ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 418 ดึงดูดความสนใจของผู้คนนับไม่ถ้วน
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 418 ดึงดูดความสนใจของผู้คนนับไม่ถ้วน
พี่สะใภ้ทั้งหลายต่างก็ยุ่งอยู่กับการดูแล หลังจากที่เคยสูญเสีย
สามีไปครั้งหนึ่งแล้ว ไม่มีใครอยากจะประสบเหตุการณ์เช่นนั้นอีก
พวกนางจึงหวังเพียงว่าตนเองจะทุ่มเทดูแลอย่างสุดความสามารถ
เพื่อให้สามีของตนฟื้นตัวโดยเร็ว
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้เดินออกไปไกล นางสอบถามถึง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนภูเขา
โม่จิ่วเยี่ยเล่ารายละเอียดทั้งหมดที่ตนเองเห็นอย่างละเอียด
เฮ่อจือหร่านรู้สึกโล่งใจ แต่ก็รู้สึกผิดเล็กน้อย
อย่างไรเรื่องท าดินปืนก็เป็นสิ่งที่นางเสนอ ไม่มีใครจะรู้ถึงความ
เสี่ยงในการคิดค้นดีไปกว่านางอีกแล้วแม้ว่านางจะก าชับพี่ห้าและคน
อื่นให้ระมัดระวังหลายครั้งแล้ว แต่เหตุการณ์เช่นนี้ก็ยังคงหลีกเลี่ยง
ไม่ได้
โชคดีที่พวกเขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย และจากค าอธิบาย
ของโม่จิ่วเยี่ยเมื่อครู่ นางก็ยืนยันว่าอัตราส่วนของดินปืนท าส าเร็จ
แล้ว ต่อไปก็แค่ผลิตตามอัตราส่วนนี้ก็พอ
ตอนนี้สิ่งที่ส าคัญที่สุดคือการดูแลสุขภาพของพี่ชายสามี
บุรุษสกุลโม่ทุกคนล้วนแข็งแรง คาดบาดแผลเหล่านี้จึงไม่น่าจะ
เป็นปัญหามากนัก
หลังจากที่รู้สถานการณ์ชัดเจนและเห็นว่าน่าจะได้เวลาแล้ว
เฮ่อจือหร่านจึงหยิบยาบางส่วนออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วทั้งคู่ก็
กลับไปที่บ้านของพี่ห้า
การทายาไม่จ าเป็นต้องให้นางท า เพราะสามารถมอบหมายให้
โม่จิ่วเยี่ยจัดการทั้งหมดได้
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จก็เย็นมากแล้ว ยกเว้นพี่สะใภ้ที่ต้อง
อยู่ดูแลสามี คนอื่น ๆ ก็เตรียมอาหารเย็นไว้แล้ว
อาหารค ่าถูกจัดวางในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า เพื่อต้อนรับการ
มาถึงของเฮ่อฮูหยินเป็นหลัก
โม่จวินรุ่ยกับพี่น้องใช้ยาที่เฮ่อจือหร่านให้มา อาการจึงดีขึ้นมาก
แต่ก็ยังไม่สามารถมาร่วมทานอาหารกับทุกคนได้
เฮ่อฮูหยินตั้งใจว่าจะได้เจอกับบุรุษสกุลโม่ทุกคนตอนมื้อเย็น แต่
ใครจะรู้ว่านางได้พบเพียงโม่จงหยวน โม่หยวนเช่อ โม่ชูหาน และโม่
ซิวเหยียนที่ยังคงนั่งอยู่บนรถเข็นเท่านั้น
ขาทั้งสองข้างของโม่ฉิงยังไม่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ เฮ่อจือหร่าน
ช่วยฝังเข็มให้นางทุกวัน และสอนฮูหยินผู้เฒ่าช่วยบริหารร่างกายให้
เขา ตอนนี้แม้จะสามารถเหยียดขาได้เต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีแรงมาก
พอจะเดิน
อย่างไรก็ตาม การที่ฟื้นตัวได้ถึงขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
โม่ฉิงถูกบุตรชายอุ้มมานั่งที่โต๊ะอาหาร
เมื่อเห็นเฮ่อฮูหยิน โม่ฉิงรู้สึกอับอายเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะ
ความสัมพันธ์เกี่ยวดองกัน แต่เป็นเพราะสภาพอันน่าเวทนาของเขา
ในยามนี้
เมื่อก่อนเขาเคยเป็นแม่ทัพผู้น าทหารนับพันนับหมื่นนาย สง่า
งามและน่าเกรงขาม ทุกคนในเมืองหลวงที่เห็นเขาต่างก็ให้ความ
เคารพ
แต่ตอนนี้ เขากลับกลายเป็นคนไร้ค่าที่ต้องให้คนอื่นคอยดูแล
ตลอดเวลา
การได้พบเจอคนรู้จักเก่า ๆ ในสภาพแบบนี้ มันไม่น่าอภิรมย์เอา
เสียเลย แต่เมื่อคิดว่าแม่สะใภ้เดินทางไกลมาถึงซีเป่ยเพื่อเยี่ยมเยียน
บุตรสาว โม่ฉิงจึงพยายามท าตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด
เฮ่อฮูหยินกลับไม่ได้คิดอะไรมากมาย เมื่อเห็นกับตาว่านายท่าน
ผู้เฒ่าที่ตายไปหลายปียังมีชีวิตอยู่ นางก็รู้สึกดีใจแทนคนสกุลโม่
ระหว่างทานอาหาร ฮูหยินผู้เฒ่าก็คอยสนทนาเพื่อสร้าง
บรรยากาศเป็นระยะ จึงท าให้ไม่รู้สึกอึดอัดเกินไป
สิ่งที่เฮ่อฮูหยินประหลาดใจมากที่สุดก็คือ อาหารของสกุลโม่
อร่อยกว่าร้านอาหารชื่อดังในเมืองหลวงเสียอีก
นอกจากนี้ วัตถุดิบอาหารหลายอย่างเป็นของที่นางไม่เคยเห็น
มาก่อน ตอนแรกเฮ่อฮูหยินยังคงรักษาความสง่างามเอาไว้ แต่เมื่อ
เห็นว่าคนสกุลโม่ไม่ได้ถือตัว นางก็ตัดสินใจปล่อยวาง ท าตัวตาม
สบายเหมือนพวกเขา
เฮ่อจือหร่านสังเกตว่าวันนี้มารดาทานอาหารได้ดี จึงคีบอาหาร
ใส่ชามของมารดาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับแนะน าชื่ออาหารไปด้วย
อาหารมื้อนี้ เฮ่อฮูหยินทานจนอิ่ม นับตั้งแต่เฮ่อจือหร่านถูก
เนรเทศมาซีเป่ยพร้อมกับสกุลโม่ นางก็กินอะไรไม่ค่อยลง กระทั่ง
ร่างกายผ่ายผอมลงไปมาก
วันนี้นอกจากจะได้เห็นบุตรสาวมีความสุขแล้ว อาหารของสกุล
โม่ก็อร่อยมาก เฮ่อฮูหยินถึงกับกินมากเป็นพิเศษ
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อนางกลับบ้านไปพร้อมกับบุตรสาว ยังกิน
เชอร์รีลูกใหญ่อีกมากมาย สุดท้ายป้าหลี่ต้องพานางเดินย่อยอยู่ใน
ลานบ้านกว่าครึ่งชั่วยาม นางถึงจะยอมเข้านอน
พวกพี่ชายได้รับบาดเจ็บจากการทดลองสร้างดินปืน ท าให้ไม่
สามารถขึ้นเขาได้ชั่วคราว แต่พี่ห้าไม่อยากหยุดแค่นี้
เขาเพิ่งจะได้แรงบันดาลใจในการผลิตดินปืน และไม่อยากหยุด
อยู่แค่นั้น
ดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น พี่ห้าจึงวางแผนที่จะขึ้นไปคิดค้นบนภูเขาต่อ
พี่หกเห็นเช่นนั้นจึงอาสาไปด้วย การท าเรื่องอันตรายเช่นนี้ อยู่
คนเดียวก็คงไม่ดีแน่
พี่ห้าเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ตอนนี้สถานที่ที่ใช้ผลิตดินปืนนั้น
เละเทะไปหมด ถ้าเขาต้องท าความสะอาดคนเดียวคงเหนื่อยแย่
พี่ชายทั้งสองคนขึ้นภูเขาไป แต่โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ไปด้วย
สาเหตุหลักก็คือเขาเป็นห่วงเฮ่อจือหร่าน นางก าลังจะคลอดลูก
แล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา แล้วเขาไม่อยู่ข้าง ๆ คงไม่ดี
อีกอย่าง ช่วงที่เขาอยู่ในเมืองหลวง ได้สร้างพื้นที่ส าหรับเลี้ยง
สัตว์ไว้เรียบร้อยแล้ว รอแค่หาโอกาสน าสัตว์ที่ภรรยาเตรียมไว้ใน
พื้นที่มิติออกมา
ด้วยความคิดของโม่จิ่วเยี่ย เขาไม่อยากให้ภรรยาออกไปไหน
เพราะกลัวว่านางจะเป็นอันตราย
แต่สัตว์จ านวนมากอยู่ในพื้นที่มิติของนาง หากเขาต้องเข้าไปใน
เมืองคนเดียวคงจะล าบากไม่น้อย
รอจนกระทั่งเด็ก ๆ คลอดออกมา เฮ่อจือหร่านยังต้องใช้เวลาอีก
หนึ่งเดือนกว่าจะออกนอกบ้านได้ เมื่อค านวณดูแล้ว สถานที่ที่สร้าง
ไว้ส าหรับเลี้ยงสัตว์ก็คงจะปล่อยว่างไปอีกสองเดือนกว่า ๆ
เฮ่อจือหร่านเองก็กังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ถ้าโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้เข้า
เมืองหลวงไปตามหาบิดากับพี่ชาย นางคงเริ่มเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่ที่สร้าง
สถานที่เสร็จแล้ว
วันนี้ที่บ้านไม่มีธุระอะไรพอดี เฮ่อจือหร่านจึงออกจากบ้านโดย
ไม่ได้บอกมารดา
เพราะนางรู้ดีว่า ไม่ว่านางจะอ้างเหตุผลอะไรในการเข้าเมือง
มารดาก็ต้องตามไปเป็นเพื่อน
สิ่งที่นางจะท านั้นไม่อาจเปิดเผยได้ จึงจ าเป็นต้องหลบเลี่ยงเฮ่
อฮูหยินแล้วแอบออกไป
ทั้งสองนั่งรถม้ามาถึงบ้านที่เช่าไว้ในเมืองอวิ่น ปล่อยวัว แกะ หมู
ไก่ เป็ด และห่านทั้งหมดออกมาจากพื้นที่มิติ
เพื่อให้การเลี้ยงสัตว์ในบ้านเป็นระบบเร็วขึ้น สัตว์เหล่านี้จึงล้วน
เป็นตัวเต็มวัย พร้อมที่จะขยายพันธุ์ได้ทันที่
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น พื้นที่ปศุสัตว์ของบ้านจึงจะขยายได้รวดเร็ว
หลังจากปล่อยสัตว์ทั้งหมดแล้ว โม่จิ่วเยี่ยแอบส่งเฮ่อจือหร่าน
กลับบ้าน จากนั้นเขาก็เรียกเหลียงห่าวและคนอื่นให้ตามเข้าเมืองไป
การขนวัว แกะ และหมูที่โตเต็มวัยโดยใช้เกวียนนั้นเป็นเรื่อง
ล าบาก เพราะขนาดของพวกมันใหญ่เกินไป เกวียนเล่มเดียวคง
บรรทุกได้ไม่กี่ตัว ทางที่ดีที่สุดคือใช้คนต้อนพวกมันกลับไป
เฮ่อจือหร่านให้ข้าวปั้นน้อยฝึกสัตว์เหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว พวก
มันเชื่องมาก จึงไม่ต้องกังวลว่าพวกมันจะวิ่งหนีระหว่างทาง
ส่วนไก่ เป็ด และห่าน ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถต้อนกลับไปเหมือน
วัวกับแกะได้ แต่พวกมันก็ไม่ได้ถูกขังอยู่ในกรงเช่นกัน พวกมันได้รับ
การฝึกมาแล้ว เชื่องมาก
เพียงแค่จ้างเกวียนสักเล่ม พวกมันก็จะไม่สร้างปัญหาบนเกวียน
แน่นอน
เป็นอย่างที่คาดไว้ เมื่อโม่จิ่วเยี่ยพาคนน าสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยง
เหล่านี้กลับบ้าน ก็สร้างความฮือฮาไม่น้อยเลยทีเดียว
ชาวบ้านจากหมู่บ้านซีหลิ่งที่ต้อนวัว แกะ และหมูมาเป็นฝูง
ดึงดูดความสนใจจากผู้คนนับไม่ถ้วน
ส าหรับชาวบ้านที่เกิดและเติบโตที่นี่ สัตว์เหล่านี้เปรียบเสมือน
ทรัพย์สินอันล ้าค่าในบ้านของพวกเขา