ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 290 ดีจริง ๆ ที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 290 ดีจริง ๆ ที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าพี่หกเป็นคนอารมณ์ร้อน จึงเตือนว่า “ชาวบ้านพวก
นี้ไม่คู่ควรให้ไปใส่ใจหรอก พี่หกอย่าโมโหไปเลย”
“หึ! เสือล าบากก็ถูกสุนัขรังแกจริง ๆ” พี่หกยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่
สบายใจ นึกถึงสมัยก่อนที่สกุลโม่แห่งเมืองหลวงยิ่งใหญ่เพียงใด
จักรพรรดิสุนัขตาบอด พวกเขาบุรุษสกุลโม่ยอมสละเลือดเนื้อใน
สนามรบเพื่อปกป้องแผ่นดินต้าซุ่น แต่อีกฝ่ายกลับท ากับพวกเขา
อย่างนี้
โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจความรู้สึกของพี่หก นึกถึงตอนที่เพิ่งถูกตัดสินให้
เนรเทศ เขาก็เคยมีความคิดขุ่นเคืองแบบนี้เหมือนกัน
เรื่องแบบนี้ปลอบประโลมมากไปก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่ต้องค่อย ๆ
ปล่อยวางด้วยตัวเอง
“พี่หก ใกล้จะถึงบ้านแล้ว อย่าให้ท่านแม่เห็นว่าท่านอารมณ์ไม่ดี
เลย”
พี่หกพยักหน้า “ข้ารู้”
ไม่นาน รถม้าสองคันก็มาถึงหน้าบ้านของพวกเขา
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้า คนที่วิ่งออกมาดูเป็นคนแรกก็คือพี่สะใภ้
รอง
นางเห็นโม่จิ่วเยี่ยที่นั่งอยู่บนรถม้าทันที่
พี่สะใภ้รองตะโกนด้วยความตื่นเต้น “น้องเก้ากลับมาแล้ว!…น้อง
เก้ากลับมาแล้ว!…”
เสียงของนางดังกว่าพี่สะใภ้คนอื่น ๆ อยู่แล้ว เสียงตะโกนครั้งนี้จึง
ท าให้ทุกคนในบ้านได้ยินอย่างชัดเจน
ทันใดนั้นก็มีทั้งคนที่วิ่งมาจากลานหลังบ้าน คนที่ออกมาจาก
ห้องครัว โม่ชูหานเองก็ไม่จ าเป็นต้องแกล้งว่าโม่จิ่วเยี่ยอยู่ในห้องอีก
ต่อไป เขาพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
โม่จิ่วเยี่ยขับรถม้าเข้ามาในลานบ้าน สายตาของทุกคนจับจ้อง
อยู่ที่เขา จนละเลยโม่จิ่นเหนียนที่อยู่ด้านหลัง
ขณะที่โม่จิ่วเยี่ยถูกคนในครอบครัวล้อมรอบ โม่จิ่นเหนียนก็ลง
จากรถม้าแล้วแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มคน ทันทีที่เห็นฮูหยินผู้เฒ่า เขา
ก็คุกเข่าลงและโขกศีรษะ “ท่านแม่ ลูกชายท่านอกตัญญู ท าให้ท่าน
เป็นห่วงแล้ว”
เดิมทีความสนใจของทุกคนในบ้านอยู่กับโม่จิ่วเยี่ย แต่เมื่อโม่จิ่น
เหนียนคุกเข่าลง พวกเขาก็งุนงงไปชั่วขณะ
พี่สะใภ้หกตอบสนองเร็วที่สุด นางจ าสามีของตัวเองได้ทันใด
“ท่านพี่ เป็นท่านหรือ? เป็นท่านจริง ๆ หรือ?”
ขณะพูด พี่สะใภ้หกก็พุ่งเข้าไปหาเขา จับแขนของโม่จิ่นเหนียน
แน่น น ้าตาไหลพรากลงมา
เมื่อโม่จิ่นเหนียนเห็นภรรยาในยามนั้น ในใจก็เต็มไปด้วย
ความรู้สึกอันหลากหลาย
คนสองคนที่เขารู้สึกผิดมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ
มารดาและภรรยา
ตอนนี้เมื่อเห็นสภาพของภรรยาที่ผิวคล ้าและผอมลงกว่าเดิม อีก
ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าของสามัญชนคนธรรมดา ใบหน้าไร้การแต่งแต้ม
ใด ๆ คนทั้งคนดูอายุมากขึ้นไปหลายปี
ทว่าก็ไม่แปลก ใครเล่าจะมีชีวิตที่ดีได้ในเมื่อสูญเสียสามีไปตั้งแต่
ยังสาว?
“เสวี่ยเอ๋อร์ หลายปีมานี้เจ้าคงล าบากมากเลยสินะ”
โม่จิ่นเหนียนเอ่ยพลางดึงภรรยาเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน สอง
สามีภรรยากอดกันร้องไห้สะอึกสะอื้น
ฝ่ายฮูหยินผู้เฒ่าพอเห็นลูกชาย ร่างกายนางก็สั่นเทิ้มด้วยความ
ตื่นเต้น
“จิ่นเหนียน เป็นเจ้าจริง ๆ หรือ?”
โม่จิ่นเหนียนจับมือภรรยา คลานเข่าเข้าไปใกล้ฮูหยินผู้เฒ่า แล้ว
ก้มศีรษะค านับลงกับพื้นอย่างหนัก
“ท่านแม่ ข้าเองขอรับ ข้าช่างอกตัญญูนัก”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สามารถควบคุมน ้าตาที่ไหลพรั่งพรูออกมาได้อีก
ต่อไป นางก้าวไปข้างหน้าและคว้ามือของโม่จิ่นเหนียนไว้
“ขอแค่มีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว แม่ดีใจมากที่ได้เห็นเจ้ายังมีชีวิตอยู่”
พี่สี่และพี่เจ็ดได้ยินเสียงจากด้านนอกอยู่ในรถม้า พวกเขารู้สึก
กระวนกระวายใจมาก แต่น่าเสียดายที่การเคลื่อนไหวของพวกเขา
ถูกจ ากัด ท าให้ไม่สามารถออกไปรวมตัวกับครอบครัวได้ทันที่
โม่ซิวเหยียนท าได้เพียงตะโกนสุดเสียง “ท่านแม่ ข้ากับน้องเจ็ดก็
อยู่ที่นี่!”
สะใภ้สี่ซึ่งก าลังยืนดูน้องหกกับภรรยาของเขาได้พบหน้ากันอยู่
ข้าง ๆ ด้วยความอิจฉา จู่ ๆ กลับได้ยินเสียงอันคุ้นเคย
นางถึงกับคิดว่าตัวเองเกิดภาพหลอนไปชั่วขณะ
“พี่สะใภ้สาม ท่านได้ยินเสียงนั้นหรือไม่ ฟังดูคล้ายเสียงสามีของ
ข้ามาก” สะใภ้สี่หันไปถามพี่สะใภ้สาม
แน่นอนว่าพี่สะใภ้สามได้ยินเสียงนั้น นางก็รู้สึกว่ามันช่างน่า
เหลือเชื่อเช่นกัน แต่ก็ยังมีสติมากกว่าพี่สะใภ้สี่
“น้องสะใภ้สี่ เสียงนั้นคล้ายน้องสี่จริง ๆ”
โม่ชูหานเคลื่อนไหวเร็วที่สุด เขารีบวิ่งไปยังรถม้าทันทีที่ได้ยิน
เสียง เปิดประตูรถม้าออกเร็วไว และเห็นร่างผอมโซของคนสองคน
นอนอยู่ข้างในนั้น
เขาตะลึงอยู่กับที่ทันที่
ในตอนนั้นโม่จิ่วเยี่ยก็เดินเข้ามาด้วย
“พี่แปด การเดินทางไปหนานเจียงครั้งนี้ของข้าถือว่าประสบ
ผลส าเร็จไม่น้อย ข้าได้พบพี่ชายทั้งสามคน แต่ว่าสภาพร่างกายของ
พี่สี่กับพี่เจ็ดไม่ค่อยดีนัก”
ต่อให้โม่จิ่วเยี่ยไม่บอก แค่ดูสภาพผอมโซของทั้งสองคน กระทั่ง
กลับถึงบ้านแล้วก็ยังไม่สามารถลงจากรถม้าได้ ถ้าสภาพร่างกายยังดี
อยู่ก็แปลกแล้ว
“พี่สี่ พี่เจ็ด ท าไมร่างกายของพวกท่านถึงได้ทรุดโทรมขนาดนี้?”
ตอนที่ตัวเขาถูกน้องเก้าช่วยกลับมา แม้จะผอมไปบ้าง แต่นั่น
เป็นเพราะหนานรุ่ยตั้งใจอดอาหารเขา นอกเหนือจากนี้ร่างกายก็ไม่มี
ปัญหาอะไร
แต่สภาพของพี่ชายทั้งสองตรงหน้า สามารถใช้ค าว่าน่าเวทนา
มาอธิบายได้เลยทีเดียว
อาการพี่สี่ยิ่งแย่กว่าพี่เจ็ด อย่างน้อยพี่เจ็ดยังพอจะฝืนลุกขึ้นนั่ง
ได้ตอนเห็นเขาเข้ามา แต่พี่สี่ไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวเลย
“พี่สี่ พี่เจ็ด ดีจริง ๆ ที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่” โม่ชูหานพูดตาแดง
ก ่า พยายามควบคุมไม่ให้น ้าตาไหลออกมา
ในตอนนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ถูกโม่จิ่นเหนียนพยุงมาที่หน้ารถม้าด้วย
ส่วนคนอื่นก็ตามมาติด ๆ
สะใภ้สี่กับสะใภ้เจ็ดได้ยินโม่จิ่นเหนียนบอกว่าสามีของพวกนาง
ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งคู่ก็ตื่นเต้นจนแทบยืนไม่อยู่ ต้องให้พี่น้องสะใภ้ช่วย
พยุงมาหน้ารถม้า
ฮูหยินผู้เฒ่าเดินน าหน้า นางเป็นคนแรกที่เห็นลูกชายทั้งสองคน
ผอมโซจนเหลือแต่กระดูก
“ซิวเหยียน หยวนเช่อ ท าไมพวกเจ้าถึงได้มีสภาพแบบนี้ คน
พวกนั้นทรมานพวกเจ้าอย่างไรกันแน่…”
พูดไปพูดมา ฮูหยินผู้เฒ่าก็พูดต่อไม่ออก ลูกชายทั้งสองคนล้วน
เป็นเลือดเนื้อที่นางอุ้มท้องมาสิบเดือนเต็ม บัดนี้กลับมีสภาพเช่นนี้ จะ
ให้นางผู้เป็นแม่ทนรับได้อย่างไร
ฮูหยินผู้เฒ่าร้องไห้ไม่เป็นภาษา บรรดาสตรีคนอื่นก็เช่นกัน
โดยเฉพาะสะใภ้สี่กับสะใภ้เจ็ด เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของสามี
หัวใจพวกนางก็แทบแหลกสลาย
เนื่องจากแม่สามีอยู่ด้านหน้า พวกนางจึงรักษามารยาทไม่ได้เข้า
ไปใกล้ ได้แต่เขย่งเท้าดูสภาพของสามีตัวเอง
“ท่าน เป็นท่านจริง ๆ หรือ” สะใภ้สี่พูดออกมาอย่างยากล าบาก
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินจึงรีบหลีกทางให้ลูกสะใภ้ทั้งสอง
พี่สะใภ้สี่และพี่สะใภ้เจ็ดรีบวิ่งเข้ามาข้างหน้า
เมื่อได้เห็นสามีในระยะใกล้ พวกนางก็กลั้นสะอื้นไว้ไม่อยู่
“ทะ…ท่านพี่…ขอแค่ท่านมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว ข้าเต็มใจดูแลท่าน
ไปตลอดชีวิต” พี่สะใภ้เจ็ดพูดออกมาด้วยความจริงใจ ขอเพียงคนยัง
อยู่ แม้จะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเหมือนเมื่อก่อน แต่นาง
ก็ยังยินดี
อีกอย่างตอนนี้น้องสะใภ้เก้าให้พวกนางท าตุ๊กตาจนขายได้เงิน
มามากมาย นางสามารถเลี้ยงดูสามีได้โดยไม่มีปัญหา
พี่สะใภ้สี่ยังมีเงินที่ครอบครัวเดิมให้มาตอนออกจากเมืองหลวง
ติดตัวอยู่ นางมองสามีของตัวเองแวบหนึ่งก่อน จากนั้นก็รีบไปหา
เฮ่อจือหร่าน
พอมาถึงตรงหน้าเฮ่อจือหร่าน พี่สะใภ้สี่ก าลังจะคุกเข่าลง แต่
เฮ่อจือหร่านก็รีบห้ามไว้อย่างรวดเร็ว
“พี่สะใภ้สี่ มีอะไรค่อย ๆ พูดกันเถอะ พวกเราเป็นพี่น้องสะใภ้กัน
ท่านไม่ต้องท าแบบนี้หรอก”
พี่สะใภ้สี่สะอื้นอยู่นาน ก่อนจะหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อแล้ว
ยื่นให้นาง
“น้องสะใภ้เก้า ข้ารู้ว่าเจ้ารู้วิชาแพทย์ เงินนี้ข้าขอมอบให้เจ้า ขอ
แค่สามารถรักษาพี่สี่ของเจ้าให้หายได้ จะใช้มันไปซื้อยาจนหมดก็
ได้”
เฮ่อจือหร่านรู้ว่านับตั้งแต่พี่สะใภ้สี่ออกจากเมืองหลวงมา
นอกจากเงินที่ครอบครัวเดิมให้มาจะใช้จ่ายระหว่างทางบ้างแล้ว ส่วน
ที่เหลือนางก็ไม่ยอมใช้จ่ายอะไรเลย