ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 289 ยกหินทับเท้าตัวเอง
โม่จิ่นเหนียนรู้สึกว่าร่างกายไม่มีความผิดปกติใด ๆ จึงไม่อาจ
ปล่อยให้น้องสะใภ้เก้าซึ่งเป็นสตรีต้องขับรถม้าต่ออีก
“น้องเก้า น้องสะใภ้เก้า ตอนนี้ร่างกายข้าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ให้
ข้าเป็นคนขับรถม้าเถอะ!”
“อืม เมื่อร่างกายพี่หกดีขึ้นแล้ว ก็ให้หร่านหร่านไปนั่งพักในรถ
เถอะ”
ช่วงนี้โม่จิ่วเยี่ยแทบเป็นห่วงภรรยาจนจะตายอยู่แล้ว หากไม่ใช่
เพื่อออกจากหนานเจียงได้อย่างราบรื่น เขาไม่มีทางยอมให้ภรรยาที่
ก าลังตั้งครรภ์ต้องล าบากเช่นนี้
ตอนนี้พวกเขาปลอดภัยแล้ว เรื่องขับรถม้าก็ควรให้พี่หกรับ
หน้าที่ไป
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านไม่ได้อวดดีอีกแล้ว แม้ว่าอาการตั้งครรภ์ของ
นางจะยังมีไม่มาก แต่การเดินทางตลอดทั้งคืนจนถึงยามนี้ ก็ท าให้
รู้สึกว่าร่างกายนางเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
“เช่นนั้นก็รบกวนพี่หกด้วยนะเจ้าคะ”
เฮ่อจือหร่านพูดจบก็มุดเข้าไปในรถม้า ตอนนี้สิ่งที่นางต้องการ
คือการพักผ่อนให้เต็มที่
หลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์ก็มีไหวพริบดี พอเห็นนางเข้ามาก็รีบขยับ
เปิดที่นั่งกว้าง ๆ ให้
“ฮูหยินเก้า สีหน้าของท่านเหมือนไม่ค่อยดีนัก เป็นเพราะ
เดินทางทั้งคืนจนเหนื่อยล้าเกินไป ท่านพักผ่อนที่นี่เถอะ หากมีอะไร
ให้พวกเราท าก็บอกมาได้เลย”
ขณะที่หลานเอ๋อร์พูด นางก็คลุมผ้าห่มผืนหนาให้เฮ่อจือหร่าน
เรียบร้อยแล้ว
ส่วนข้าวปั้นน้อยก็นอนซุกอย่างว่าง่ายอยู่เหนือศีรษะของเจ้าของ
พลางออดอ้อนท าตัวน่ารักไม่หยุด
เฮ่อจือหร่านยื่นมือไปลูบหัวเล็ก ๆ ที่นุ่มฟูของมัน “ข้าวปั้นน้อย
เป็นเด็กดีนะ ขอข้าพักสักครู่เถอะ”
ข้าวปั้นน้อยเหมือนจะรู้ว่าเจ้าของก าลังเหนื่อยล้า มันจึงส่งเสียง
รับค าแล้วก็นอนหลับไปอย่างเชื่อฟัง
รถม้ายังคงเดินทางต่อไป ผ่านเมืองและต าบลต่าง ๆ โดยไม่ต้อง
หลบซ่อน พอตกกลางคืนทุกคนก็เข้าพักที่โรงเตี๊ยมและเดินทางต่อ
ในยามกลางวัน
สิบวันต่อมา พวกเขาก็เดินทางมาถึงเมืองอวิ่นได้อย่างปลอดภัย
รถม้าค่อย ๆ แล่นเข้าสู่หมู่บ้านซีหลิ่ง พอเข้ามาในหมู่บ้านก็ได้
ยินเสียงดังโวยวาย
“ท่านเจ้าหน้าที่ ข้าน้อยพูดความจริงทุกค า ถ้าไม่เชื่อท่านก็ลอง
ไปดูที่บ้านสกุลโม่ก็ได้”
“หึ! แม้แต่บ้านสกุลโม่เจ้าก็ยังกล้าไปหาเรื่อง ข้าว่าตระกูลชุย
ของพวกเจ้าคงไม่อยากอยู่ในเมืองอวิ่นแล้วสินะ”
“ท่านเจ้าหน้าที่ขอรับ เจ้าเหล่าจิ่วบ้านสกุลโม่กับภรรยาไม่โผล่
หน้ามาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ท่านคิดว่าหากพวกเขาไม่ได้ออกไปนอก
เมือง แล้วท าไมถึงหายหน้าไปนานขนาดนี้ได้?”
เมื่อได้ยินคนพูดถึงสกุลโม่ โม่จิ่วเยี่ยก็เร่งความเร็วรถม้าทันที่
หลังเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็เห็นว่าเป็นคนของตระกูลชุยสองคนพา
เจ้าหน้าที่หลายนายเดินเข้ามาในหมู่บ้าน
จากบทสนทนาสั้น ๆ เมื่อครู่ คงเดาได้ไม่ยากว่าคนตระกูลชุยคิด
แค้นพวกเขา พอเห็นว่าเขากับหร่านหร่านหายหน้าไปครึ่งเดือน ก็
แอบสังเกตแล้วรายงานต่อทางการ
สาเหตุก็ไม่มีอะไรมากมาย ก็แค่นักโทษเนรเทศที่ไม่ได้รับการ
อภัยโทษจากองค์จักรพรรดิ ชั่วชีวิตนี้ย่อมไม่อาจออกไปจากที่นี่ได้
คนตระกูลชุยต้องการอาศัยเรื่องนี้มาแก้แค้นสินะ…
แว่วเสียงฝีเท้าม้ามาจากด้านหลัง พวกเจ้าหน้าที่ก็หันหน้ามา
มอง
โม่จิ่วเยี่ยเห็นหม่าจวิ้นซานอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นทันที่
“เจ้าหน้าที่หม่า มีธุระที่หมู่บ้านซีหลิ่งหรือ?”
พอหม่าจวิ้นซานเห็นโม่จิ่วเยี่ยมาก็แสดงสีหน้ายินดีทันที่
“ที่แท้ก็เป็นคุณชายเก้านี่เอง ท่านไปที่ไหนมาหรือ?”
ระหว่างถาม หม่าจวิ้นซานยังจ้องมองคนตระกูลชุยอย่างดุดัน
เมื่อคนตระกูลชุยเห็นโม่จิ่วเยี่ย พวกเขาก็รู้สึกหวาดหวั่น
พวกเขาสอดส่องอยู่แถวบ้านสกุลโม่มาหลายวัน แต่ไม่เห็นโม่จิ่ว
เยี่ยกับภรรยาของเขาเลย จึงกล้าไปแจ้งเรื่องเพื่อแก้แค้นให้คนตระกูล
ชุยทั้งหมด
ใครจะรู้ว่าหลังจากที่พวกเขาพูดจาอ้อนวอนให้เจ้าหน้าที่มา
ตรวจสอบ คนก็โผล่หัวมาเสียอย่างนั้น นี่มันไม่ใช่การยกหินทับเท้า
ตัวเองหรอกหรือ?
ที่จริงแล้วคนตระกูลชุยช่างไม่รู้จักประมาณตัว พวกเขาไม่คิด
บ้างหรือว่าสกุลโม่มีความสัมพันธ์กับท่านนายอ าเภออย่างไร อีกทั้ง
สกุลโม่ยังมีโม่ชูหานที่เป็นถึงหัวหน้าเจ้าหน้าที่อยู่ที่ว่าการอ าเภออีก
ด้วย พวกเขาไปแจ้งเรื่องเช่นนี้แล้วจะมีโอกาสชนะได้อย่างไร?
หากไม่ใช่เพราะคนตระกูลชุยตั้งใจส่งเสียงดังอยู่หน้าที่ว่าการ
เมิ่งไห่หนิงก็คงไม่ส่งคนมาตรวจสอบ
ช่วงนี้ เขาไปมาหาสู่บ้านสกุลโม่บ่อยมาก จึงรู้ดีว่าสามีภรรยาโม่
จิ่วเยี่ยไม่อยู่
เรื่องที่แม้แต่นายอ าเภอยังไม่คิดจะยุ่ง คนตระกูลชุยกลับอยากท า
ให้เรื่องใหญ่โต
คนตระกูลชุยพูดเดือดดาลหน้าที่ว่าการว่า คนสกุลโม่เป็น
นักโทษที่ถูกเนรเทศ บัดนี้กลับกล้าออกไปจากเมืองอวิ่นโดยพลการ
อาจสร้างความยุ่งยากให้ท้องที่อื่นได้
ชาวบ้านก็เป็นพวกหูเบา พอได้ยินคนตระกูลชุยพูดจามีเหตุผลก็
พากันเห็นด้วย
เมิ่งไห่หนิงหมดปัญญา ได้แต่ให้โม่ชูหานกลับไปหมู่บ้านซีหลิ่ง
ก่อน แกล้งท าเป็นว่าโม่จิ่วเยี่ยป่วยอยู่ในห้อง เมื่อถึงเวลาเขาจะส่ง
เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ
อย่างไรเสียคนตระกูลชุยก็ไม่สามารถเข้าไปในห้องส่วนตัวของ
บ้านคนอื่นได้ พอเจ้าหน้าที่ตรวจเสร็จพวกเขาก็จะพูดอะไรก็พูดไป
เถอะ
แต่ไม่คิดว่าโม่จิ่วเยี่ยจะกลับมาในเวลานี้ ละครฉากนี้จึงไม่
จ าเป็นต้องแสดงต่อไปแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยมองคนตระกูลชุยสองคนด้วยความดูแคลน แล้วหันมา
พูดกับหม่าจวิ้นซานว่า “ข้าฝากคนไปซื้อรถม้ามาสองคัน เพิ่งจะเข้า
เมืองไปรับกลับมา”
เดิมทีหม่าจวิ้นซานตั้งใจจะบอกใบ้เขาต่อหน้าคนตระกูลชุย แต่
ไม่คิดว่าโม่จิ่วเยี่ยจะแก้สถานการณ์ได้เอง
“น่าแปลกใจจริงเชียว ไม่กี่วันก่อนข้าได้ยินท่านบอกว่าสกุลโม่
จะซื้อม้า ไม่คิดว่าจะซื้อกลับมาเร็วขนาดนี้”
คนตระกูลชุยเห็นโม่จิ่วเยี่ยคุยกับเจ้าหน้าที่อย่างสนุกสนาน จึง
ฉวยโอกาสหลบหนีไป
แต่ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะถูกเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ขวางทางเอาไว้
“พวกเจ้าสองคน กล่าวหาคนอื่นเสร็จแล้วก็คิดจะหนีหรือ?”
“ท่านเจ้าหน้าที่ขอรับ นี่เป็นความเข้าใจผิดทั้งนั้น เข้าใจผิด…”
คนตระกูลชุยร้อนรนขอร้อง
แม้ในใจพวกเขายังมั่นใจว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้สามีภรรยาโม่จิ่วเยี่ย
ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านซีหลิ่ง แต่สถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนแล้ว
เจ้าหน้าที่พวกนี้เข้าข้างคนสกุลโม่ ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยก็ปรากฏตัว
มา พวกเขาหมดทางแก้ตัวแล้ว
เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาแล้วเฆี่ยนพวกเขาสองคนโดยไร้ความปรานี
สองสามที่
“บอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้หรือ! ตามข้าไปที่ว่าการอ าเภอ
เดี๋ยวนี้ รายงานให้ท่านนายอ าเภอตัดสิน”
คนตระกูลชุยได้ยินว่าต้องไปที่ว่าการอ าเภอก็ตกใจจนขาอ่อน
คุกเข่าลงทันที่
“ท่านเจ้าหน้าที่ขอรับ ไว้ชีวิตด้วย พวกเราส านึกผิดแล้ว ต่อไป
จะไม่กล้าท าอีกแล้วขอรับ”
เจ้าหน้าที่ไม่สนใจพวกเขา จัดการมัดทั้งสองคนไว้แน่นหนา
หม่าจวิ้นซานเห็นดังนั้นจึงค านับโม่จิ่วเยี่ย “คุณชายเก้า พวกเรา
จะพาสองคนนี้ไปที่ว่าการอ าเภอเพื่อจัดการต่อไปขอรับ”
โม่จิ่วเยี่ยตอบรับ “ได้ ขอบคุณทุกท่านที่ล าบาก หากมีเวลาก็มา
ที่บ้านของข้า ข้าจะเลี้ยงสุราให้พวกท่านเอง”
พอพูดถึงเรื่องดื่มสุรา เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างก็กลืนน ้าลายลงคอ
โดยไม่รู้ตัว
พวกเขาเคยได้ลิ้มรสอาหารที่บ้านสกุลโม่มาแล้วครั้งหนึ่ง
รสชาติอร่อยถึงขนาดที่ร้านอาหารในตัวเมืองยังสู้ไม่ได้
“ตกลง รอให้พวกเราว่างเมื่อไหร่ จะต้องไปรบกวนแน่นอน”
แต่ไปได้จริงหรือไม่ ก็ต้องดูว่าคุณชายแปดจะอนุญาตหรือไม่
ตอนนี้พวกเขาล้วนเป็นลูกน้องของคุณชายแปด การจะมากิน
ข้าวที่บ้านผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็ท าได้
โม่จิ่วเยี่ยมองส่งกลุ่มคนเหล่านั้นจากไป แล้วขับรถม้ามุ่งหน้า
กลับบ้านต่อ
ระหว่างทาง โม่จิ่นเหนียนถามขึ้น “น้องเก้า เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
กันแน่?”
พวกเขาพี่น้องรีบเร่งเดินทาง ตอนกลางคืนก็แค่เข้าพักที่
โรงเตี๊ยม แทบไม่ได้พูดคุยกันมากนัก ไม่แปลกที่โม่จิ่นเหนียนจะไม่รู้
สถานการณ์ในหมู่บ้านซีหลิ่งเลยสักนิด
โม่จิ่วเยี่ยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่พวกเขาเพิ่งมาถึงหมู่บ้านซีหลิ่ง
ให้พี่ชายฟังคร่าว ๆ
โม่จิ่นเหนียนทุบมือลงบนแผ่นไม้ของรถม้าอย่างแรง “คนพวก
นั้นช่างไร้ค่าจริง ๆ มาดูกันสิว่าข้าจะจัดการกับพวกเขาอย่างไร
ต่อไป”