ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 440 ใครในพวกเจ้าคือโม่จิ่วเยี่ย
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 440 ใครในพวกเจ้าคือโม่จิ่วเยี่ย
เมื่อได้ยินค าพูดไม่กี่ประโยคจากเซวียฝาน โม่จิ่วเยี่ยก็สามารถ
ตัดสินได้ว่าคนผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์อย่างแน่นอน ซึ่งแตกต่างจาก
รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูซื่อ ๆ ของเขาโดยสิ้นเชิง
เมื่อเผชิญหน้ากับคนเช่นนี้ โม่จิ่วเยี่ยจึงไม่อยากเสียเวลาอ้อม
ค้อมกับเขา
“เหตุใดเจ้าจึงต้องปลอมตัวเป็นเถ้าแก่ถัง?”
เมื่อได้ยินค าถามนี้ เซวียฝานถึงกับชะงักไปชั่วขณะ แต่เขาก็รีบ
ปกปิดอาการนั้นอย่างรวดเร็ว
“เจ้าก าลังพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ”
โม่จิ่วเยี่ยก้าวเข้าไปข้างหน้า เหยียบลงบนมือของเขาที่แนบกับ
พื้น แล้วออกแรงบดขยี้สองสามครั้ง
“ไม่เข้าใจหรือ? ฮึฮึ…” ระหว่างที่พูด เขาก็ออกแรงเหยียบเพิ่มขึ้น
อีก
ไม่ต้องพูดถึงว่าจุดประสงค์ที่คนผู้นี้มาซีเป่ยนั้นเกี่ยวข้องกับสกุล
โม่หรือไม่?! แค่เรื่องที่เขาปลอมตัวเป็นถังหมิงรุ่ยและจ้างวานฆ่าคน
เขาก็สมควรตายแล้ว
เนื่องจากฤทธิ์ของยาสลบ ร่างกายของเซวียฝานยังคงอ่อนแรง
เมื่อถูกโม่จิ่วเยี่ยเหยียบและบดขยี้ เขาก็ไม่มีแรงจะดิ้นรน แต่จาก
สีหน้าที่บิดเบี้ยวของเขาก็รู้ได้ว่า มือของเขาเจ็บปวดมากเพียงใด
คนผู้นี้มีความอดทนอย่างมาก แม้จะเจ็บปวดเขาก็ไม่มีท่าทีจะขอ
ความเมตตา
“เจ้าก าลังใช้ความรุนแรงโดยพลการ ข้าจะไปแจ้งทางการ”
โม่จิ่วเยี่ยเริ่มเข้าใจแล้วว่า คนผู้นี้เป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่ง
น ้าตาอย่างแน่นอน
เขาไม่มีเวลามากพอจะเสียไปกับเรื่องนี้ จึงยกมีดขึ้นและแทงลง
บนต้นขาของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง ท าซ ้าไปมาหลายครั้งก่อนจะหยุด
มือ
ทันใดนั้นเลือดสด ๆ ได้ซึมผ่านกางเกงของเซวียฝานจนชุ่มโชก
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย เขาก้าวเข้าไปดึงขากางเกงของ
อีกฝ่ายออก เผยให้เห็นบาดแผลที่ยังคงมีเลือดไหลอยู่ด้านใน
เซวียฝานในตอนนี้ก็เข้าใจแล้ว คนตรงหน้าไม่เพียงแต่โหดเหี้ยม
เท่านั้น แต่ยังทารุณโหดร้ายอย่างที่สุด
ในขณะที่เขาก าลังครุ่นคิดว่าจะรับมืออย่างไร โม่จิ่วเยี่ยก็หยิบห่อ
กระดาษเล็ก ๆ ออกมาแล้ว เทผงสีขาวที่อยู่ข้างในลงบนบาดแผลของ
เขา
บาดแผลของเซวียฝานเริ่มเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว ถึงขนาด
มองเห็นกระดูก สีขาวที่โผล่ออกมา…
ความเจ็บปวดแสนสาหัสแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเซวียฝาน แต่นี่ยัง
ไม่ใช่สิ่งที่ส าคัญที่สุด
การเน่าเปื่อยของเนื้อหนังได้ท าลายสติของเซวียฝานอย่าง
สิ้นเชิง ในตอนนี้เขาตกใจจนเหมือนคนโง่ไปแล้ว จ้องมองโม่จิ่วเยี่ย
ด้วยความหวาดกลัว
“เจ้า… เจ้าต้องการท าอะไรกันแน่?”
โม่จิ่วเยี่ยแค่นเสียงเย็นชา ในมือของเขาก าลังถือห่อกระดาษเล็ก
ๆ ที่บรรจุผงยาอยู่
“แน่นอนว่าข้าต้องการให้เจ้าตอบค าถามของข้าอย่างซื่อสัตย์”
เซวียฝานจ้องมองรูเลือดบนขาของตัวเองที่ใหญ่กว่านิ้วมือ
เล็กน้อย และยังมีหนองไหลออกมา เขาเกือบจะทนไม่ไหวแล้ว
แม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่อยากพูดอะไรออกมา
เขาพยายามสูดหายใจเฮือกใหญ่ แล้วท าท่าจะพุ่งชนก าแพงที่
อยู่ใกล้ตัวที่สุด
สามพี่น้องสกุลโม่เห็นดังนั้น ก็ลงมือพร้อมกันแทบจะในทันทีเพื่อ
ควบคุมตัวเขาไว้
โม่ชูหานเป็นคนค่อนข้างใจร้อน เมื่อเห็นคนดื้อดึงและปากแข็ง
เช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกโมโห
หลังจากโยนคนผู้นั้นกลับไปที่เดิม เขาก็ก้าวเข้าไปเตะอย่างแรง
อีกหลายที่ “ท าเรื่องชั่วแล้วคิดจะตายให้จบ ๆ ไป อย่างนั้นมันไม่ง่าย
เกินไปส าหรับเจ้าหรอกหรือ?”
ขณะที่พูด เขาได้ชักมีดสั้นออกมา และตัดเส้นเอ็นที่มือและเท้า
ของอีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่ว
เซวียฝานก าลังจะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่พี่หกก็
รวดเร็วทันท่วงที่ หาของมาอุดปากเขาไว้
โม่จิ่วเยี่ยจ้องมองเขา
“หากไม่อยากทรมาน ก็ตอบค าถามของข้าอย่างซื่อตรง ข้าจะ
พิจารณาให้เจ้าตายอย่างสบาย”
เซวียฝานหลับตาลง แต่ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะยอมสารภาพแต่
อย่างใด
เขาก าลังครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนถึงสถานการณ์ของตนเอง ว่ายังมี
ความหวังที่จะรอดชีวิตหรือไม่ และผู้คนตรงหน้านี้คือใครกันแน่
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็ดูเหมือนจะตระหนักถึงบางสิ่ง
ตามที่เขาทราบมา ในซีเป่ยนั้น เขาไม่เคยได้ยินว่ามียอดฝีมืออยู่
คนที่เพิ่งประลองกับเขาเมื่อครู่นี้ ล้วนมีวรยุทธ์เหนือกว่าเขา
วรยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ อย่าว่าแต่ในซีเป่ยเลย แม้แต่ในทั่วทั้ง
ต้าซุ่น ก็ยังหาได้ยากยิ่ง
ทันใดนั้น เซวียฝานดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
โม่จิ่วเยี่ยเห็นว่าเขามีท่าทีจะพูด จึงเดินเข้าไปดึงผ้าขาด ๆ ที่อุด
ปากของเขาออก
“ใครในพวกเจ้าคือโม่จิ่วเยี่ย” เซวียฝานจ้องมองคนตรงหน้าด้วย
ความหวาดกลัว
ตามหลักแล้ว โม่จิ่วเยี่ยเคยเป็นแม่ทัพผู้พิทักษ์ประเทศ เป็น
บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองหลวง ในฐานะทายาทตระกูลเซ
วีย ไม่น่าจะจ าไม่ได้
แต่เซวียฝานนั้นพิเศษกว่าคนอื่น เพราะเขามีวรยุทธ์ดีและเป็น
ทายาทผู้สืบทอดตระกูลเซวียที่ได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษ ตั้งแต่เด็ก
เซวียจิ้นชวนก็ส่งเขาออกไปผจญภัยเพื่อสั่งสมประสบการณ์แล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เซวียฝานได้ดูแลจัดการร้านอาหารอยู่
ต่างถิ่น แทบไม่เคยปรากฏตัวในเมืองหลวง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเพียงแค่
เคยได้ยินชื่อของ โม่จิ่วเยี่ย ผู้เป็นแม่ทัพที่อายุน้อยที่สุด แต่ไม่เคยพบ
เจอตัวจริงมาก่อน
เมื่อได้พบกับบุคคลที่มีวรยุทธ์สูงกว่าตนเองนับร้อยเท่าในซีเป่ย
อีกทั้งผู้ที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็มีรูปโฉมไม่ธรรมดา และอายุก็ใกล้เคียงกับ
โม่จิ่วเยี่ยที่เขาเคยได้ยินมา สิ่งนี้ท าให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าบุคคลผู้นี้
อาจเป็นโม่จิ่วเยี่ย
สาเหตุที่เขาไม่ได้สงสัยเช่นนี้ตั้งแต่แรก เป็นเพราะในความเข้าใจ
ของเขา สกุลโม่ในปัจจุบันมีเพียงโม่จิ่วเยี่ย เป็นบุรุษเพียงคนเดียว
โอกาสที่จะมียอดฝีมือมากมายปรากฏอยู่รอบตัวเขานั้นแทบเป็นศูนย์
แต่หลังจากครุ่นคิดเมื่อครู่ เขาก็นึกไม่ออกว่านอกจากโม่จิ่ว
เยี่ยแล้ว จะมียอดฝีมือคนใดอยู่ในซีเป่ยอีก ดังนั้นการสอบถามของ
เขาจึงเป็นเพียงการลองหยั่งเชิงเท่านั้น
ในขณะนี้ โม่จิ่วเยี่ยไม่คิดจะปิดบังสิ่งใด เพราะในสายตาของเขา
เซวียฝานผู้นี้ก็เป็นเพียงผู้ที่เหมือนกับตายไปแล้วเท่านั้น “ถูกต้อง ข้า
ก็คือโม่จิ่วเยี่ย”
ขณะที่โม่จิ่วเยี่ยพูด เขาจ้องมองการเปลี่ยนแปลงสีหน้าของเซวีย
ฝานอย่างพินิจ
แน่นอน เมื่อเซวียฝานได้ยินว่าเขาคือโม่จิ่วเยี่ย ดวงตาของเขาก็
หรี่ลงเล็กน้อย ในชั่วขณะหนึ่ง แต่การเคลื่อนไหวของเขานั้นรวดเร็ว
มาก หากไม่สังเกตอย่างละเอียดก็แทบไม่อาจรับรู้ได้เลย
ต้องยอมรับว่าความสามารถในการควบคุมตนเองของเซวียฝาน
นั้นไม่เลวเลย เขาจัดการความคิดของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
“หากเจ้าเป็นโม่จิ่วเยี่ย เจ้าก็ยิ่งไม่ควรท าให้ข้าล าบาก ขุนนางผู้
สูงศักดิ์ในเมืองหลวงผู้ใดเล่าจะไม่รู้ว่าใครคือผู้อุปถัมภ์ที่แท้จริง
เบื้องหลังจิงเซียนโหลว?”
“หากท าให้จิงเซียนโหลวขัดเคือง ก็เท่ากับท าให้ฮองเฮาไม่พอใจ
ตระกูลเซวียของข้ากับสกุลโม่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน เหตุ
ใดเจ้าจึงปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้?”
“เจ้าไม่กลัวหรือว่าการกระท าเช่นนี้จะน าหายนะมาสู่สกุลโม่?”
หายนะหรือ?
ฮึ ฮึ…สกุลโม่เคยเผชิญหายนะมาน้อยเสียเมื่อไหร่?
โม่จิ่วเยี่ยหัวเราะเยาะในใจ พลางโรยผงยาลงบนบาดแผลอีกแห่ง
ของเซวียฝาน
เซวียฝานเห็นการกระท าของเขา อยากจะหลบหลีกแต่ก็ท าไม่ได้
ได้แต่จ้องมองบาดแผลอีกแห่งของตนเองกลายเป็นหลุมเลือดที่มี
หนองไหลออกมาอีกครั้ง
ทันใดนั้นเขาก็ร้อนใจขึ้นมา!
“โม่จิ่วเยี่ย เหตุใดเจ้าต้องต่อต้านตระกูลเซวียด้วย?”
“อย่ามาพูดอ้อมค้อมกับข้า เมื่อครู่พี่แปดของข้าได้พูดไว้อย่าง
ชัดเจนแล้ว หากไม่อยากทรมานก็จงตอบค าถามอย่างซื่อสัตย์ ถ้ายัง
ไม่ยอมพูดความจริง ข้ามีวิธีมากมายที่จะท าให้เจ้าอยู่อย่างทรมานจน
ตาย”
ค าพูดนี้ โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้พูดเกินจริงแม้แต่น้อย ผงยาที่ภรรยาของ
เขาน ามาให้นั้นสร้างความทรมานที่คนธรรมดาไม่อาจทนได้
ความจริงแล้ว ในใจของเซวียฝานหวาดกลัวถึงขีดสุดแล้ว หาก
ไม่ใช่เพราะเขายังค านึงถึงว่าไม่อยากให้ตระกูลเซวียถูกลากเข้ามา
เกี่ยว เขาอยากจะพูดทุกอย่างที่รู้ออกมาเพื่อให้หลุดพ้นโดยเร็ว
“ข้าได้บอกไปแล้วว่า ข้าไม่รู้จักเถ้าแก่ถังที่เจ้าพูดถึงเลย ข้ามาที่
ซีเป่ยเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ไม่เคยได้ติดต่อกับคนนอกเลย”
โม่จิ่วเยี่ยไม่คิดว่าคนผู้นี้จะมีกระดูกแข็งถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ตาม เขารู้แล้วว่าเซวียฝานหวาดกลัวแผลเน่าเปื่อยบน
ร่างกายของตนเองอย่างมาก ที่ตอนนี้เขายังคงปากแข็งก็เพราะก าลัง
ฝืนทนเท่านั้น
ดังนั้น เขาจึงโรยผงยาลงบนแผลแห่งหนึ่งของเซวียฝานอีกครั้ง…