ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 420 การเพาะพันธุ์
ด้วยเหตุนี้ หากพวกเขายังอ้างว่าจะไม่รับค่าจ้าง ก็คงจะไม่
สมเหตุสมผลอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด การท างานย่อมได้รับผลตอบแทน นี่เป็น
หลักการที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาสามารถจ่ายค่าจ้างเพิ่มให้กับคน
เหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถือว่าได้แก้ปัญหาสภาพแวดล้อมใน
ครอบครัวของพวกเขาไปด้วย
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวไม่รู้เรื่องแผนการของโม่จิ่วเยี่ย หลังจากตั้งสติได้
สิ่งแรกที่เขาคิดก็คือสกุลโม่จะเลี้ยงสัตว์มากมายขนาดนี้ ย่อมต้อง
จ้างคนมาดูแลเหมือนกับการท านา
“เหล่าจิ่ว ดูสิ ในหมู่บ้านของพวกเราก็มีคนไม่น้อย เจ้าเลี้ยงสัตว์
มากมายเช่นนี้ การจ้างคนที่รู้จักมักคุ้นดีกว่าจ้างคนแปลกหน้าไม่ใช่
หรือ”
ค าพูดของเขาตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อมค้อมใด ๆ ทั้งสิ้น
ในเมื่อสัตว์เหล่านี้ได้ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว โม่จิ่วเยี่ยจึงไม่
อาจตอบรับค าขอของผู้ใหญ่บ้านจ้าวได้
“ท่านลุงจ้าว เรื่องคนงานนั้นข้าเลือกไว้เรียบร้อยแล้ว”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง โม่จิ่วเยี่ยก็มองไปที่ชาวบ้าน แล้วพูด
เสียงดังว่า “แต่พวกท่านอย่าเพิ่งเสียใจไป ข้ากับภรรยาปรึกษากัน
แล้วว่าหากสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ออกลูกออกหลานเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้น
พวกท่านก็มาซื้อจากครอบครัวของข้าได้ในราคาที่ถูกได้ ยิ่งไปกว่า
นั้น พวกเรายังสามารถสอนวิธีเลี้ยงวัวนมให้ได้ด้วย”
ตอนแรก ชาวบ้านรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่โม่จิ่วเยี่ยปฏิเสธ แต่ไม่
นานพวกเขาก็สนใจในสิ่งที่ชายหนุ่มพูดตามมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่โม่จิ่วเยี่ยพูดถึงวัวนม ซึ่งเป็นเรื่องแปลก
ใหม่ส าหรับพวกเขามาก
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวถามแทนทุกคน
“เหล่าจิ่ว วัวนมที่เจ้าพูดถึงคือตัวนี้หรือ?” ขาชี้นิ้วไปที่วัวลาย
ขาวด า แล้วถาม
โม่จิ่วเยี่ยให้เหลียงห่าวและคนอื่นไปจัดการพวกสัตว์เลี้ยงก่อน
ส่วนตัวเขาอยู่ที่นี่เพื่ออธิบายให้ทุกคนฟังอย่างใจเย็น
“วัวที่ท่านลุงจ้าวพูดถึงคือวัวนม…”
เขาเล่าเรื่องที่ตนเองรู้เกี่ยวกับวัวนมให้พวกเขาฟัง
ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะไม่เคยได้ยินเรื่องวัวนมมาก่อน แต่พวกเขาก็
รู้จักนมวัว
แต่เดิมนั้นตระกูลชุยเลี้ยงแม่วัวไว้หนึ่งตัว หลังจากที่มันออกลูก
แล้ว หากมีน ้านมเหลือ พวกเขาก็จะน าไปขายในเมืองให้กับ
ครอบครัวร ่ารวยในราคาที่สูง
เพียงแต่วัวเหลืองที่ตระกูลชุยเลี้ยงไว้นั้นให้น ้านมไม่มากนัก แม้
จะมีเหลือก็เหลือแค่เล็กน้อย ซึ่งนับว่ามีค่ามาก
โม่จิ่วเยี่ยเพิ่งกล่าวไปว่าวัวที่เรียกว่าวัวนมนี้ หากเลี้ยงดูอย่างดี ก็
สามารถให้น ้านมได้วันละหลายสิบชั่ง ตัวเลขนี้ท าให้พวกเขาตก
ตะลึง
หากสามารถรีดนมวัวได้มากมายขนาดนั้นจริง ๆ ต่อให้วัวนมจะ
มีราคาแพง ก็คุ้มที่พวกเขาจะรวบรวมเงินซื้อมาเลี้ยงสักตัว
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวคิดเช่นนี้ ชาวบ้านคนอื่นก็คิดไม่ต่างกัน
ทุกคนต่างพากันเข้ามาห้อมล้อมโม่จิ่วเยี่ยอีกครั้ง
“เหล่าจิ่ว สิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริงหรือ?”
“เหล่าจิ่ว ลูกวัวนมราคาเท่าไหร่ ข้าจะขายพืชผลในฤดูใบไม้ร่วง
นี้ แล้วซื้อจากเจ้ามาเลี้ยงสักตัว”
“เหล่าจิ่ว เจ้าไม่ได้หลอกพวกข้าใช่หรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าพวกเขากระตือรือร้นจะหาเงิน
“ทุกคนวางใจได้ ข้าพูดจริงท าจริง เรื่องราคาลูกวัวข้าจะไม่เอา
เปรียบพวกท่านแน่นอน นอกจากนี้ หากพวกท่านต้องการเลี้ยงหมู
หรือแกะ เมื่อพวกมันออกลูกแล้วก็สามารถซื้อจากข้าได้”
เขาพูดได้แค่นี้ อย่างไรเสียเรื่องการเลี้ยงสัตว์ก็ตกลงจะให้
ครอบครัวของเหลียงห่าวและคนอื่น ๆ รับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่มีทาง
เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
ส่วนชาวบ้านเหล่านี้ หากต้องการหาเงิน ก็สามารถเริ่มต้นจาก
การเลี้ยงสัตว์จ านวนน้อย ๆ ก่อนได้ แค่ดูแลให้ดี ไม่ให้พวกมันตาย
ก็จะหาเงินได้แน่นอน
ชาวบ้านล้วนเป็นคนซื่อ ๆ เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ยพูดเช่นนี้ ก็ไม่มีใคร
เซ้าซี้อีก
อีกอย่าง การเรียนรู้วิธีเลี้ยงเองก็น่าจะท าก าไรได้มากกว่าการ
เป็นการท างานแลกเงิน
เพียงแต่พวกเขาต้องหาวิธีรวบรวมเงิน เพราะวัวและแกะเหล่านี้
ล้วนมีราคาแพง หากไม่เป็นเช่นนี้ พวกเขาก็คงเลี้ยงกันไปนานแล้ว
“ในเมื่องเหล่าจิ่วพูดแบบนี้แล้ว ช่วงนี้พวกเราก็ควรพยายามเก็บ
หอมรอมริบกันหน่อย จะได้เรียนรู้วิธีเลี้ยงวัวนมสักตัวเหมือนสกุลโม่
บ้าง”
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวพูดขึ้นมา ท าให้คนที่ยังอยากจะพูดอะไรต่อเงียบ
ลง จากนั้นเขาก็โบกมือไล่ทุกคนให้แยกย้ายกันไป
โม่จิ่วเยี่ยออกไปแล้วน าสัตว์เลี้ยงกลับมามากมายเช่นนี้ ย่อมต้อง
อธิบายยืดยาว แต่เขาคุ้นเคยกับการท าอย่างนี้แล้ว จึงจัดการแก้ไข
สถานการณ์ได้โดยไม่รู้สึกกดดัน
วัวและแกะถูกต้อนไปยังทุ่งหญ้าที่ล้อมรั้วไว้ล่วงหน้า
สุนัขเลี้ยงแกะที่เตรียมไว้ก็เฝ้าอยู่แถวนั้น ตอนนี้มีวัวและแกะเข้า
ไปแล้ว ไม่มีตัวไหนพยายามวิ่งหนีออกมาเลย
ครอบครัวพวกเถาหรานก็เพียงให้อาหารและท าความสะอาดมูล
สัตว์
ส่วนคอกหมูก็ถูกสร้างขึ้นตามแบบสมัยใหม่ มีระบบระบาย
อากาศและระบายน ้า เป็นฝีมือของเฮ่อจือหร่าน
ส่วนเล้าไก่ก็สร้างอยู่บนเนินเขา
นี่เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่เฮ่อจือหร่านอ้างอิงมาจากชาติก่อน การ
เลี้ยงไก่แบบปล่อยนี้เป็นที่นิยมมาก
การเลี้ยงไก่แบบปล่อย หมายถึงพวกไก่จะสามารถเดินไปมาได้
อย่างอิสระในพื้นที่ที่ก าหนดไว้ และหาอาหารกินเอง
ตอนเลือกสถานที่ เฮ่อจือหร่านพบว่าบริเวณนั้นมีไส้เดือน
ค่อนข้างมากและขยายพันธุ์ได้เร็ว เพียงพอส าหรับเป็นอาหารให้ไก่
พวกนี้กิน
ว่ากันว่า ไก่ที่กินไส้เดือนบ่อย ๆ เนื้อจะมีความเหนียว ไข่แดงจะมี
สีเข้มกว่าไข่ไก่ทั่วไป และมีรสชาติที่หอมเป็นพิเศษ
ส่วนเป็ดกับห่านชอบสถานที่ที่มีแหล่งน ้า ดังนั้น พื้นที่ของพวก
มันจึงสร้างขึ้นใกล้กับล าธารเล็ก ๆ
ล าธารเล็กนี้ถูกค้นพบตอนพวกเขาซื้อที่ดินรกร้างแห้งนี้ เดิมที
เจ้าหน้าที่มาวัดพื้นที่ตั้งใจจะไม่คิดพื้นที่ของล าธาร แต่เฮ่อจือหร่าน
กับโม่จิ่วเยี่ยปฏิเสธ และซื้อไว้พร้อมกับที่ดินรกร้าง เพื่อการเลี้ยงเป็ด
และห่านในอนาคต
พื้นที่เลี้ยงสัตว์ที่สกุลโม่สร้างขึ้นนั้นมีขนาดใหญ่มาก ถึงแม้ว่า
วันนี้จะน าสัตว์กลับมามากมาย แต่ก็ยังดูโล่ง
โม่จิ่วเยี่ยตั้งใจว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้ให้เรียบร้อยก่อนที่ภรรยา
จะคลอด เพื่อที่เขาจะได้อยู่เป็นเพื่อนนางตลอดช่วงอยู่ไฟ
ดังนั้น เขาจึงเข้าเมืองติดต่อกันสามวัน ขนสัตว์เลี้ยงกลับมาบ้าน
แบบเดียวกันทุกวัน
หลังจากวุ่นวายอยู่หลายวัน ในที่สุดจ านวนสัตว์ในพื้นที่เลี้ยงก็
เห็นชัดเจน และมีปริมาณเหมาะสม
ขณะเดียวกัน โม่จิ่วเยี่ยก็จ้างครอบครัวของเถาหรานและคนอื่น
ๆ ให้มาท างานตามที่วางแผนไว้
เมื่อได้ยินว่าเป็นงานที่มีค่าตอบแทน พวกเถาหรานจึงไม่ปฏิเสธ
อีก
ภายในห้าวัน โม่จิ่วเยี่ยก็จัดการเรื่องการเลี้ยงสัตว์เสร็จเรียบร้อย
และในเวลาห้าวันนั้น พี่ห้ากับพี่หกก็ประสบความส าเร็จครั้ง
ยิ่งใหญ่
พวกเขาท าดินปืนส าเร็จแล้ว อีกทั้งพี่ห้ายังท าตามวิธีที่เฮ่อจือห
ร่านบอก น าดินปืนใส่กระบอกไม้ไผ่ จุดไฟ แล้วโยนออกไปไกล ๆ
มันก็ระเบิดตามที่คาดไว้
ยามบ่ายวันหนึ่ง
ขณะเฮ่อจือหร่านกับมารดาก าลังนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ซุ้มองุ่น ก็ได้
ยินเสียงดังตูมมาจากที่ไกล ๆ แต่คราวนี้ เสียงระเบิดแตกต่างจากครั้ง
ก่อนโดยสิ้นเชิง
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….