ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 379 มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดเถอะ
เพราะนี่เป็นสถานที่กลางแจ้ง และอาจมีสัตว์ป่าโผล่มาได้
ตลอดเวลา
โม่จิ่วเยี่ยกวาดตามองรอบ ๆ และเห็นถ ้าขนาดเล็ก
“พี่หก พวกเราช่วยกันหามคนเข้าไปข้างในเถอะ”
ไม่ใช่แค่เพียงพี่ใหญ่และพี่รอง แม้แต่พวกพี่สามที่ยังไม่ได้สติก็
ต้องถูกหามเข้าไปด้วย
เพียงแค่รับประกันความปลอดภัยของพวกเขาได้ โม่จิ่วเยี่ยถึงจะ
สามารถถอนพิษให้พี่ชายทั้งสองได้อย่างสบายใจ
บริเวณหน้าถ ้าไม่มีตะไคร่น ้าหรือวัชพืช ชัดเจนว่ามีคนเข้าออก
ที่นี่เป็นประจ า
ภายในถ ้ามีแผ่นหินสีเขียวสองแผ่นขนาดเท่าเตียงเดี่ยว ถูกขัด
จนไม่มีเหลี่ยมมุมแม้แต่น้อย ซ ้ายังเรียบลื่นอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น พี่ใหญ่และพี่รองก็วิ่งออกมาจากทิศทางนี้ จึงสรุป
ได้ว่าที่นี่คือสถานที่ที่พี่ชายทั้งสองอาศัยอยู่มาหลายปี
ไม่ต้องพูดถึงความเรียบง่าย แผ่นหินเปลือยไม่มีผ้าปูที่นอน
เสื้อผ้าส ารองก็ไม่มีด้วย
ซึ่งสิ่งนี้สามารถยืนยันได้จากเสื้อผ้าขาดวิ่นและเละเทะของพี่
ใหญ่กับพี่รอง
พื้นถ ้าเต็มไปด้วยกระดูกสัตว์สีขาวกระจัดกระจายอยู่ เห็นได้ชัด
ว่าไม่มีใครท าความสะอาด
จากรายละเอียดเหล่านี้ บ่งบอกว่าพี่ใหญ่และพี่รองใช้ชีวิต
อย่างไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ไม่มีเวลาให้คิดมาก โม่จิ่วเยี่ยเรียกพี่หกมาช่วย วางพี่ใหญ่และพี่
รองลงบนแผ่นหินสองแผ่น
เขาไม่ได้รีบร้อนถอนพิษให้พี่ชายทั้งสอง เพราะภรรยามักจะใช้
เครื่องมือทันสมัยในพื้นที่มิติตรวจสอบก่อน เมื่อระบุต าแหน่งได้แล้ว
จึงท าการผ่าตัดเอาหนอนกู่ออกมา
ข้อดีที่สุดของการท าเช่นนี้คือสามารถระบุต าแหน่งของหนอนกู่
ได้อย่างแม่นย า และป้องกันความคลาดเคลื่อนระหว่างการผ่าตัด
แต่ตอนนี้ เขาไม่มีของเช่นนั้นเลย
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะสามารถระบุต าแหน่งของหนอนกู่ได้คร่าว ๆ แต่ก็
ไม่กล้าลงมือโดยพลการ
เมื่อกู่ลูกในร่างอาศัยเจอกับอันตราย มันจะหนีไปยังส่วนอื่นของ
ร่างกายทันที่ หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น การน าหนอนกู่ออกมา
อาจจะล้มเหลวได้
เพื่อระบุต าแหน่งของกู่ลูกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โม่จิ่วเยี่ยจึงหยิบขวด
กระเบื้องที่ใส่กู่แม่ซึ่งได้มาจากการค้นตัวปรมาจารย์ซือเหมิงออกมา
เขาไม่อาจระบุได้ว่ากู่ตัวไหนคือกู่แม่ที่ควบคุมกู่ลูกในร่างของ
พี่ชาย จึงได้แต่ลองเขย่าทีละขวดเบา ๆ
เพียงแค่กู่แม่ในขวดมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย กู่ลูกที่มันควบคุม
อยู่ก็จะดิ้นไปมาในร่างอาศัย
โม่จิ่วเยี่ยกับพี่หกร่วมมือกัน คอยจับตาดูแขนขาของพี่ชายคน
ละคน
เขาลองเขย่าขวดใบหนึ่ง
ไม่นานนัก บนแขนของพี่รองก็มีรอยนูนขึ้นมาอย่างชัดเจน
รอยนูนขนาดเท่าเมล็ดถั่วใต้ผิวหนังของเขาสามารถมองเห็นได้
ด้วยตาเปล่า
โม่จิ่วเยี่ยยืนยันต าแหน่งของกู่ลูก ก่อนจะรีบส่งขวดกระเบื้องให้พี่
หกทันที่
“พี่หก เมื่อท่านเห็นหนอนกู่แล้ว ให้จับมันใส่ขวดนี้ทันที”
พี่หกพยักหน้าจริงจัง มือถือขวดกระเบื้อง สายตาจ้องการ
เคลื่อนไหวของน้องเก้า
โม่จิ่วเยี่ยลงมือใช้มีดกรีดแผลที่ไม่ลึกมากบนแขนของพี่รอง
หนอนกู่สีด าตัวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าสองพี่น้อง
พี่หกไม่ประมาทแม้แต่น้อย เขาเก็บกู่ลูกที่เพิ่งโผล่ออกมาใส่ขวด
อย่างคล่องแคล่ว
โม่จิ่วเยี่ยช่วยฆ่าเชื้อและเย็บแผลให้พี่รอง แม้ว่าฝีมือการเย็บ
แผลของเขาจะไม่ค่อยดีนัก แต่มันก็เป็นที่น่าพอใจ
โม่จิ่วเยี่ยค้นหากู่แม่ที่ควบคุมพี่ใหญ่ด้วยวิธีเดียวกัน จากนั้นก็
หาต าแหน่งของกู่ลูกในร่างกายของเขาแล้วท าการผ่าตัด
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น บนหน้าผากของโม่จิ่วเยี่ยก็มีเหงื่อ
ผุดพราย
เขาไม่ลืมที่จะปลอบใจพี่หก
“ข้าน าหนอนกู่ออกจากร่างของพี่ใหญ่และพี่รองแล้ว พวกเขาจะ
ตื่นขึ้นมาทันทีหลังยาสลบหมดฤทธิ์”
เขาประเมินเวลาแล้วพบว่ามันผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว
นับตั้งแต่เขาใช้ยาสลบกับพี่ชายทั้งสอง หากไม่มีอะไรผิดพลาด พวก
เขาก็คงจะตื่นขึ้นมาในไม่ช้า
จากการสังเกตสภาพร่างกายของพี่ใหญ่พี่รอง ทั้งสองผอมโซจน
แทบไม่ต่างอะไรกับโครงกระดูกที่มีหนังหุ้ม ใบหน้าก็ดูแก่ชรากว่า
ตอนที่เขาจ าได้มาก
โดยเฉพาะพี่ใหญ่ที่มีแผลเป็นยาวบนหน้าผาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับพี่สี่และพี่เจ็ดแล้ว สถานการณ์ของ
เขาดูดีกว่ามาก อย่างน้อยร่างกายก็ไม่ได้บาดเจ็บรุนแรงอะไร
ขณะที่โม่จิ่วเยี่ยก าลังสังเกตสภาพร่างกายของพี่ใหญ่พี่รอง
อย่างละเอียด จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ จากด้านหลัง
เขากับพี่หกหันกลับไปมองพร้อมกัน จึงเห็นว่าพี่สามลืมตา
ขึ้นมาบ้างแล้ว
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษในร่างกายยังไม่หมดไปหรือไม่
ดวงตาของอีกฝ่ายจึงดูบวมเล็กน้อย
“พี่สาม ท่านตื่นแล้วหรือ?”
โม่จิ่วเยี่ยและพี่หกย่อตัวลงตรงหน้าเขา
เมื่อเห็นสองพี่น้อง พี่สามก็ยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่ามันคือเรื่อง
จริง
เขาขยี้ตาที่รู้สึกไม่สบายอย่างแรง แล้วจ้องมองคนทั้งคู่อีกครั้ง
“น้องหก น้องเก้า นี่คือที่ไหนกัน?”
“พี่สาม พวกเราอยู่บนภูเขาเสี่ยวชิวที่ชายแดนตะวันตก”
เมื่อได้ยินว่าเป็นภูเขาเสี่ยวชิว สติที่สับสนของพี่สามก็เริ่มค่อย ๆ
กลับคืนมา
เห็นเขาพยายามจะลุกขึ้นนั่ง โม่จิ่วเยี่ยกับพี่หกจึงกันช่วยพยุง
เขา
“พี่สาม ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อน มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดเถอะ”
พี่สามมองซ้ายมองขวา เห็นพวกเหลียงห่าวนอนอยู่ไม่ไกล และ
อยู่ในสภาพหมดสติ
ยังมีอีกสองคนที่นอนอยู่บนแผ่นหิน ดูคล้ายขอทานและมองเห็น
หน้าไม่ชัด
“น้องหก น้องเก้า เหลียงห่าวกับพวกเป็นอย่างไรบ้าง?”
เขาจ าพี่ชายทั้งสองของตนเองไม่ได้
ตอนนี้สิ่งที่เขากังวลเป็นอันดับแรก ย่อมเป็นสหายที่ร่วมเสี่ยง
อันตรายมาด้วยกัน
“พี่สามวางใจเถอะ พวกเหลียงห่าวได้กินยาถอนพิษแล้ว อีกไม่
นานพวกเขาก็จะฟื้นขึ้นมา”
เมื่อได้ยินน้องเก้าพูดเช่นนี้ พี่สามก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที่
เขาถามต่อไปว่า “แล้วท าไมพวกเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่? พิษบนเนิน
เขาลูกที่หกไม่ได้ท าร้ายพวกเจ้าใช่หรือไม่?”
พอนึกถึงสัตว์มีพิษที่พบหลังเข้าสู่เขตเนินเขาลูกที่หก พี่สามก็
ยังคงรู้สึกหวาดกลัว
หากไม่ใช่เพราะพวกเขามีวรยุทธ์สูงส่งและหลบหนีขึ้นต้นไม้ได้
ทันเวลา คงตกเป็นอาหารอันโอชะของพวกแมงป่องกับกบสี
ประหลาดไปแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าพี่สามพาเหลียงห่าวและคนอื่น ๆ ขึ้นมาบนเนิน
เขาลูกที่หก ย่อมต้องเผชิญกับเหตุการณ์เดียวกัน
เพียงแต่เขากับพี่หกมีของช่วยชีวิตที่ภรรยาเตรียมไว้ให้ จึงไม่ได้
รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
พวกพี่สามไม่ได้เตรียมการให้ดีเช่นนี้ การที่ยังเหลือลมหายใจ
รอให้เขามาช่วยได้ทันก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
เพื่อไม่ให้พี่สามเป็นกังวล โม่จิ่วเยี่ยจึงเล่าเรื่องราวการไปจับตัว
ปรมาจารย์ซือเหมิงที่เมืองหลวง และมาที่นี่เพื่อตามหาบิดาและพี่ชาย
อีกสองคนอย่างคร่าว ๆ
หลังจากฟังแล้ว สายตาของพี่สามก็ตกลงบนร่างของพี่ใหญ่และ
พี่รองที่ยังคงสลบไสลอยู่บนแผ่นหิน
“น้องเก้า พวกเขาคือพี่ใหญ่กับพี่รองใช่หรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “โชคดีที่พวกเขาไม่ได้รับอันตราย พวกข้า
เพิ่งมาถึงที่นี่ พี่ใหญ่กับพี่รองก็ปรากฏตัวขึ้น แต่พวกเขาถูกกู่หุ่นเชิด
ของปรมาจารย์ซือเหมิงควบคุมเช่นกัน จึงไม่มีสติสัมปชัญญะ ข้าจึง
ท าได้แค่ให้พวกเขาสลบไปชั่วคราวแล้วน าหนอนกู่ออกมา”
ตอนนี้พี่ใหญ่กับพี่รองถอนหนอนกู่ได้แล้ว อีกไม่นานก็น่าจะฟื้น
พี่สามจับแขนของโม่จิ่วเยี่ยอย่างตื่นเต้น ร่างกายพยายามยืนขึ้น
ด้วยแรงพยุงของน้องชาย