ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 415 ข้าชอบกินมาก
น่าเสียดายที่ตอนออกจากบ้าน สองแม่ลูกไม่ได้น าตะกร้าไม้ไผ่
หรือสิ่งของใดๆ ติดตัวไปด้วย เชอรีผลใหญ่เกินไป เฮ่อฮูหยินเก็บได้
เพียงไม่กี่ลูกก็เต็มมือเสียแล้ว
นางจึงท าได้เพียงเดินกลับไปหาเฮ่อจือหร่าน เพื่อให้บุตรสาวได้
ลิ้มลองก่อน
เฮ่อจือหร่านไม่เคยยึดติดกับธรรมเนียมปฏิบัติมากมายของคน
โบราณ เมื่อเห็นมารดาของนางกลับมา ก็รวบชายกระโปรงของนาง
ขึ้นเป็นถุง
“ท่านแม่ วางตรงนี้ก็ได้เจ้าค่ะ”
เฮ่อฮูหยินรู้สึกประหลาดใจกับการกระท าของบุตรสาวเล็กน้อย
ตอนอยู่เมืองหลวง แม้บุตรสาวจะไม่ชอบเรียนรู้ทักษะของสตรีชั้นสูง
แต่ในแง่กริยามารยาท นางก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคุณหนูคนอื่นเลย
การกระท าของเฮ่อจือหร่านแตกต่างจากเจ้าของร่างเดิมตอนที่
อยู่เมืองหลวงราวฟ้ากับเหว
เฮ่อฮูหยินประหลาดใจชั่วครู่ ก็รีบหาข้อแก้ตัวให้กับพฤติกรรม
ของบุตรสาว
บุตรสาวของนางคงจะต้องทนทุกข์มามากระหว่างทาง ละตอนนี้
ก็อาศัยอยู่ในชนบท ธรรมเนียมปฏิบัติที่เรียนรู้มาคงไม่มีประโยชน์
อะไร
โดยเฉพาะระหว่างการเดินทางเนรเทศ อาจจะไม่ได้กินให้อิ่มท้อง
ด้วยซ ้า แล้วจะรักษากิริยามารยาทไว้ให้ใครดูกัน?
เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้เฮ่อฮูหยินก็รู้สึกปวดใจ ดังนั้น นางจึงไม่มี
ความคิดที่จะเตือนเฮ่อจือหร่านเกี่ยวกับเรื่องมารยาท แต่ปล่อยให้นาง
ท าตามใจชอบ วางเชอร์รีลงในชายกระโปรงของบุตรสาว
ไม่เพียงเท่านั้น เฮ่อฮูหยินยังกลับไปเก็บเชอร์รีลูกใหญ่อีกครั้ง
เลียนแบบท่าทางของเฮ่อจือหร่าน ใช้ชายกระโปรงท าเป็นถุง เก็บจน
ได้พอสมควรจึงกลับมา
“หร่านหร่าน เจ้าชอบกินผลไม้ชนิดนี้มากใช่หรือไม่ ดูสิ แม่เก็บ
มาให้มากมายเลย”
ท่านแม่ที่ท าตัวไม่ยึดติดเช่นนี้ เฮ่อจือหร่านจ าต้องให้ก าลังใจ
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าชอบกินมาก”
เฮ่อฮูหยินเห็นบุตรสาวพูดเช่นนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น เกือบหนึ่งปี
แล้ว ในที่สุดนางก็ได้ท าอะไรบางอย่างเพื่อบุตรสาว แม้จะเป็นเพียง
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ส าหรับแม่คนหนึ่ง มันคือความสุข
หลังจากเก็บเชอร์รีได้มากมาย พวกนางแม่ลูกก็ไม่สะดวกที่จะไป
ไหนไกลกว่านี้ จึงตัดสินใจกลับบ้าน
อย่าดูถูกเชอร์รีที่เฮ่อฮูหยินห่อไว้ในชายกระโปรง เฮ่อจือหร่าน
เดาว่าอย่างน้อยก็น่าจะมีเจ็ดถึงแปดชั่งแน่
แม้ว่าของต้นเชอร์รีแต่ละต้นจะไม่มากนัก แต่ต้นเชอร์รีก็มี
มากมาย เฮ่อฮูหยินแค่เก็บจากต้นไม้ไม่กี่ต้นแถวนั้นก็ได้มากขนาดนี้
แล้ว
เฮ่อจือหร่านประเมินคร่าว ๆ ว่าหากเก็บเชอร์รีจากทั้งหมด ก็
น่าจะได้หลายร้อยชั่ง
แต่นางยังไม่คิดจะขายเชอร์รีจ านวนหลายร้อยชั่งนี้
ไม่ต้องพูดถึงว่าสกุลโม่มีคนมากมาย ยังมีอดีตผู้ติดตามจ านวน
มากที่ย้ายมาอยู่ด้วย อีกทั้งยังมีเมิ่งไห่หนิงและถังหมิงรุ่ย ต้องแบ่งให้
ทุกคนได้ลองกินกันก่อน
ถ้าอยากจะหาเงิน รอให้ปีหน้าเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมากมาย ค่อย
ขายก็ยังไม่สาย
แต่การเก็บเชอร์รีที่เหลืออยู่ คงไม่ใช่หน้าที่ของพวกนางแม่ลูก
แล้ว
เมื่อกลับถึงบ้าน เฮ่อจือหร่านก็สั่งให้อวี่เอ๋อร์ไปเรียกคนมาเก็บ
เชอร์รี เมื่อครู่นางลองชิมไปสองสามลูก พวกมันสุกงอมเต็มที่แล้ว
และเป็นช่วงที่รสชาติดีที่สุด
สิ่งที่สกุลโม่ไม่ขาดแคลนในตอนนี้คือก าลังคน หลานเอ๋อร์
ออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ก็พาคนกลุ่มหนึ่งหามตะกร้าเชอร์รี่ใหญ่
หลายใบกลับมา
เฮ่อจือหร่านรีบแบ่งสรรปันส่วนในขณะที่ผลไม้ยังสดใหม่
อดีตผู้ติดตามของสกุลโม่ แต่ละครอบครัวได้รับส่วนแบ่งสิบชั่ง
เหลียงห่าวและพวกยังไร้คู่ แต่ละคนจึงได้รับส่วนแบ่งห้าชั่ง
อย่างไรก็ตาม พวกเขากินจุ คาดว่าวันเดียวก็น่าจะกินหมด
แม้ว่าตอนนี้สกุลโม่จะไม่ได้ประกาศแยกบ้านอย่างเปิดเผย แต่
ทุกคนต่างใช้ชีวิตในครอบครัวเล็ก ๆ ของตนเอง ผลไม้รสเลิศเช่นนี้
ย่อมต้องแบ่งให้แต่ละครอบครัวหนึ่งส่วน
ยังมีพี่ห้าและคนอื่น ๆ ที่ก าลังคิดค้นดินปืนบนภูเขา เฮ่อจือหร่าน
ก็ให้โม่จิ่วเยี่ยส่งไปให้พวกเขาด้วยหนึ่งตะกร้า
ส่วนถังหมิงรุ่ยและเมิ่งไห่หนิงนั้น เหลียงห่าวรับหน้าที่ส่งไปให้คน
ละสิบชั่ง
นอกจากนี้ทั้งหนานรุ่ย หูชง ตระกูลฟางและตระกูลเซี่ยก็ได้รับ
ส่วนแบ่งด้วย
แม้แต่ชาวบ้านสองสามครัวเรือนที่สนิทสนมกับสกุลโม่ นางก็ให้
หลานเอ๋อร์น าไปแจกจ่ายให้บ้าง
เฮ่อฮูหยินเห็นบุตรสาวใจกว้าง แจกจ่ายเชอร์รีลูกใหญ่มากมาย
จนเกือบหมด ก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมาทันที่
ในอดีต นางเคยเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงมาก่อน ด้วยรสชาติ
ที่อร่อยล ้าของเชอร์รี่นี้ แม้จะวางไว้ในงานเลี้ยงในวังหลวง ก็ถือเป็น
ของชั้นเลิศ
ผลคือบุตรสาวสุดที่รักของนางกลับแบ่งมันออกไปจนหมด
ภายในพริบตา…
เฮ่อจือหร่านไม่รู้เลยว่ามารดาก าลังเจ็บปวดกับการกระท าที่ใจ
กว้างของนาง นางนั่งอยู่ตรงนั้น พูดคุยหัวเราะกับทุกคนพลางกิน
เชอร์รี
ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวต่อเนื่องมาจากทิศทางของ
ยอดเขา
เฮ่อจือหร่านรีบลุกขึ้นยืน เดินออกไปนอกบ้านอย่างรวดเร็ว
เสียงนี้นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือเสียงระเบิด
พี่ชายสามีขึ้นไปบนภูเขาเพื่อคิดค้นดินปืนและยังไม่กลับมา
หลายวันแล้ว โม่จิ่วเยี่ยก็ยุ่งอยู่กับเรื่องต่าง ๆ ในบ้านจึงไม่ได้ขึ้นไป
ตรวจสอบ ตอนนี้นางจึงไม่รู้ว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว
แต่จากเสียงนี้ เฮ่อจือหร่านมั่นใจว่าดินปืนน่าจะท าส าเร็จแล้ว
เพียงแต่พี่ชายสามีคงยังควบคุมปริมาณได้ไม่ดีนัก จึงท าให้เกิดการ
ระเบิดขึ้น
และที่ส าคัญกว่านั้น อานุภาพการท าลายล้างของดินปืนนั้น
รุนแรงมาก นางไม่รู้ว่าพี่ชายสามีได้รับบาดเจ็บหรือไม่
เสียงนี้ดังไม่เบาเลย แม้เฮ่อฮูหยินจะไม่รู้ที่มาของเสียง แต่มันก็ท า
ให้นางสะดุ้งตกใจสุดตัว
นางเห็นเฮ่อจือหร่านลุกขึ้นยืนกะทันหัน ก็คิดว่าคงตกใจ
เช่นเดียวกัน นางไม่สนใจว่าหัวใจของตนเองจะเต้นแรง รีบเข้าไป
ปลอบบุตรสาว
เฮ่อฮูหยินตบไหล่เฮ่อจือหร่านเบา ๆ “หร่านหร่านอย่ากลัวเลย
แม่อยู่ตรงนี้”
เฮ่อจือหร่านไม่ได้กลัวเลยสักนิด นางก าลังเป็นห่วง เพียงแต่
สภาพของนางในตอนนี้ การจะขึ้นเขาไปดูให้รู้แน่ชัดย่อมเป็นไป
ไม่ได้
โชคดีที่โม่จิ่วเยี่ยเพิ่งน าตะกร้าเชอร์รีไปให้ คาดว่าหากเขาได้ยิน
เสียงระเบิด ก็คงจะรีบไปตรวจสอบแล้ว
และก็เป็นอย่างที่คาด โม่จิ่วเยี่ยเดินมาถึงครึ่งทางก็ได้ยินเสียง
ระเบิดดังสนั่น
เขาคิดไม่ต่างจากเฮ่อจือหร่าน สิ่งที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดคือ
ความปลอดภัยของพวกพี่ชาย
เขารู้ดีถึงอานุภาพของระเบิดมือจากพื้นที่มิติของภรรยา แม้ว่า
ดินปืนนี้จะไม่ได้รุนแรงเท่าระเบิดมือ แต่ก็ไม่ควรประมาท
โม่จิ่วเยี่ยยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว เขาเร่งฝีเท้าเร็วที่สุดเท่าที่จะท าได้
ประมาณหนึ่งเค่อ เขาก็มาถึงหน้าถ ้าที่พี่ห้าและคนอื่น ๆ ก าลัง
คิดค้นดินปืนอยู่
ภาพที่เห็นตรงหน้าท าให้เขาตกตะลึง
บริเวณปากถ ้าที่ใช้ผลิตดินปืนนั้นพังพินาศ พื้นดินไหม้เกรียม
เป็นสีด า มีหลุมขนาดต่าง ๆ เต็มไปหมด
โม่จิ่วเยี่ยวางตะกร้าในมือลง ก าลังจะเข้าไปตรวจสอบ ก็ได้ยิน
เสียงคนเรียกด้านหลัง
“น้องเก้า รีบช่วยพี่ห้าขึ้นไปเร็ว”
น ้าเสียงนั้นฟังดูไม่ใช่แค่เหนื่อยล้า แต่ยังแฝงไปด้วยความล าบาก
โม่จิ่วเยี่ยหันกลับไป และเห็นคนคนหนึ่งก าลังปีนออกมาจาก
หลุมลึกไม่ไกลนัก
พี่ห้าผมเผ้ายุ่งเหยิง แม้จะใช้ค าว่า ‘ฟู’ มาอธิบายก็ยังไม่เกินจริง
ใบหน้าของเขาด ามืด ยกเว้นฟันสีขาวที่โผล่ออกมาตอนพูด
ไม่เพียงเท่านั้น เสื้อผ้าของเขายังขาดรุ่งริ่ง ไม่ต่างอะไรกับพี่ใหญ่
และพี่รองตอนอยู่เนินเขาลูกที่หกเลย
เห็นโม่จิ่วเยี่ยยังคงยืนเหม่ออยู่ พี่ห้าก็เริ่มร้อนใจขึ้นมา
“น้องเก้า เร็วเข้า ดึงข้าขึ้นไป”
บทที่ 416 ร่างกายของท่านไม่สบายตรงไหนบ้าง
โม่จิ่วเยี่ยรีบวิ่งไปหา คว้าตัวพี่ห้าแล้วดึงขึ้นมา
เมื่อพี่ห้าขึ้นมาถึงพื้น เขาก็ทรุดลงนั่งทันที่
ร่างกายของเขาด าปี๋ไปหมด โม่จิ่วเยี่ยมองไม่ออกว่าเขาบาดเจ็บ
ตรงไหน จึงได้แต่ถามว่า “พี่ห้า ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
พี่ห้าส่ายหน้า ชี้ไปที่หลุมลึกด้านหลังแล้วพูดว่า “ข้าไม่เป็นไร พี่
ใหญ่กับพี่รองยังอยู่ข้างล่าง เจ้าหาทางดึงพวกเขาขึ้นมาเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยมองลงไปในหลุมลึก หากไม่ใช่เพราะสายตาของเขาดี
คงมองไม่เห็นว่าข้างล่างมีคนสองคนนอนแผ่หลาอยู่
โม่จิ่วเยี่ยกระโดดเข้าไป พี่ชายทั้งสองในตอนนี้บอกไม่ได้ว่าใคร
เป็นใคร ไม่เพียงผมเผ้าจะรุงรังและใบหน้าด ามืด แต่ร่างกายยังถูกฝัง
อยู่ในดินจ านวนมาก
เขาสาวเท้าไปใกล้พี่ใหญ่ แบกร่างของอีกฝ่ายไว้บนหลังแล้ว
กระโดดขึ้นมา
โม่จิ่วเยี่ยท าแบบเดิมซ ้าอีกครั้ง ในที่สุดก็ช่วยพี่ชายทั้งสองได้
ตอนนี้สภาพของพวกพี่ชายไม่ค่อยดีนัก แม้ว่าทั้งตัวจะด าสนิท
แต่ก็มองเห็นรอยเลือดอย่างเลือนราง
โชคดีที่ทั้งคู่ยังคงหายใจอยู่
ขณะที่โม่จิ่วเยี่ยก าลังจะลองปลุกพวกเขา ก็ได้ยินเสียงของหนัก
ตกลงบนพื้นมาจากข้างกาย
คนที่หมดสติไปแล้ว ตื่นขึ้นมาเพราะการตกครั้งนี้
พี่สามเจ็บจนเกือบจะเป็นลม แถมยังมึนจนเป็นลมไปอีกครั้ง
หลังจากตื่นขึ้นมาได้ครู่เดียว
โม่จิ่วเยี่ยเห็นเช่นนี้แล้วก็รู้สึกปวดหัวมาก
พี่ห้าเป็นคนที่มีสภาพดีที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด แม้ว่าจะยัง
รู้สึกมึนงงอยู่บ้าง แต่ร่างกายก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ส่วนคนอื่น ๆ สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดี โม่จิ่วเยี่ยเพิ่งลองตรวจสอบ
ลมหายใจของพวกเขา เหมือนว่าทุกคนจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็
ได้รับบาดเจ็บในระดับต่าง ๆ กัน
ที่ส าคัญที่สุดคือจากค าบอกเล่าของพี่ห้า ตอนที่เกิดการระเบิด
พี่น้องทุกคนต่างก็มุ่งมั่นอยู่กับการคิดค้น โดยไม่ได้เตรียมการ
ป้องกันใด ๆ เลย
การระเบิดครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่พวกเขาพี่น้องไม่ทันตั้งตัว
แต่ต่อให้เตรียมตัวไว้ ก็คงต้านทานแรงระเบิดของดินปืนไม่ได้อยู่
ดี
พี่น้องทุกคนถูกแรงระเบิดจนตัวลอย ไม่รู้ด้วยซ ้าว่าหัวไป
กระแทกอะไร จากนั้นก็ตกลงไปในหลุมลึก
พี่สามถูกแรงระเบิดจนตัวไปติดอยู่บนต้นไม้…
ตอนนี้พี่ห้าฟื้นตัวได้มากแล้ว แม้ว่าร่างกายและศีรษะจะยังคงเจ็บ
อยู่บ้าง แต่ส าหรับคนที่ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน บาดแผลเล็กน้อย
เช่นนี้จะไปนับเป็นอะไร
เขาพยายามลุกขึ้นยืน
“น้องเก้า พวกเราพาพวกเขากลับไปหาน้องสะใภ้เก้าเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ตอนนี้เหมือนว่าพวกพี่ชายจะมีแค่
แผลภายนอก แต่ดูจากอาการหมดสติแล้ว จะต้องได้รับบาดเจ็บ
ภายในแน่นอน ทว่าเขาและพี่ห้ามองไม่ออกว่าบาดเจ็บตรงไหน
“พี่ห้า ท่านไหวหรือไม่?”
การจะน าพี่สามที่หมดสติลงจากเขา อาศัยก าลังของโม่จิ่วเยี่ย
คนเดียวคงเป็นไปไม่ได้
แม้ว่าพี่ห้าจะท าได้ อย่างมากพวกเขาก็แบกได้คนละหนึ่งคน
เท่านั้น
ดังนั้นต้องทิ้งพี่ชายไว้ที่นี่คนหนึ่ง
คนที่ถูกทิ้งให้รอไว้ ต้องเป็นคนที่บาดเจ็บน้อยที่สุด
แม้โม่จิ่วเยี่ยจะได้เรียนรู้วิชาแพทย์บางอย่างมาจากเฮ่อจือหร่าน
แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะสามารถตัดสินได้ว่าใครบาดเจ็บหนักเบาใน
สถานการณ์เช่นนี้
ด้วยความจนใจ เขาจึงได้แต่ลองพยายามเขย่าพวกพี่ชายเบา ๆ
หวังว่าพวกเขาจะตื่นขึ้นมาและจะได้สอบถามอาการ
ความจริงแล้ว พี่ชายทั้งสามคนในตอนนี้ไม่ได้หมดสติทั้งหมด
พวกเขาเพียงรู้สึกมึนงงมากเกินไป จนไม่อาจลืมตาขึ้นมาได้เท่านั้น
เมื่อถูกโม่จิ่วเยี่ยเขย่าตัว ทุกคนจึงต่างมีปฏิกิริยาตอบสนองบ้าง
พี่ใหญ่พูดอย่างอ่อนแรงว่า “น้องเก้า ข้าไม่เป็นไร เจ้าพาน้องรอง
กับน้องสามลงเขาไปก่อนเถอะ”
“พี่ใหญ่ ท่านลองส ารวจดูว่าร่างกายของท่านไม่สบายตรงไหน
บ้าง?” การทิ้งพี่ใหญ่ไว้ที่นี่ชั่วคราวไม่มีปัญหา แต่โม่จิ่วเยี่ย
จ าเป็นต้องยืนยันสภาพอาการของเขาก่อน
“ข้าแค่รู้สึกเวียนหัว อยากอาเจียน ร่างกายก็ปวดไปหมด”
เมื่อได้รับค าตอบจากพี่ใหญ่แล้ว โม่จิ่วเยี่ยก็หันไปมองพี่ห้า
“พี่ห้า พวกเราพาพี่รองกับพี่สามลงเขาก่อนกันเถอะ”
“ได้” พี่ห้าตอบรับ แล้วเตรียมจะแบกพี่สามที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อน
โม่จิ่วเยี่ยแบกพี่รอง สองพี่น้องก าลังจะลงเขา แต่กลับได้ยินเสียง
ฝีเท้าดังมาแต่ไกล
ตั้งแต่สกุลโม่ซื้อภูเขาแห่งนี้ ก็มีสุนัขคอยเฝ้าอยู่เชิงเขา ไม่เคยมี
คนนอกเข้ามาที่นี่เลย
ดังนั้นโม่จิ่วเยี่ยจึงไม่ได้กังวลมาก แต่เขายังคงแบกพี่รองไว้ ตั้งใจ
จะดูว่าใครมา
พี่หกหน้าแดงก ่าเพราะรีบร้อนขึ้นเขามากเกินไป
เขามาที่นี่เพื่อดูสถานการณ์ หลังจากได้ยินเสียงดังจากบ้านของ
น้องเก้า เฮ่อจือหร่านเป็นห่วงว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นบนภูเขา
และโม่จิ่วเยี่ยอาจจะรับมือคนเดียวไม่ไหว นางจึงเร่งให้เขารีบขึ้นมา
ช่วย
และเพราการผลิตดินปืนบนภูเขาเป็นความลับใหญ่ เฮ่อจือหร่าน
จึงไม่คิดจะให้คนรู้มาก ดังนั้นแม้ว่าในใจจะกระวนกระวาย แต่นางก็
ไม่คิดจะบอกให้ใครรู้
เมื่อพี่หกมาถึงโม่จิ่วเยี่ย สิ่งที่เห็นนอกจากความยุ่งเหยิงตรงหน้า
แล้ว สิ่งที่สะดุดตาเขาก็คือพี่ห้ากับน้องเก้าที่แบก “ถ่าน” มาคนละร่าง
“พี่ห้า น้องเก้า เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เมื่อเห็นว่าเป็นพี่น้องของตัวเอง โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่มีเวลามาอธิบาย
มากนัก
“พี่หก ท่านมาได้ทันเวลาพอดี รีบแบกพี่ใหญ่แล้วลงเขาไปหาห
ร่านหร่านเถอะ”
แม้พี่หกจะไม่ได้รับค าตอบที่ต้องการ แต่จากน ้าเสียงที่ค่อนข้าง
เร่งรีบของน้องเก้า เขาก็รู้ว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่หลวงขึ้นแน่ ๆ
นอกจากนี้ เขายังรู้ดีว่าพี่น้องก าลังท าอะไรอยู่บนภูเขา เขาเคย
ได้ยินน้องเก้าพูดมาก่อนแล้วว่า การสร้างอาวุธประเภทนี้มีความเสี่ยง
สูง และการระเบิดอาจท าให้พวกเขาถึงแก่ชีวิตได้
พี่หกไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบเข้าไปแบกพี่ใหญ่ แล้วเดินตามโม่จิ่ว
เยี่ยลงจากเขาไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทาง พี่หกถือโอกาสถามขึ้นว่า “น้องเก้า เกิดอะไรขึ้นกัน
แน่”
โม่จิ่วเยี่ยเองก็ไม่สามารถให้ค าตอบกับค าถามนี้ได้เช่นกัน จึงได้
แต่โยนให้พี่ห้าตอบ
พี่ห้ามีสีหน้าละอายใจอย่างเห็นได้ชัด
“มันเป็นความผิดของข้าเอง ที่ไม่ได้ห้ามพี่รองไว้ทันเวลา วันนี้
การคิดค้นด าเนินไปอย่างราบรื่น หลังเห็นว่าสิ่งที่ท าออกมามีลักษณะ
คล้ายกับของที่อยู่ในภาพวาดของเจ้า ข้าก็ตื่นเต้นมาก บอกว่ามัน
น่าจะส าเร็จแล้ว”
คราวนี้โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจบ้างแล้ว เพราะภรรยาของเขาเคยบอกไว้
ว่าหลังจากที่ดินปืนถูกสร้างส าเร็จ มันจะติดไฟทันทีหากสัมผัสกับไฟ
“พี่ห้า ท่านจุดไฟทดสอบว่ามันส าเร็จแล้วหรือยัง”
“เป็นพี่รองต่างหาก พอพี่รองได้ยินข้าพูดเช่นนั้น เขาก็รีบจุดไฟ
ทันที่ ข้าอยากจะห้ามไว้ แต่ก็สายเกินไป…”
พี่ห้ารู้สึกเสียใจอยู่บ้าง จากการระเบิดเมื่อครู่นี้ สามารถพิสูจน์ได้
จริง ๆ ว่าการคิดค้นดินปืนส าเร็จแล้ว
แต่ดินปืนที่ผลิตส าเร็จทั้งหมดกลับระเบิดพร้อมกัน โดยที่เขาไม่
มีโอกาสได้ศึกษาเพิ่มเติมเลย
โชคดีที่เขาจ าส่วนผสมและอัตราส่วนทั้งหมดได้แม่นย า การ
ผลิตมันขึ้นมาใหม่จึงไม่ใช่เรื่องยาก
พี่น้องไม่ได้เดินลงเขามาเหมือนอย่างเคย แต่ยังใช้วิชาตัวเบา
ร่วมด้วย ไม่นานก็มาถึงที่เชิงเขา
โม่จิ่วเยี่ยตั้งใจจะพาพี่ชายที่บาดเจ็บกลับบ้านของตนเอง แต่ก็
กังวลว่าสภาพอันน่าเวทนาของเหล่าพี่ชายจะท าให้ท่านแม่ยายตกใจ
เขาจึงเลือกที่จะพาคนไปที่บ้านของพี่ห้าแทน