ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 329 พิธียกขื่อ
ไม่แปลกที่คนพวกนั้นจะไม่รู้ ตอนที่โม่หานเยี่ยเพิ่งมาถึงหมู่บ้าน
ซีหลิ่ง นางมักจะอยู่ข้างกายพี่สะใภ้เสมอ สวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายธรรมดา
ไม่ได้โดดเด่นในหมู่ผู้คน
หลังจากตั้งรกรากที่นี่ นางก็แทบไม่ออกจากบ้าน ช่วงนี้ตอน
ออกไปดูแลแปลงสมุนไพร ก็กลัวว่าผิวจะคล ้าจึงใส่เสื้อผ้ามิดชิด
สกุลโม่ก็ไม่ได้บอกใครเป็นพิเศษว่ามีบุตรสาว ดังนั้นชาวบ้านจึง
ไม่รู้ว่าสกุลโม่มีบุตรสาวที่ถึงวัยออกเรือนแล้ว
เมื่อเห็นท่านนายอ าเภอไปที่บ้านสกุลโม่อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ แม้
จะไม่รู้สถานการณ์ของสกุลโม่ดีนัก แต่พวกเขาก็ต้องเชื่อในสิ่งที่เห็น
เมิ่งไห่หนิงไม่รู้ว่าการมาสู่ขอของตนอย่างเปิดเผยนั้น ท าให้
ชาวบ้านคิดไปต่าง ๆ นานา ตอนนี้เขาตื่นเต้นจนหน้าผากมีเหงื่อซึม
ออกมาแล้ว
เมื่อมาถึงหน้าบ้านสกุลโม่ เมิ่งไห่หนิงก็โบกมือให้หยุดบรรเลง
ดนตรี จากนั้นก็เดินเข้าไปในลานบ้าน แม่สื่อที่เชิญมาก็ยิ้มแย้มเดิน
ตามหลังเขาไปทันที่
หีบของหมั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่หามเข้าไปในลานบ้านอย่างเป็น
ระเบียบ
บังเอิญว่าวันนี้บ้านสกุลโม่ก าลังจะท าพิธียกขื่อ คนในสกุลโม่จึง
ไปดูกันหมด แม้แต่พี่แปดที่ท างานในที่ว่าการก็ยังลาหยุดและมาอยู่
บ้าน
ในบ้านนอกจากพี่สี่ที่เคลื่อนไหวล าบากแล้ว ก็ไม่มีใครอยู่อีก
โม่ซิวเหยียนได้ยินเสียงวุ่นวายจากข้างนอกมานานแล้ว น่า
เสียดายที่เขายังลุกเดินไม่ได้ จึงได้แต่ตะโกนถามจากในห้องว่า “ใคร
มา?”
เมิ่งไห่หนิงรู้ว่าวันนี้บ้านสกุลโม่จะท าพิธียกขื่อ จึงตั้งใจมาสู่ขอ
ล่วงหน้าหนึ่งวัน เพื่อมีส่วนร่วมด้วย
เขาไปมาหาสู่บ้านสกุลโม่บ่อยครั้ง จึงคุ้นเคยกับที่อยู่อาศัยของ
คนสกุลโม่ดี
เมื่อพิจารณาจากแหล่งที่มาของเสียง เขาสามารถบอกได้ว่าเป็น
เสียงของพี่สี่ที่ก าลังพูดอยู่
พี่สี่เคลื่อนไหวล าบาก การที่ตะโกนถามจึงเป็นเรื่องปกติ
ดังนั้น เมิ่งไห่หนิงจึงรีบเคาะประตูห้องของพี่สี่ พร้อมกับกล่าวว่า
“พี่สี่ ข้าเมิ่งไห่หนิง วันนี้ข้ามาเพื่อสู่ขอแม่นางโม่”
เรื่องการแต่งงานของโม่หานเยี่ย แม้พี่สี่จะไม่ได้มีส่วนร่วมในการ
พูดคุย แต่สะใภ้สี่ก็ได้บอกเล่าทุกอย่างที่นางได้ยินมาให้เขาฟัง ดังนั้น
โม่ซิวเหยียนจึงรู้เรื่องนี้ดี
แม้โม่ซิวเหยียนจะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเมิ่งไห่หนิงมาก่อน แต่
คนที่มารดาเขาเห็นชอบ ย่อมต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติที่ดีแน่นอน
“อ้อ น้องชายเมิ่งนี่เอง เชิญเข้ามาเถอะ”
เมิ่งไห่หนิงไม่ได้เกรงใจ เขาผลักประตูเดินเข้าไป
เขาประสานมือค านับโม่ซิวเหยียนก่อน “ข้ารบกวนการพักผ่อน
ของพี่สี่หรือไม่?”
โม่ซิวเหยียนโบกมือ “ไม่เลย ๆ น้องชายเมิ่งนั่งลงก่อนเถอะ”
เมิ่งไห่หนิงมาเพื่อสู่ขอ ด้วยมารยาทเขาจึงมาทักทายพี่สี่ ไม่ได้
ตั้งใจจะนั่งอยู่นานนัก
“พี่สี่ คนในบ้านไปไหนกันหมดขอรับ?”
โม่ซิวเหยียนก็เคยผ่านเรื่องเช่นนี้มาก่อน ตอนที่เขาแต่งงาน ก็
เป็นฝ่ายไปส่งของหมั้นด้วยตัวเอง และก็รู้สึกตื่นเต้นกระวนกระวาย
เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงเข้าใจความรู้สึกของเมิ่งไห่หนิงในยามนี้ได้
“พวกเขาไปที่บ้านหลังใหม่กันหมดแล้ว วันนี้เป็นพิธียกขื่อ”
เมิ่งไห่หนิงประสานมืออีกครั้ง “ขอบคุณพี่สี่ที่แจ้งให้ทราบ ข้าจะ
รีบไปตามหาพวกเขาเดี๋ยวนี้”
ตอนนี้เขาอยากจะจัดการเรื่องสู่ขอให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว จิตใจจะ
ได้สงบลงเสียที่
พูดจบ เมิ่งไห่หนิงก็ออกไปเรียกสองสามคนให้ตามไปที่บ้านใหม่
ของสกุลโม่ด้วยกัน
บ้านหลังใหม่อยู่ห่างจากบ้านที่เช่าในหมู่บ้านไปพอสมควร และ
บรรยากาศก็คึกคักมากจนผิดปกติ ดังนั้น แม้โม่จิ่วเยี่ยจะประสาท
การรับรู้ที่ดีเพียงใด ก็ไม่ได้ยินเสียงกลองของขบวนสู่ขอ
พี่ห้าแขวนประทัดเรียบร้อยแล้ว พี่หกถือไม้ขีดไฟรออยู่ด้านล่าง
รอฤกษ์มงคลมาถึงเพื่อจุดประทัด
เหล่าสตรีก าลังห้อมล้อมฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ด้านหน้า รอชมพิธียก
ขื่อ
โม่จิ่วเยี่ยยืนอยู่หลังสุดของกลุ่มสตรี มือหนึ่งจับมือเฮ่อจือหร่าน
อีกมือโอบเอวนาง กลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันกับภรรยาในที่ที่มีคน
อยู่มากเช่นนี้
พี่แปดที่ยืนอยู่ด้านหลังของฝูงชนรับหน้าที่รักษาความเรียบร้อย
เขาหันไปเห็นเมิ่งไห่หนิงที่พาเจ้าหน้าที่ตามมาด้วยสองสามคน
เขารู้ว่าช่วงนี้เมิ่งไห่หนิงยุ่งอยู่กับการเตรียมสู่ขอน้องสาว จน
แทบไม่ได้โผล่มาที่ที่ว่าการเลย จึงไม่รู้ว่าท าไมวันนี้อีกฝ่ายถึงมาที่นี่
พี่แปดเดินไปต้อนรับ “น้องชายเมิ่ง เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
เขาจ าได้ว่าตนไม่ได้เชิญอีกฝ่ายมาร่วมพิธียกขื่อของครอบครัว
นะ!
แม้ว่าเมิ่งไห่หนิงจะมาที่สกุลโม่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยมาดูบ้านใหม่
ของสกุลโม่มาก่อน
เขาเพิ่งเดินเข้ามาก็ถูกดึงดูดความสนใจด้วยรูปทรงภายนอก
ของอาคารที่แตกต่างจากที่อื่น
หากไม่ใช่เพราะในใจยังคิดถึงเรื่องส าคัญที่ต้องท า เขาคงจะ
ตรวจดูบ้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนี้อย่างละเอียด
เมื่อพี่เขยในอนาคตออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง เมิ่งไห่หนิงจึงรีบ
เดินเข้าไปหาอีกสองสามก้าว
“พี่แปด วันนี้ข้ามาสู่ขอ”
ขณะที่ทั้งสองคนก าลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฝั่งพี่หกก็จุดประทัดที่
แขวนอยู่บนคานบ้านแล้ว
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงพูดคุยของทุกคน เมิ่งไห่หนิงกับพี่
แปดจึงไม่อยู่คุยกันต่อ ต่างหันไปมองคานบ้าน
พิธียกขื่อไม่ได้ซับซ้อน หลังจากจุดประทัดแล้ว หูชงก็กล่าวค า
อวยพรกับคนสกุลโม่ จากนั้นก็สั่งให้คนงานตอกตะปูลงบนคานเป็น
สัญลักษณ์สองสามครั้งก็ถือว่าเสร็จพิธี
ในสมัยโบราณ พิธียกขื่อต้องเลี้ยงญาติมิตร สกุลโม่ก็ไม่ได้เป็น
ข้อยกเว้น
แม้ว่าพวกเขาจะเพิ่งมาที่นี่ได้ไม่นาน แต่ก็เข้ากับคนตระกูลโจว
และตระกูลจ้าวได้ดี ยังมีตระกูลฟางกับตระกูลเซี่ยที่ย่อมต้องเชิญมา
ร่วมงานด้วย
ส่วนถังหมิงรุ่ยนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นความในใจที่เขามีต่อโม่หาน
เยี่ย ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่คิดจะสนิทสนมด้วยมากนัก จึงไม่ได้บอกให้
อีกฝ่ายรู้
เมิ่งไห่หนิงก็เช่นกัน พอได้ยินโม่ชูหานบอกว่าสองสามวันนี้เขา
ก าลังหัวหมุนกับเรื่องการสู่ขอ จึงไม่ได้แจ้งให้ทราบเช่นกัน
แต่พวกเขาไม่คิดว่าเมิ่งไห่หนิงจะเตรียมการรวดเร็วขนาดนี้ และ
รีบมาหาพวกเขาในวันนี้
หลังจากเสร็จสิ้นพิธี งานเลี้ยงที่เตรียมไว้จะเริ่มในยามเที่ยง
บรรดาสตรีสกุลโม่ก็วางแผนจะไปช่วยงานในครัว
พอทุกคนหันไปก็เห็นเมิ่งไห่หนิงยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มคน
ก่อนที่คนสกุลโม่จะได้เอ่ยปาก เมิ่งไห่หนิงก็ก้าวออกมาข้างหน้า
และกล่าวแสดงความยินดีอย่างจริงจัง
“ขอแสดงความยินดี ๆ”
หลังจากพูดคุยทักทายกันตามมารยาท เมิ่งไห่หนิงก็รีบพูดถึง
จุดประสงค์ของตนเอง
“วันนี้ข้าได้น าของหมั้นมาด้วยแล้ว ทั้งยังเชิญแม่สื่อมาด้วยอีก ฮู
หยินผู้เฒ่า ท่านคิดว่าจะสะดวกให้ข้าสู่ขอแม่นางโม่เมื่อไหร่ขอรับ?”
เมิ่งไห่หนิงถามทั้งที่รู้ค าตอบอยู่แล้ว เขารู้ดีถึงขั้นตอนของพิธียก
ขื่อ โดยทั่วไปงานเลี้ยงจะจัดในช่วงเที่ยงวัน ตอนนี้คนสกุลโม่จึงน่าจะ
ไม่ยุ่งมาก
ฮูหยินผู้เฒ่าก็ใจร้อนอยากให้เรื่องแต่งงานของบุตรสาวได้
ข้อสรุปเร็ว ๆ นางท าท่าเชิญและกล่าวว่า “เชิญใต้เท้าเมิ่งเข้าไปคุย
กันในบ้านเถอะ”
เรื่องส าคัญที่สุดในชีวิตของน้องสาว พวกพี่ชายในบ้านย่อมต้อง
มีส่วนร่วมแน่นอน
เมื่อเห็นมารดากับเมิ่งไห่หนิงตกลงกันแล้วว่าจะเข้าไปคุยในบ้าน
พวกเขาจึงพากันตามไป
ส่วนโม่จิ่วเยี่ยพยุงเฮ่อจือหร่านเดินอยู่ท้ายสุด
เมื่อมาถึงบ้านสกุลโม่ พวกเขาก็ตรงไปยังห้องที่ฮูหยินผู้เฒ่าอยู่
เมิ่งไห่หนิงจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่น าหีบของหมั้นมา
เขาลุกขึ้นยื่นกระดาษปึกหนึ่งให้ฮูหยินผู้เฒ่าอย่างนอบน้อม
“ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดตรวจดู นี่คือรายการของหมั้นที่ข้าเตรียมไว้
ส าหรับแม่นางโม่”
ฮูหยินผู้เฒ่าตรวจดูอย่างไม่ใส่ใจนัก พวกมันล้วนเป็นของดี
ทั้งสิ้น
หากพูดว่าเป็นของดีก็เป็นแค่ของดีในเมืองอวิ่นเท่านั้น หาก
น าไปเทียบกับของดีในเมืองหลวงแล้ว ก็ไม่นับว่าเป็นอะไร
บทที่ 330 การสู่ขอ
อย่างไรก็ตาม ฮูหยินผู้เฒ่ารู้ดีว่า เมิ่งไห่หนิงเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์
สุจริต และครอบครัวของเขาก็ถูกจักรพรรดิซุ่นอู่กดดันเช่นกัน การที่
สามารถเตรียมของหมั้นได้ขนาดนี้ ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
เขาคงต้องได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลของตนเองด้วย
มิฉะนั้น ด้วยเงินเดือนของเมิ่งไห่หนิงแล้ว คงไม่สามารถเตรียมของ
หมั้นขนาดนี้ได้
นางก าลังจะยกลูกสาวให้แต่งงาน ไม่ใช่ขายลูกสาว ของหมั้นจะ
มากหรือน้อยล้วนเป็นน ้าใจของฝ่ายชาย เมื่อถึงเวลานางจะรวมของ
หมั้นกับสินสอดของลูกสาว แล้วส่งคืนกลับไปให้พวกเขาพร้อมกัน
ขอเพียงลูกสาวนางได้รับการดูแลอย่างดี ทุกอย่างก็ไม่ส าคัญ
แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็มองข้ามสิ่งของนอกกายเหล่านี้มา
นานแล้ว จะมากจะน้อยก็เป็นเพียงน ้าใจเท่านั้น
หากนางต้องการให้ลูกสาวมีชีวิตที่หรูหราร ่ารวยจริง ๆ ก็
สามารถให้นางแต่งงานกับถังหมิงรุ่ยได้
การค้าของถังหมิงรุ่ยตอนนี้ก าลังรุ่งเรือง เมื่อเทียบกับเมิ่งไห่หนิง
แล้ว ถือว่าเขามีฐานะร ่ารวยกว่ามาก
ฮูหยินผู้เฒ่าแสดงสีหน้าอ่อนโยน วางรายการของหมั้นลงบนโต๊ะ
ข้างตัวเบา ๆ
“ใต้เท้าเมิ่งมีน ้าใจจริง ๆ”
เมิ่งไห่หนิงประสานมือค านับอีกครั้ง “ขอบคุณที่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่
รังเกียจขอรับ”
เขารู้ดีในใจว่าการที่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตั้งข้อสงสัยใด ๆ แสดงว่า
ของหมั้นที่เขาเตรียมมานั้นผ่านการพิจารณาแล้ว
แม่สื่อก็รู้จักดูสถานการณ์ พอเห็นว่าถึงเวลาที่นางต้องออกโรง
แล้วก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม เอ่ยแนะน าตัวเองก่อน
“ฮูหยินผู้เฒ่า คุณชายทั้งหลาย ข้าคือแม่สื่อประจ าเมืองอวิ่นของ
พวกเรา ทุกคนเรียกข้าว่าแม่สื่อหลิว วันนี้ข้ามีโอกาสอันดี ได้รับเชิญ
จากท่านนายอ าเภอ ให้มาสู่ขอแม่นางโม่ที่สกุลโม่”
ฮูหยินผู้เฒ่าตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“ขอบคุณมาก เชิญนั่ง”
แม่สื่อหลิวไม่เกรงใจ นั่งลงเก้าอี้ข้าง ๆ ทันที่
จากนั้นก็พูดถึงข้อดีมากมายของเมิ่งไห่หนิงราวกับเป็นหน้าที่
ปกติ
ฮูหยินผู้เฒ่าเคยเห็นสถานการณ์แบบนี้มามาก จึงปล่อยให้นาง
พูดไป
หลังจากผ่านไปนาน แม่สื่อหลิวจึงพูดเข้าประเด็นส าคัญ
“ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีข้อคัดค้าน ท าไมไม่มอบดวงวันเกิดของ
แม่นางโม่ให้ข้า ข้าจะได้ช่วยเลือกฤกษ์ดีให้ทั้งสองอย่างไรเล่า?”
เมื่อพูดถึงวันแต่งงาน ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ได้ตั้งใจจะฟังแม่สื่อ
ทั้งหมด เพราะนางก าลังรีบร้อน
“เรื่องวันแต่งงาน ไม่ทราบว่าพวกเราจะก าหนดเองได้หรือไม่?”
ค าพูดนี้เหมือนเป็นการสอบถาม แต่จริง ๆ แล้วเป็นการบอกแม่
สื่อว่านางต้องการก าหนดวันแต่งงานเอง
แม่สื่อเหมือนจะประหลาดใจอยู่บ้าง นางท างานนี้มาหลายปี แต่
กลับเป็นครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์แบบนี้
อย่างไรก็ตาม นางก็เป็นคนที่มีความคิดลึกซึ้ง เพียงแค่มองก็รู้ว่า
ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนที่พูดอะไรแล้วต้องท าตามนั้น อีกทั้งยังมีความน่า
เกรงขามที่นางไม่กล้าท้าทายอีก
อีกอย่าง ใต้เท้าเมิ่งก็ได้บอกไว้แล้วว่า ไม่ว่าอย่างไร ก็ขอเพียง
นางเจรจาเรื่องการแต่งงานส าเร็จก็พอ นางจึงไม่จ าเป็นต้องท าลาย
โอกาสอันดีของผู้อื่นเพราะกฎเกณฑ์พวกนี้
“ฮ่า ๆ …เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ในใจฮูหยินผู้เฒ่ามีวันดี
อะไรอยู่บ้างหรือ?”
ไม่กี่วันมานี้ ยามว่างฮูหยินผู้เฒ่าก็จะไปพลิกดูหนังสืออนุปฏิทิน
และเลือกวันที่ดีไว้หลายวัน
ที่ส าคัญที่สุดคือวันเหล่านั้นล้วนเป็นก่อนเดือนเจ็ด
“หากการแต่งงานครั้งนี้เป็นจริงได้ ข้าตั้งใจจะให้ใต้เท้าเมิ่ง
แต่งงานกับหานเยี่ยก่อนเดือนเจ็ด”
ค าพูดนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าพูดกับเมิ่งไห่หนิง นางกลัวว่าจะต้องให้เมิ่ง
ไห่หนิงเป็นคนพยักหน้าเห็นด้วยถึงจะนับว่าใช้ได้
เมิ่งไห่หนิงไม่รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ท าตามธรรมเนียม และเสนอ
เรื่องวันแต่งงานขึ้นมาเอง แม้เขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความจ าเป็นอะไร
แต่ก็เชื่อว่าด้วยวิสัยทัศน์ของฮูหยินผู้เฒ่า คงไม่เสนอข้อเรียกร้อง
เช่นนี้โดยไม่มีเหตุผลแน่
แน่นอนว่าเขาไม่มีนิสัยชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น อีก
ทั้งเรื่องวันแต่งงานส าหรับเขาแล้วก็ไม่ใช่ปัญหา ยิ่งได้แต่งงานกับ
หญิงสาวที่รักเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
เมิ่งไห่หนิงลุกขึ้นยืน กล่าวอย่างจริงจัง “ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้
อาวุโส ท่านตัดสินใจเถอะขอรับ”
แม่สื่อเห็นว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้แสดงท่าทีแล้ว ก็ลุกขึ้นยืน
ตาม
“ฮูหยินผู้เฒ่าช่างมีวิสัยทัศน์จริง ๆ ข้าเองก็ก าลังจะพูดถึงเรื่องนี้
เช่นกัน ปีนี้เป็นปีอธิกสุรทิน มีแต่ครึ่งปีแรกเท่านั้นที่มีฤกษ์ดี ครึ่งปี
หลังไม่เหมาะจะจัดงานแต่งงาน”
ค าพูดนี้ช่างไพเราะจนกล่าวได้ว่าท าให้ทั้งคนสกุลโม่และเมิ่งไห่ห
นิงรู้สึกสบายใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แล้วถามว่า “ในเมื่อแม่
สื่อหลิวพูดเช่นนี้ ก่อนเดือนเจ็ดปีนี้ มีฤกษ์ดีวันใดบ้าง?”
แม่สื่อหลิวท างานนี้มานาน วันใดเป็นฤกษ์ดีนางย่อมจ าได้ขึ้นใจ
หมดแล้ว
“ตอนนี้เป็นเดือนสี่ วันที่ยี่สิบหกเดือนสี่เป็นฤกษ์ดี ยังมีวันที่แปด
เดือนห้า วันที่สิบสองเดือนหก…”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟังวันที่นางพูดแล้วรู้สึกขบขัน วันเหล่านี้ก็เป็นวันที่
นางตรวจสอบจากหนังสืออนุปฏิทินแล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อแม่สื่อพูดถึงวันที่ตรงกับนาง ก็ไม่มีอะไรให้
ต้องสงสัยอีกแล้ว
ตอนนี้เหลือเพียงแต่ต้องค านวณวันเดือนปีเกิดของทั้งสองคนว่า
ขัดแย้งกันหรือไม่ หากไม่มีผลลัพธ์ที่เลวร้ายนัก ก็สามารถเลือกวัน
แต่งงานที่ดีเพื่อชดเชยได้
แม่สื่อหลิวเพิ่งเห็นครอบครัวฝ่ายหญิงเร่งรีบจะจัดแต่งงานให้ลูก
สาวเป็นครั้งแรก ทั้งยังสังเกตเห็นว่าท่านนายอ าเภอก็ยินดีเป็นพิเศษ
ดังนั้น นางจึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง นั่งอยู่ข้าง ๆ
แล้วค านวณวันเดือนปีเกิดของทั้งสองคน
คนสกุลโม่และเมิ่งไห่หนิงไม่ได้พูดอะไร รอผลการค านวณของ
แม่สื่อเงียบ ๆ
เห็นแม่สื่อหลิวเขียน ๆ วาด ๆ อยู่นาน สีหน้าแห่งความยินดีก็ยิ่ง
เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
นางวางใบวันเดือนปีเกิดลง แล้วลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ยินดีกับใต้เท้าเมิ่ง ยินดีกับฮูหยินผู้เฒ่า วันเดือนปีเกิดของคู่
บ่าวสาวคู่นี้เข้ากันได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นคู่ที่สวรรค์สรรสร้าง
มาเลยทีเดียว”
แม่สื่อหลิวหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่อด้วยท่าทางตื่นเต้น “ข้า
ท างานเป็นแม่สื่อมาหลายปีแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นดวงชะตาที่
เข้ากันได้ดีมากเช่นนี้ การแต่งงานของคู่บ่าวสาวนี้จะราบรื่นไปเสีย
ทุกอย่าง แม้ไม่ต้องเลือกฤกษ์ยามก็ไม่มีปัญหาอะไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ต่างแสดงสีหน้ายินดี
เมิ่งไห่หนิงตื่นเต้นจนถึงกับเอ่ยค าว่า ‘ดี’ ถึงสามครั้ง
แน่นอนว่าค าพูดของแม่สื่อท าให้ทุกคนรู้สึกสบายใจ แต่ฮูหยินผู้
เฒ่าก็ยังอยากมอบสิทธิ์ในการตัดสินใจให้เมิ่งไห่หนิง
เช่นนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการผิดธรรมเนียม เพราะสุดท้ายแล้วฝ่าย
ชายก็เป็นผู้ก าหนดวันแต่งงานอยู่ดี
“ใต้เท้าเมิ่งคิดว่า ฤกษ์ยามไหนเหมาะจะรับหานเยี่ยเข้าบ้าน?”
เมิ่งไห่หนิงอยากแต่งงานกับโม่หานเยี่ยเร็ว ๆ วันที่เขาชอบที่สุด
คือวันที่ยี่สิบหกเดือนสี่
แต่ตอนนี้เข้าช่วงกลางเดือนสี่แล้ว เหลือเวลาอีกเพียงสิบวัน การ
เตรียมงานแต่งอย่างเร่งรีบเช่นนี้ อาจท าให้โม่หานเยี่ยไม่ได้รับการ
ดูแลเป็นอย่างดี
อีกทั้งงานแต่งงานของเขาจ าเป็นต้องเชิญผู้อาวุโสในครอบครัว
มาเป็นเจ้าภาพ ช่วงเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ไม่สามารถแจ้งข่าวกับครอบครัว
ได้ทัน
หลังคิดไปคิดมา เขาจึงถามอย่างระมัดระวังว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าคิด
ว่าวันที่สิบสองเดือนหกเป็นอย่างไรขอรับ?”
เขามีหลายสิ่งที่ต้องพิจารณา อันดับแรกคือต้องซื้อบ้านในเมือ
งอวิ่น เพราะเขาไม่อาจพาภรรยามาอยู่ที่ที่ว่าการหลังแต่งงานได้
หลังจากซื้อบ้านแล้ว ยังต้องปรับปรุงใหม่เพราะเขาต้องการให้
หญิงสาวที่เขารักได้อยู่อย่างสบายใจ
ระหว่างนั้น เขาก็สามารถแจ้งข่าวให้คนในครอบครัวให้มา
จัดการงานแต่งของเขาได้ เวลาเดินทางไปกลับก็มีเพียงพอ ไม่ถึงกับ
ต้องรีบร้อนมากนัก
โดยสรุปแล้ว ช่วงเวลานี้คือช่องที่เหมาะสมที่สุด
ตราบใดที่เป็นฤกษ์ยามก่อนเดือนเจ็ด ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ได้
คัดค้านใด ๆ
“ดี เอาตามที่ใต้เท้าเมิ่งว่า วันที่สิบสองเดือนหก ท่านจะแต่ง
หานเยี่ยเข้าบ้าน”