ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 284 มีคนอยู่บนก าแพงเมือง
ซุ่นจือสามารถอ่านริมฝีปากได้ แต่โม่จิ่วเยี่ยไม่คิดจะสื่อสารกับ
เขา
เพราะเขาเข้าใจเหตุผลที่ซุ่นจือท าเช่นนี้แล้ว
ใต้ภาพวาดของหลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์มีตัวอักษรขนาดใหญ่
เขียนไว้ชัดเจนว่า ‘ผู้ที่ให้ข้อมูลจะได้รับรางวัลเงินหนึ่งร้อยต าลึง’
คงเป็นเพราะเงินรางวัลหนึ่งร้อยต าลึงนี้ที่ท าให้ซุ่นจือท าเช่นนี้
แต่เดิมพวกเขาตั้งใจว่าเมื่อออกจากหนานเจียงก็จะคืนสัญญา
ขายตัวให้เขา ใครจะรู้ว่าเขากลับท าเรื่องทรยศเจ้านายเพื่อแสวงหา
ผลประโยชน์เช่นนี้
ดูท่าว่าคงจะไม่อาจไว้ชีวิตซุ่นจือได้อีกต่อไป
โม่จิ่วเยี่ยจัดการปลิดชีวิตของซุ่นจือในครั้งเดียว จากนั้นก็น าศพ
ของเขาพร้อมกับศพทหารอีกสามนายเข้าไปในลานบ้าน
ขอเพียงไม่มีใครพบความผิดปกติก่อนที่พวกเขาจะจากไปก็พอ
หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสองก็พาโม่จิ่นเหนียนที่ยังหมด
สติเข้าบ้านไปด้วยกัน
การปรากฏตัวของโม่จิ่นเหนียน ท าให้พี่สี่และพี่เจ็ดตกตะลึง
โดยเฉพาะพี่เจ็ด เขาและพี่หกประสบเหตุด้วยกัน บัดนี้พี่น้องได้
พบกันอีกครั้ง แต่กลับเป็นในสถานการณ์เช่นนี้
“น้องเก้า พวกเจ้าไปพบพี่หกที่ไหน?”
โม่จิ่วเยี่ยเล่าเรื่องราวการพบเจอพี่หกและการสังหารจักรพรรดิ
หนานเจียงอย่างคร่าว ๆ จากนั้นก็กล่าวว่า “พี่สี่ พี่เจ็ด ตอนนี้
จักรพรรดิหนานเจียงสิ้นชีพแล้ว หนานเจียงคงต้องตกอยู่ในวุ่นวาย
แน่ พวกเราต้องฉวยโอกาสนี้หนีออกไปจากที่นี่”
พี่สี่กับพี่เจ็ดต่างเห็นด้วยกับความคิดของเขา แต่พอนึกถึงสภาพ
ของตัวเองในตอนนี้ ก็หมดความมั่นใจทันที่
พี่เจ็ดถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “น้องเก้า ถึงแม้หนานเจียงจะ
วุ่นวาย แต่เจ้ากับน้องสะใภ้เก้าก็หนีไปได้ หากพาข้ากับพี่สี่ไปด้วยก็
คงไม่ง่าย ทั้งพวกเรายังจะเป็นภาระให้เจ้ากับน้องสะใภ้เก้าอีก”
ความจริงเฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยได้วางแผนวิธีหลบหนีเอาไว้
แล้ว ตามหลักแล้วมันคือการอาศัยพื้นที่มิติของนาง เพียงแต่วิธีนี้ไม่
สามารถอธิบายให้พี่ชายทั้งสองเข้าใจได้
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้อธิบายอะไรมากมาย
“พวกท่านวางใจได้ ข้ากับหร่านหร่านคิดวิธีพาพวกท่านหนี
ออกไปไว้แล้ว”
พี่สี่และพี่เจ็ดเห็นเขาพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้คัดค้านอีก
เวลาไม่คอยท่า พวกเขาควรรีบออกจากที่นี่ก่อนที่หนานเจียงจะ
เกิดความวุ่นวาย
ตอนนี้เหล่าพี่ชายต่างก็มีสติดีแล้ว เฮ่อจือหร่านกล่าวขณะหยิบ
เข็มเงินออกมาว่า “พี่สี่ พี่เจ็ด ข้าจะช่วยรักษาพวกท่านก่อนนะเจ้า
คะ”
ไม่รอให้พี่ชายทั้งสองตอบรับ เฮ่อจือหร่านก็ฝังเข็มลงบนจุด
ฝังเข็มของทั้งสองแล้ว
ไม่นานพวกเขาก็จมสู่ห้วงนิทรา เฮ่อจือหร่านยังฝังเข็มให้พี่หก
อีกคน แล้วพาทุกคนเข้าไปในพื้นที่มิติ
นางรีบเรียกหลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์มา และใช้วิธีฝังเข็มให้พวก
นางสลบแล้วส่งตัวเข้าพื้นที่มิติ
นางกับโม่จิ่วเยี่ยตามเข้าไป เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ ทั้งคู่ทาน
อาหารเล็กน้อยก่อนจะออกไปจากเมืองหลวง
ยามนี้เป็นเวลาเข้าเฝ้าตอนเช้าพอดี
ขุนนางทั้งหมดในราชส านักหนานเจียงต่างมองหน้ากันไปมาอยู่
ในท้องพระโรง
พวกเขาไม่เข้าใจว่าท าไมวันนี้จักรพรรดิหนานเจียงถึงไม่มาที่นี่
ในตอนเช้า
ขณะเดียวกัน ฝ่ายในของวังหลวงหนานเจียงก็วุ่นวายไป
หมดแล้ว
องครักษ์ประจ าพระองค์และขันทีของจักรพรรดิหนานเจียงทยอย
ตื่นขึ้นมา ก่อนจะพบว่าจักรพรรดิหายตัวไป
จักรพรรดินีหายตัวไปแล้ว บัดนี้องค์จักรพรรดิก็หายตัวไปอีก
ทุกคนจึงไม่รู้ว่าควรจะแจ้งข่าวนี้ให้ใครทราบ
ด้วยความจนใจ หัวหน้าขันทีจ าต้องฝืนใจไปที่ท้องพระโรง
เรื่องนี้ส าคัญมาก ขันทีไม่กล้าประกาศให้ทั่วไปทราบ จึงได้แต่
แจ้งเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทก่อน
เมื่อองค์รัชทายาทได้ยินว่าพระบิดาหายตัวไป ในใจก็รู้สึกยินดี
มาก แต่เขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าออกมา
เขาหวังเพียงว่าพระบิดาจะหายตัวไปตลอดกาล เช่นนี้แล้ว
ตนเองก็จะสามารถสืบทอดบัลลังก์ได้อย่างชอบธรรม
ขณะที่องค์รัชทายาทก าลังคิดถึงอนาคตของตนเองอยู่นั้นก็มีคน
รีบร้อนมาสอบถาม
“องค์รัชทายาท องค์จักรพรรดิเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”
องค์รัชทายาทประกาศข่าวการหายตัวไปของพระบิดาให้ทุกคนรู้
ทันที่
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น เขาจึงจะได้เป็นผู้ครองแคว้นที่แท้จริง
แน่นอนว่าหลังจากที่เขาประกาศเรื่องนี้ออกไป ทุกคนต่างก็
เรียกร้องให้องค์รัชทายาทเป็นผู้น าในการจัดการสถานการณ์
โดยรวม
แม้ว่ารัชทายาทจะไม่หวังให้จักรพรรดิหนานเจียงกลับมาอีก แต่
ก็ต้องแสดงท่าทีให้เหมาะสม
เขาออกค าสั่งส่งทหารทั้งหมดในเมืองรวมถึงองครักษ์ออกไปปิด
ล้อมเมืองหลวง ไม่ยอมให้พวกกบฏหนีรอดไปได้
……
โชคดีที่โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านเคลื่อนไหวรวดเร็ว ทั้งสองเพิ่ง
เดินมาถึงประตูเมืองก็มีทหารจ านวนมากรีบมาที่นี่
ทหารยามที่เฝ้าประตูเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็รู้ว่าอาจมีเรื่องใหญ่
เกิดขึ้น จึงรีบปิดประตูเมืองทันที่
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านสบตากัน รู้ดีว่าการออกจากเมืองอย่าง
เปิดเผยคงท าไม่ได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม พวกเขาจ าเป็นต้องออกไปในขณะที่ทหารจ านวน
มากก าลังเฝ้าประตูเมืองอยู่ ถึงจะปลอดภัยที่สุด
“หร่านหร่าน ข้าจะอุ้มเจ้าให้ดี แล้วพวกเราจะกระโดดข้าม
ก าแพงเมืองออกไป”
เฮ่อจือหร่านมองหน้าท้องแบนราบของตัวเองโดยไม่รู้ตัว แล้ว
พยักหน้าตอบว่า “ได้”
ยามนี้นางก็มีคนที่ต้องปกป้องแล้ว จึงต้องระมัดระวังทุกการ
กระท าให้มากยิ่งขึ้น
แต่ตอนนี้เป็นเวลากลางวันแสก ๆ ถึงแม้วรยุทธ์ของโม่จิ่วเยี่ยจะ
ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่การเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้ก็ย่อมดึงดูดความ
สนใจของเหล่าทหารได้
เขาอุ้มเฮ่อจือหร่านแล้วกระโดดขึ้นก าแพงเมืองในครั้งเดียว ก่อน
จะมีคนตะโกนว่า “เร็วเข้า! ยิงธนู! มีคนอยู่บนก าแพงเมือง”
โม่จิ่วเยี่ยได้ยินเสียงตะโกน สิ่งแรกที่เขาท าคือการปกป้องเฮ่อจื
อหร่านพร้อมกับเร่งความเร็วขึ้น
เฮ่อจือหร่านเห็นท่าไม่ดีจึงนึกขึ้นได้และพาโม่จิ่วเยี่ยเข้าสู่พื้นที่
มิติ
ในสภาวะเช่นนี้ นางไม่อยากเสี่ยงท าอะไรทั้งสิ้น
ทหารหนานเจียงเห็นกับตาว่าสองคนบนก าแพงเมืองหายวับไป
ต่างคิดว่าตัวเองเห็นภาพหลอนจึงขยี้ตาไม่หยุด
คนเป็น ๆ สองคนหายไปอย่างชัดเจนเช่นนี้ หากไม่ใช่เวลา
กลางวันแสก ๆ พวกเขาคงคิดว่าตัวเองเห็นผีเสียแล้ว
หลังถูกดึงเข้าไปในพื้นที่มิติ โม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน
แต่ตอนนี้สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือสภาพร่างกายของภรรยา
“หร่านหร่าน เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
“ข้าสบายดี อย่ากังวลไปเลย” เฮ่อจือหร่านตอบเสียงนุ่มนวล
ที่นี่เป็นจุดส าคัญในการหลบหนีของพวกเขา จะเกิด
ข้อผิดพลาดใด ๆ ไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อครู่ตอนที่พวกเขาอยู่บนก าแพงเมือง ทหารหลายคนได้เห็น
พวกเขาแล้ว ดังนั้นเฮ่อจือหร่านจึงเปลี่ยนชุดของพวกเขาใหม่
เสื้อคลุมสีเทาที่โม่จิ่วเยี่ยสวมอยู่เดิมถูกเปลี่ยนเป็นสีเขียว ส่วน
เฮ่อจือหร่านก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสีสันสดใส
ทั้งสองอยู่ในพื้นที่มิติสักพัก ก่อนจะออกมาอีกครั้ง
การกระท าของพวกเขาเมื่อครู่ท าให้ทหารจ านวนมากออกไล่ล่า
ตามไปถึงนอกเมือง
เมื่อปรากฏตัวบนก าแพงเมืองอีกครั้ง ก็ไม่มีทหารเฝ้าอยู่มากมาย
เหมือนเดิมแล้ว ทั้งคู่กระโดดลงจากก าแพงเมืองอย่างรวดเร็ว แล้ว
เดินปะปนไปกับฝูงชนอย่างเป็นธรรมชาติ
การเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นวิธีซ่อนตัวที่ดีจริง ๆ
ตอนนั้นเหล่าทหารบนก าแพงเมืองเห็นแค่เพียงสีเสื้อผ้าของพวก
เขาเท่านั้น จึงต้องอาศัยเพียงเบาะแสนี้เพื่อออกค้นหาที่นอกเมือง
แต่เดิมถนนสายหลักของนอกเมืองยังมีชาวบ้านอยู่บ้าง ทว่า
เพราะมีกลุ่มทหารปรากฏตัวขึ้น ท าให้ชาวบ้านต่างพากันหลบซ่อน
ไป
พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกัน ด้วยกลัวว่าจะพัวพันมาถึงตัวเอง
หากไม่มีธุระส าคัญอะไรก็ไม่กล้าอยู่ต่อ
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านเดินก้มหน้าไปตลอดทาง เลียนแบบ
ท่าทางการหนีอย่างตื่นตระหนกของชาวบ้านเหล่านั้น
ระหว่างทางก็เจอทหารซักถามสองสามครั้ง แต่ก็ผ่านไปได้อย่าง
ปลอดภัย
กว่าหนึ่งชั่วยาม พวกเขาเดินทางอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็มาถึง
ทางเข้าเมืองถัดไป
บทที่ 285 ลูกของพวกเราแข็งแรงดี
บางทีทหารหนานเจียงอาจไม่คิดว่าพวกเขาจะหนีเร็วขนาดนี้
ข่าวการปิดล้อมเมืองหลวงจึงยังส่งมาไม่ถึงที่นี่ ท าให้เมืองแห่งนี้ดูสงบ
เงียบมาก
กระทั่งทั้งสองก็ไม่คิดว่าการเดินทางออกจากเมืองหลวงจะราบรื่น
ขนาดนี้
ขากลับมีคนเพิ่มขึ้นมาหลายคน รถคันใหญ่ของพวกเขาไม่
สามารถใช้การต่อไปได้ โชคดีที่เฮ่อจือหร่านเลี้ยงม้าไว้ในพื้นที่มิติมา
ก่อน ตอนนี้จึงได้ใช้ประโยชน์พอดี
ส่วนรถม้าก็ไม่ต้องกังวล ขอแค่มีไม้นางก็สามารถสร้างมันได้
ด้วยแผงควบคุม
นางสร้างรถม้าสองคันตามแบบของยุคนี้เรียบร้อยแล้ว โม่จิ่ว
เยี่ยจึงน ามาผูกม้าเข้ากับรถ
ตัวรถม้ามีความพิเศษ ภายนอกดูเรียบง่าย นอกจากที่มันจะไม่มี
หน้าต่างแล้ว ประตูรถยังสามารถลงกลอนได้ ส่วนอื่น ๆ ก็แทบไม่ต่าง
จากรถม้าทั่วไปในยุคนี้ แต่ภายในกลับมีความพิเศษกว่า
เพราะค านึงถึงสภาพร่างกายของพี่สี่และพี่เจ็ดที่ไม่เหมาะจะเดิน
ทางไกล หากรถม้านั่งไม่สบาย นางก็ไม่กล้ารับรองว่าพวกเขาสอง
คนจะมีชีวิตรอดไปถึงซีเป่ยได้
ดังนั้น นางจึงตั้งใจบุภายในรถด้วยผ้าฝ้ายและนุ่นหนา ๆ เมื่อ
นอนบนนั้นก็ราวกับนอนสบายบนเตียงใหญ่ในชาติก่อน
การที่รถไม่มีหน้าต่างและประตูมีกลอน ก็เป็นวิธีที่เฮ่อจือหร่าน
คิดอย่างรอบคอบแล้ว
เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับอันตรายบนท้องถนน หรือถูก
ตรวจสอบตอนผ่านประตูเมือง นางสามารถลงกลอนประตูรถม้าและ
เก็บคนเข้าพื้นที่มิติได้ล่วงหน้า
ด้วยวิธีนี้ ผู้คนในรถก็จะไม่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อม
ภายนอกได้ ซึ่งแก้ปัญหาการเปิดเผยพื้นที่มิติของนางได้โดยตรง
ยังมีข้าวปั้นน้อย ทุกคนเห็นกับตาว่าสัตว์เลี้ยงตัวน้อยออกไปกับ
พวกเขา เมื่อมีคนกลับมามากขึ้น ก็ไม่ควรทิ้งข้อสงสัยให้ผู้คน นาง
จึงต้องพามันออกไปด้วย
รถม้าเตรียมพร้อมแล้วในเวลาเพียงชั่วพริบตา
เฮ่อจือหร่านใช้จิตส านึกส่งพี่ชายทั้งสามคนไปยังรถม้าคันหนึ่ง
ส่วนหลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์ให้อยู่ที่อีกคัน
นางอุ้มข้าวปั้นน้อยขึ้นมาแล้วพูดเบา ๆ ว่า “ข้าวปั้นน้อยเป็นเด็ก
ดีนะ พวกเราจะกลับบ้านกันแล้ว เจ้าต้องอยู่ในรถคันเดียวกับพี่สาว
สองคนนั้นสักสองสามวัน”
เมื่อได้ยินค าพูดของเจ้าของ ข้าวปั้นน้อยก็เอาหัวน้อย ๆ ที่มีขน
ปุกปุยของตัวเองถูไถในอ้อมกอดของนางอย่างแรง เห็นได้ชัดว่ามัน
ก าลังไม่พอใจ
แต่มันต้องเชื่อฟังค าสั่งของเจ้าของ ถึงจะได้กินหน่อไม้อร่อย ๆ
และนมชามโต
ดังนั้น สัตว์เลี้ยงตัวน้อยจึงมองเจ้าของของมันด้วยสายตาน้อยใจ
แล้วคลานเข้าไปในรถอย่างไม่เต็มใจนัก
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เฮ่อจือหร่านก็ตั้งใจจะออกจากพื้นที่มิติ
และรีบเดินทางโดยเร็วที่สุด
โม่จิ่วเยี่ยมองรถม้าสองคันด้วยความล าบากใจ
เฮ่อจือหร่านเห็นเขายืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่มีทีท่าว่าจะจากไป จึง
ถามว่า “มีอะไรที่ต้องจัดการอีกหรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยชี้ไปที่รถม้าสองคันแล้วพูดว่า “รถม้าสองคันนี้ พวกเรา
ต้องออกไปจ้างคนขับสักคนถึงจะได้”
“ไม่จ าเป็น ข้าก็ขับรถม้าได้ พวกเราแต่ละคนขับกันคนละคัน”
นางไม่เห็นด้วยกับการจ้างคน แค่คนคนเดียวก็ท าให้นางระแวงแล้ว
ถ้าบังเอิญจ้างคนขับรถม้าที่ไม่รู้จักเหตุผลอีก จะไม่เป็นการหา
เรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?
โม่จิ่วเยี่ยจะไม่รู้เหตุผลนี้ได้อย่างไร แต่ตอนนี้ภรรยาของเขา
ก าลังตั้งครรภ์ ไม่เหมาะจะเดินทางไกล ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
ระหว่างทาง เขาคงไม่ให้อภัยตัวเองไปชั่วชีวิต
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยก าลังคิดอะไรอยู่ จึงปลอบใจเขาว่า
“ท่านวางใจได้ ข้าจับชีพจรตัวเองแล้ว ลูกของพวกเราแข็งแรงดี ข้า
แค่ระวังตัวสักหน่อยก็ไม่มีปัญหา อีกอย่าง ข้านั่งอยู่ในรถม้าหรือนั่ง
ขับรถม้าอยู่ข้างนอกก็ไม่ต่างกัน เจอสภาพพื้นถนนที่ไม่ดีก็ต้อง
โคลงเคลงอยู่ดี และถ้าให้ข้าขับเอง จะได้เห็นสถานการณ์ภายนอก
ถ้าเจออันตรายก็จะพาพวกท่านหลบเข้าพื้นที่มิติได้ทันท่วงที”
เพื่อโน้มน้าวโม่จิ่วเยี่ย นางมีเหตุผลเป็นหมื่นข้อ สรุปคือแต่ละ
เหตุผลล้วนมีน ้าหนักทั้งนั้น
โม่จิ่วเยี่ยมองนางด้วยความลึกซึ้ง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองไร้
ประโยชน์เช่นนี้
ภรรยาก าลังตั้งท้องแต่ยังต้องมาทนล าบากเช่นนี้กับเขา
ในตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกละอายใจจนล้นอก แต่ด้วยสถานการณ์
เช่นนี้ หากไม่ท าตามที่ภรรยาบอก เขาก็ไม่มีหนทางอื่นแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะเดินทางช้าลงสักหน่อย หากเจ้ารู้สึกไม่
สบายตรงไหนก็ต้องบอกข้าทันที”
เมื่อเห็นเขายอมตกลง เฮ่อจือหร่านก็รีบขึ้นนั่งบนรถม้าทันที่
“ได้ ข้าเข้าใจแล้ว พวกเรารีบเดินทางเถอะ”
พูดจบ ทั้งคู่พร้อมกับรถม้าสองคันก็ปรากฏขึ้นนอกพื้นที่มิติ
สองสามีภรรยาสบตากันครู่หนึ่ง แล้วเริ่มออกเดินทางไปด้วยกัน
รถม้าเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มาถึงประตูเมือง
ที่นั่นยังไม่ได้ถูกปิดล้อมอย่างเต็มที่ คงเพราะข่าวการหายตัวไป
ของจักรพรรดิหนานเจียงยังไม่มาถึง
อย่างไรก็ตาม เรื่องจวนรัชทายาทถูกปล้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว
เมืองนี้แล้ว ดังนั้น การตรวจสอบผู้คนที่ผ่านไปมาจึงเป็นสิ่งที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่คนในรถม้ายังไม่ตื่น พวกเขาก็ขับรถม้าไปยังที่เปลี่ยวคน
แล้วส่งรถม้าทั้งคันเข้าพื้นที่มิติ จากนั้นก็เดินไปยังประตูเมืองโดยไร้
พิรุธ
การแต่งกายของพวกเขาไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไปในหนาน
เจียง เมื่อมาถึงประตูเมือง ทหารเฝ้าประตูก็เพียงถามค าถามง่าย ๆ
แล้วปล่อยผ่าน
แม้จะผ่านเมืองแรกไปได้อย่างง่ายดาย แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ประมาท
น้อยลง
เรื่องจักรพรรดิหนานเจียงหายตัวไปเป็นเรื่องใหญ่ คงจะแพร่
สะพัดไปทั่วหนานเจียงในไม่ช้า พวกเขาหวังเพียงว่าจะเดินทางให้เร็ว
ขึ้นอีก เพื่อจะได้กลับถึงแผ่นดินต้าซุ่นก่อนที่หนานเจียงจะปิดเมือง
และเพิ่มเข้มงวด
หลังจากหาที่เงียบสงบได้แล้ว เฮ่อจือหร่านก็น ารถม้าสองคัน
ออกมาจากพื้นที่มิติเพื่อเดินทางต่อ
หลังเดินทางไปได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม เฮ่อจือหร่านได้ยินเสียง
หลานเอ๋อร์และอวี่เอ๋อร์พูดคุยกันในรถม้า
“พี่หลานเอ๋อร์ พวกเราอยู่ที่ไหนกัน?”
เสียงของอวี่เอ๋อร์เพิ่งจะสิ้นเสียง ก็มีเสียงร้องตกใจดังมาจากใน
รถม้า “อา…พี่หลานเอ๋อร์ มีก้อนขนก าลังขยับอยู่ นี่มันตัวอะไรกัน?”
ในรถม้านั้นมืดสนิท ข้าวปั้นน้อยนั่งอยู่ในต าแหน่งตรงข้ามกับอวี่
เอ๋อร์พอดี
ดังนั้นหลานเอ๋อร์จึงไม่รู้ว่าก้อนขนที่อวี่เอ๋อร์พูดถึงคืออะไร
อีกอย่างนางมักจะสงบเสงี่ยมอยู่เสมอ ในสถานที่ที่ไม่รู้ว่ามี
อันตรายหรือไม่ แม้จะมีก้อนขนอะไรอยู่จริง ๆ นางก็จะไม่ตะโกน
ออกมาเหมือนอวี่เอ๋อร์
เพื่อไม่ให้อวี่เอ๋อร์ตะโกนต่อไป หลานเอ๋อร์จึงรีบปิดปากนางไว้
แล้วพูดเสียงเบาว่า “อย่าส่งเสียงดัง พวกเราน่าจะอยู่บนรถม้า”
หลานเอ๋อร์รู้สึกถึงการโคลงเคลงนี้แล้ว จึงยืนยันได้ว่าตัวเอง
ก าลังอยู่บนรถม้าจริง ๆ
อวี่เอ๋อร์เบิกตาโต พยายามท าให้ตัวเองสงบใจลง
เฮ่อจือหร่านได้ยินเสียงพวกนาง จึงรีบพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าอย่า
กลัวเลย นั่นเป็นสัตว์เลี้ยงของข้า พวกเจ้าปลอดภัยดีบนรถม้านี่”
เมื่อได้ยินเสียงของเฮ่อจือหร่าน หัวใจที่ยังไม่สงบของอวี่เอ๋อร์ก็
วางลงบ้าง
เฮ่อจือหร่านอธิบายต่อ “พวกเราก าลังเดินทางไปยังต้าซุ่น เพื่อ
ป้องกันอันตรายระหว่างทาง ข้าจึงซื้อรถม้าที่ไม่มีหน้าต่างมาสองคัน
และก้อนขนที่พวกเจ้าพูดถึงก็คือสัตว์เลี้ยงของข้า มันเชื่องมาก จะไม่
ท าร้ายพวกเจ้าหรอก”
หลานเอ๋อร์เข้าใจสถานการณ์แล้ว อีกอย่างนางรู้สึกได้ว่าเป็น
เฮ่อจือหร่านที่ก าลังขับรถม้าอยู่
พวกนางสองพี่น้องมีวาสนาอะไรกัน นอกจากจะได้รับการ
ช่วยเหลือจากสามีภรรยาคู่นี้แล้ว พวกเขายังเสี่ยงอันตรายมากมาย
เพื่อพาพวกนางออกจากหนานเจียงอีก
ความเมตตานี้ หลานเอ๋อร์จดจ าไว้ในใจแล้ว
ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่ ต่อไปนางจะอยู่ปรนนิบัติรับใช้ข้าง
กายฮูหยินเก้าด้วยความจงรักภักดีราวกับรับใช้องค์หญิง