะบนโต๊ะตรงตำแหน่งที่ตรงกับก้อนเหล็ก
ด้านล่ำง
เฮ่อจือหร่านมองเห็นชัดจากใต้โต๊ะ เขำเพียงแค่เคำะไม่กี่ครั้ง
บริเวณที่ก้อนเหล็กติดกับพื้นโต๊ะก็เริ่มมีรอยแยกเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น
“ท่านเคำะอีกหน่อย”
โม่จิ่วเยี่ยรับคำ แล้วเคำะบนโต๊ะอีกครั้ง
“เป็นอย่ำงไรบ้ำง?”
“ยังไม่ขยับ ท่านลองเปลี่ยนตำแหน่งเคำะไปทีละนิดดู” เฮ่อจือห
ร่านเตือน
โม่จิ่วเยี่ยเคำะโต๊ะต่อไป การเคลื่อนไหวไม่เร็วนัก ทุก ๆ สามครั้ง
ที่เคำะเขำมักจะถำมความเป็นไป
เฮ่อจือหร่านจ้องก้อนเหล็กเขม็ง
“อย่ำเพิ่งขยับ น่ำจะตรงนี้แหละ ท่านเคำะต่อไปเรื่อย ๆ”
นางเห็นกับตำว่า ก้อนเหล็กแยกออกจากพื้นโต๊ะมากขึ้น
เล็กน้อย
โม่จิ่วเยี่ยเคำะตรงตำแหน่งนั้นอีกสามครั้ง แล้วก็อีกสามครั้ง…
ก้อนเหล็กค่อย ๆ แยกออกจากพื้นโต๊ะ สิ่งที่ยื่นมาคือแท่งเหล็ก
ขนาดเท่ำข้อมือ
บนแท่งเหล็กมีปุ่มหนึ่ง เฮ่อจือหร่านลองกดมันดู
ได้ยินเสียงตุบดังขึ้นในห้องที่เงียบสงัด ชั้นหนังสือที่ไม่เคยขยับ
เขยื้อนพลันค่อย ๆ เลื่อนออกจากกัน
กลิ่นเหม็นฉุนแพร่กระจำยออกมาในตอนที่ชั้นหนังสือเปิดออก
ทันที…
โม่จิ่วเยี่ยรับไฟฉำยจากมือเฮ่อจือหร่าน เดินนาเข้าไปตรง
ทำงเข้าเป็นคนแรก
นี่เป็นห้องเล็ก ๆ รอบด้านไม่มีอะไรตกแต่ง มุมห้องมีเตียงอยู่หนึ่ง
หลัง
บนเตียงนั้นมีคนนอนกำลังราบอยู่ หากไม่เห็นหน้ำอกที่
กระเพื่อมขึ้นลง ก็อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นศพ
โม่จิ่วเยี่ยถำมเสียงเข้ม “เจ้ำเป็นใคร?”
โม่ซิวเหยียนคิดว่าเป็นคนพวกนั้นกลับมาเยาะเย้ยเขำอีกครั้ง
พอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงหลับตำลง
ตอนนี้เขำเป็นเพียงคนพิการ แม้แต่การร้องขอตำยก็เป็นเรื่อง
เกินเอื้อม
ในห้องมืดมิดไร้แสงสว่างนี้ เขำไม่รู้ว่าตัวเองถูกขังมานาน
เท่ำไหร่แล้ว ทุกครั้งที่คนพวกนั้นเข้ามา นอกจากจะโยนอาหารและ
น้ำให้เขำ เวลาที่เหลือก็มีแต่ดูถูกเหยียดหยามเขำ
เรื่องแบบนี้โม่ซิวเหยียนเคยชินแล้ว เขำแค่หวังว่าคนพวกนั้นจะ
ลงมือให้หนักตอนทรมานเขำ ตนเองจะได้หลุดพ้นจากที่นี่เร็ว ๆ
ทว่าเสียงนี้กลับทำให้เขำเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่ำงน่ำประหลาด
แต่เขำไม่เคยคิดเลยว่าอีกฝ่ำยจะเป็นน้องเก้ำ คิดแค่ว่าตนเอง
คิดถึงครอบครัวมากเกินไปจึงเกิดภำพหลอน
สติของเขำเอาชนะความรู้สึกภายในได้อย่ำงรวดเร็ว นี่ต้องเป็น
คนที่มาใหม่แน่ ๆ จึงรู้สึกแปลกหูตอนที่ได้ยินเสียงครั้งแรกเท่านั้น
ดังนั้นโม่ซิวเหยียนจึงไม่ตอบ แต่ยังคงหลับตำต่อไป รอคอยการ
ทรมานที่อาจจะเกิดขึ้น
อย่ำงไรก็ตำม เขำรออยู่นาน แต่สิ่งที่ควรจะเกิดกลับไม่เกิด
โม่จิ่วเยี่ยจูงมือเฮ่อจือหร่านมาอยู่ข้างเตียงเขำแล้ว
แสงสว่างจ้ำของไฟฉำยทำให้โม่ซิวเหยียนต้องลืมตำขึ้น
เขำไม่ได้เห็นแสงสว่างมาหลายปี จึงต้องหรี่ตำลงเมื่อถูกแสงของ
ไฟฉำยที่สว่างจ้ำส่องใส่
การทรมานหลายปีทำให้โม่ซิวเหยียนไม่เหลือสภำพเดิมอีก
ต่อไป ในสายตำของโม่จิ่วเยี่ย คนตรงหน้ำผมเผ้ำยุ่งเหยิง เคราที่รก
รุงรังมีสิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรติดอยู่มากมาย
เบ้ำตำลึก กระดูกหน้ำผำกนูนออกมา หากไม่ใช่เพราะเขำยังมี
ลมหายใจอยู่ ก็คงเป็นเหมือนศพที่แห้งตำยเลยทีเดียว
แม้จะเป็นเช่นนั้น โม่จิ่วเยี่ยก็ยังสังเกตเค้ำโครงหน้ำของคนผู้นี้ได้
เขำลองถำมอย่ำงระแวดระวัง “พี่สี่หรือ?”
ขณะถำม เขำก็เห็นว่าพี่สี่ลืมตำไม่ขึ้นเพราะแสงที่จ้ำเกินไป จึง
หันไฟฉำยไปทำงอื่น
หากโม่ซิวเหยียนคิดว่าการได้ยินเสียงนี้เป็นภำพลวงตำ ตอนนี้
โม่จิ่วเยี่ยก็เรียกเขำว่าพี่สี่แล้ว ไม่มีทำงที่เขำจะยังคงคิดว่ามันไม่ใช่
ความจริง
“น้องเก้ำ เจ้ำคือน้องเก้ำจริง ๆ หรือ?”
โม่จิ่วเยี่ยเรียกแบบนั้นก็เพื่อทดสอบเช่นกัน เพราะตอนนี้โม่ซิวเห
ยียนมีรูปร่ำงหน้ำตำแตกต่ำงไปจากความทรงจำของเขำมาก
เฮ่อจือหร่านรู้สึกได้ว่า โม่จิ่วเยี่ยกำลังสั่นไปทั้งตัว
เขำย่อตัวลงหน้ำเตียง เอื้อมมือสั่นเทำไปสัมผัสโม่ซิวเหยียน
ร่างกายของโม่ซิวเหยียนอยากจะหลบตำยสัญชำตญำณ แต่น่ำ
เสียดำยที่เขำไม่มีแรง
“น้องเก้ำ อย่ำ…อย่ำแตะตัวข้า ตัวข้าสกปรก”
จริง ๆ แล้ว เสื้อผ้ำบนตัวโม่ซิวเหยียนขำดวิ่นจนแทบไม่เหลือ
สภำพ ทั้งยังดูสกปรกเป็นมัน บนนั้นยังเปื้อนคราบสกปรกที่ไม่รู้ที่มา
อีกมากมาย
โม่จิ่วเยี่ยกลับไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย เขำยังคงเอื้อมมือต่อไป
เมื่อเขำสัมผัสร่ำงของโม่ซิวเหยียน หัวใจเขำก็เจ็บปวดราวกับ
กำลังแตกสลาย
“พี่สี่ ทำไมท่านถึงผ่ำยผอมขนาดนี้?”
เพียงแค่เห็นรูปร่ำงของโม่ซิวเหยียนก็ดูผอมโซเหมือนต้นไม้แห้ง
เหี่ยวแล้ว พอได้สัมผัสจริง ๆ มันยิ่งทำให้โม่จิ่วเยี่ยยอมรับไม่ได้
โม่ซิวเหยียนพยายามฝืนยิ้มออกมา “การที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ได้ถึง
ตอนนี้ ก็นับเป็นเมตตำจากสวรรค์แล้ว”
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะซักถำมรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่โม่ซิวเห
ยียนประสบมา เฮ่อจือหร่านจึงเตือนว่า “ท่านพี่ ให้ข้าตรวจร่างกายพี่
สี่ก่อนเถอะ”
นางพูดพลางเดินมาที่ข้างเตียง
ได้ยินนางเรียกน้องชายตนเองว่า “ท่านพี่” ด้วยท่ำทีเช่นนี้ โม่ซิว
เหยียนก็รู้ทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้คือน้องสะใภ้ของเขำ
ร่างกายของเขำสกปรกมอมแมม ยังจะยอมให้น้องสะใภ้เก้ำมา
ช่วยตรวจได้อย่ำงไร
โม่ซิวเหยียนรีบพูดว่า “น้องสะใภ้ ข้าขอเล่ำให้เจ้ำฟังเอง…”
เขำหยุดไปชั่วครู่ แล้วพูดอย่ำงอ่อนแรงว่า “ขำทั้งสองข้างของข้า
หัก เส้นเอ็นที่มือถูกตัดขำด ส่วนที่เหลือก็ยังดีอยู่”
ส่วนที่เหลือยังดีอยู่อย่ำงนั้นหรือ?
ร่างกายที่ผอมโซเช่นนี้ จะเรียกว่า “ยังดีอยู่” ได้อย่ำงไรกัน?
เฮ่อจือหร่านมาอยู่ในโลกยุคนี้ได้ครึ่งปีกว่าแล้ว นางจึงเข้าใจ
ความคิดของคนโบราณอย่ำงถ่องแท้
โดยเฉพำะเรื่องระหว่างพี่น้องชายของสามีกับสะใภ้ที่หลีกเลี่ยง
การใกล้ชิดกัน
สภำพในยามนี้ของโม่ซิวเหยียนไม่ได้ดีอย่ำงที่เขำพูด หาก
ต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม ยังต้องใช้เครื่องมือทำงการแพทย์ที่
ทันสมัยในพื้นที่มิติของนาง
ดังนั้น เฮ่อจือหร่านจึงไม่ได้บังคับจะตรวจร่างกายโม่ซิวเหยียน
นางคิดว่าหลังจากสองพี่น้องคุยกันสักพัก ก็จะฉีดยาสลบให้โม่
ซิวเหยียนเพื่อพำเขำเข้าไปพื้นที่มิติในสภำพหมดสติ
ไม่ว่าจะเป็นการตรวจร่างกายหรือออกไปจากที่นี่ โม่ซิวเหยียน
ล้วนจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่มิติก่อน
โม่ซิวเหยียนเห็นว่าน้องสะใภ้เก้ำไม่มีการเคลื่อนไหวอีก ความ
เคร่งเครียดของเขำจึงผ่อนคลายลงบ้ำง
เขำหัวเราะเยาะตัวเองสองสามครั้ง แล้วพูดว่า “พี่สี่อย่ำงข้า
กลายเป็นคนพิการไปแล้ว การได้เจอคนในครอบครัวตอนที่ยังมีชีวิต
อยู่ก็พอใจมาก ส่วนร่างกายของข้า ต่อให้เป็นเทพเซียนที่เก่งกำจ
ที่สุดก็คงรักษำไม่ได้”
ภายใต้แสงไฟฉำย เฮ่อจือหร่านเห็นได้ว่าในดวงตาของโม่ซิวเห
ยียนเต็มไปด้วยความผิดหวังชวนให้ใจสลาย
หากเป็นใครที่ถูกขังอยู่ในห้องมืดเช่นนี้ คงคิดถึงความตำยอยู่
ทุกเมื่อ
“พี่สี่ ท่านเชื่อข้าสิ ข้าจะต้องหาวิธีรักษำท่านให้หายแน่นอน”
เมื่อได้ยินภรรยาพูดเช่นนั้น โม่จิ่วเยี่ยอดถำมต่อไม่ได้ “หร่านห
ร่าน เจ้ำสามารถรักษำร่างกายของพี่สี่ให้หายได้จริง ๆ หรือ?”
เขำรู้ว่าภรรยามีฝีมือทำงการแพทย์สูง แต่สภำพของพี่สี่ไม่ใช่แค่
อาการเจ็บป่วยธรรมดำ
ขำที่หักนั้นมีโอกำสที่จะต่อกลับได้ แน่นอนว่าก็เป็นเพียงความ
น่ำจะเป็นเท่านั้น
พี่สี่หายตัวไปหลายปี คงจะบาดเจ็บที่ขำมานานแล้ว ไม่ต้องพูด
ถึงว่าบาดเจ็บรุนแรงแค่ไหน แค่พูดถึงยุคสมัยนี้ เขำก็ยังไม่เคยได้ยิน
ว่าใครสามารถรักษำมันให้หายได้
อีกทั้งเส้นเอ็นข้อมือของพี่สี่ก็ถูกตัดขำด ตำมความเข้าใจของโม่
จิ่วเยี่ยแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจรักษำให้หายได้เช่นกัน