ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 439 เขาคือคุณชายใหญ่แห่งจิงเซียนโหลวของพวกเรา
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 439 เขาคือคุณชายใหญ่แห่งจิงเซียนโหลวของพวกเรา
เหลียงห่าวรับหน้าที่พาคนทั้งหมดไปคุมขังที่จิงเซียนโหลวอีก
แห่ง ส่วนโม่จิ่วเยี่ยกับพี่หกน าตัวชายชุดม่วงที่หมดสติไปรวมตัวกับ
โม่ชูหานยังบ้านร้างหลังนั้น
โม่จิ่วเยี่ยไม่สามารถยืนยันได้ว่าในเมืองยังมีคนของจิงเซียนโหล
วอยู่อีกหรือไม่
ยามนี้เขาค้นหาเบาะแสได้เพียงเท่านี้ หวังแค่ว่าจะสอบถามเรื่อง
ที่เป็นประโยชน์ได้เร็ว ๆ
หากจุดประสงค์ที่พวกเขามาที่นี่ไม่เกี่ยวกับสกุลโม่ก็จะดีที่สุด
ถือว่าเขากังวลเกินเหตุไปเอง
ในทางกลับกัน หากพวกเขามาเพื่อสกุลโม่จริง เขาจะต้อง
ระมัดระวังตัวล่วงหน้า
พอไปรวมตัวกับพี่แปด นักฆ่าก็เห็นชายชุดม่วงถูกโม่จิ่วเยี่ยและ
คนอื่น ๆ หิ้วตัวเข้ามาราวกับหิ้วไก่ทันที่
โม่จิ่วเยี่ยจับสังเกตได้ว่านักฆ่ามีท่าทีตกตะลึงไปชั่วขณะตอน
เห็นชายชุดม่วง
“เขาคือนายของเจ้าหรือ?”
ความจริงโม่จิ่วเยี่ยก็ไม่รู้ว่าชายชุดม่วงมีสถานะอะไรกันแน่ เขา
ถามเช่นนี้ก็เพียงลองหยั่งเชิงดูเท่านั้น
นักฆ่ากัดฟันแน่น “ข้าไม่รู้จักเขา”
“ไม่รู้จักหรือ?” เขาพูดพร้อมกับเดินไปใกล้ ๆ แล้วโปรยผงคันลง
บนตัวอีกฝ่าย
ฤทธิ์ของผงคันแสดงอาการรวดเร็ว ไม่นานนักนักฆ่าก็เริ่มบิดตัว
ไปมา
“เจ้า… เจ้าใช้ผงอะไรกับข้า?”
ความรู้สึกแบบนี้ท าให้นักฆ่ารู้สึกไม่สบายใจ
โม่จิ่วเยี่ยกอดอกมองเขาอย่างเย็นชา
“ข้าจะถามอีกครั้ง คนคนนี้เป็นนายของเจ้าใช่หรือไม่?”
“ฆ่าข้าเสียเถอะ ข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น…” นักฆ่ากลิ้งไปมาบน
พื้น หวังว่าแรงเสียดสีจะช่วยให้ความรู้สึกไม่สบายตัวหายไป
แต่ยิ่งเขาดิ้นรน ความคันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
โม่จิ่วเยี่ยเคยใช้ผงคันนี้มาก่อน ขนาดคนที่ใจแข็งอย่าง
ปรมาจารย์ซือเหมิงยังไม่สามารถทนผงคันนี้ได้ แล้วนักฆ่าที่อยู่
ตรงหน้าจะทนได้อย่างไร
และแล้วนักฆ่าก็เริ่มร้องขอชีวิตหลังดิ้นรนอยู่สักพัก
“ได้โปรด…รีบฆ่าข้าเถอะ”
โม่ชูหานมองนักฆ่าอย่างหงุดหงิดมานานแล้ว ยังไม่ทันที่โม่จิ่
วเยี่ยจะได้พูดอะไร เขาก็เข้าไปเตะนักฆ่าคนนั้นอย่างแรง
“บอกมา! คนคนนี้เป็นใครกันแน่? ถ้าค าตอบของเจ้าท าให้ข้า
พอใจ ข้าจะช่วยให้เจ้าสมหวัง”
ไม่มีใครเข้าใจถึงความเจ็บปวดจากพิษผงคันได้ ยามนี้นักฆ่า
เพียงแค่อยากตายไปเสียให้สิ้นเรื่อง
“เจ้าจะรักษาค าพูดใช่หรือไม่”
“แน่นอน” โม่ชูหานตอบด้วยน ้าเสียงดูถูก
“เขาคือคุณชายใหญ่แห่งจิงเซียนโหลวของพวกเรา เซวียฝาน”
โม่จิ่วเยี่ยนึกว่าชายชุดม่วงคนนี้คงเป็นเพียงคนจากตระกูลเซวีย
แค่มีต าแหน่งสูงกว่าพวกนักเลงและนักฆ่าพวกนี้เท่านั้น
ไม่นึกเลยว่าเขาจะเป็นถึงคุณชายใหญ่ของโรงเตี๊ยมจิงเซียน
โหลว
โม่จิ่วเยี่ยเคยได้ยินหนานฉีพูดถึงคนที่ชื่อเซวียฝานมาก่อน แต่
ไม่ได้สืบเกี่ยวกับตัวเขามากนัก จึงไม่ค่อยรู้รายละเอียด
ตอนที่คนผู้นี้ลงมือต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว ก็เหมือนว่าอีกฝ่ายเป็น
ยอดฝีมือคนหนึ่ง
น่าเสียดายที่เซวียฝานโชคร้ายมาเจอโม่จิ่วเข้า ถ้าเจอคนที่มี
ฝีมือธรรมดา คงจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายแน่
จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่าตระกูลเซวียใช้โรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวเป็น
ฉากบังหน้า พร้อมกับส่งยอดฝีมือคนหนึ่งมาควบคุมสถานการณ์
หากบอกว่าพวกเขาไม่มีจุดประสงค์คงไม่มีใครเชื่อ
โม่จิ่วเยี่ยถามนักฆ่าคนนั้นต่อว่า “พวกเจ้ามาที่ซีเป่ยมี
จุดประสงค์อะไร?”
“ข้าไม่รู้ นายท่านบอกแค่ว่าให้พวกเรามาที่ซีเป่ยแล้วคอยท า
ตามค าสั่งจากคุณชายใหญ่”
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว โม่จิ่วเยี่ยคิดว่านักฆ่าคงจะโกหก
“พวกเจ้ามาอยู่ที่ซีเป่ยนานแค่ไหนแล้ว?”
“พวกเราตามคุณชายใหญ่มาถึงซีเป่ยได้สิบกว่าวัน”
“สิบวันที่ผ่านมาพวกเจ้าท าอะไรกันบ้าง?” นี่เป็นค าถามที่โม่จิ่
วเยี่ยอยากรู้ที่สุด
“พวกเราติดตามคุณชายใหญ่อยู่ตลอด ตั้งแต่จัดการร้าน แล้วก็
เปิด ‘โรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลว’ สองแห่ง”
โม่จิ่วเยี่ยถาม “ระหว่างนี้ เซวียฝานไม่ได้สั่งให้พวกเจ้าท าอย่าง
อื่นหรือ?”
นักฆ่าตอบ “คุณชายใหญ่บอกว่าคืนนี้อาจจะลงมือ ส่วนจะเป็น
เรื่องอะไรเขาไม่ได้บอก พวกเราแค่เตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้น”
โม่จิ่วเยี่ย “พวกเจ้าเดินทางมาซีเป่ยกี่คน?”
นักฆ่าตอบว่า “พวกเรานักฆ่ามีทั้งหมดสิบคน และคนที่ปลอมตัว
เป็นคนงานอีกห้าคน”
พอโม่จิ่วเยี่ยฟังค าพูดของเขาแล้วก็ค านวนจ านวนคนที่พวกเขา
พี่น้องจับได้ ตรงตามที่อีกฝ่ายบอก เขาจึงสบายใจมากขึ้น อย่างน้อย
ก็ไม่มีคนหลุดรอดไปได้
เวลาเดียวกันนั้น เขาก็สามารถสรุปได้ว่านักฆ่าคนนี้อาจรู้เรื่อง
เพียงเท่านี้ ด้วยการเตรียมใจพร้อมจะตาย อีกฝ่ายคงคิดแค่พูด
ออกไปก็จะได้ตายเร็วขึ้น
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้าให้กับพี่แปด บอกว่าคนคนนี้ไม่มีประโยชน์
อะไรแล้ว
โม่ชูหานในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ย่อมคิดถึงความปลอดภัย
ของคนที่บ้าน แต่ก็หวังว่าจะมีพยานให้ค าปากในศาล
ดังนั้น เขาจึงยังไม่คิดจะจัดการกับนักฆ่าคนนี้ทันที่
เขาก้าวไปข้างหน้า แล้วหยิบมีดสั้นออกมา ตัดเส้นเอ็นข้อมือ
และเท้าของนักฆ่าเพื่อป้องกันไม่ให้เขาหลบหนีได้
เมื่อถูกตัดเส้นเอ็น นักฆ่าที่ไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกตกใจ
เขาพยายามอดทนต่อความคันตามร่างกายและพูดด้วยน ้าเสียง
โกรธแค้นว่า
“พวกเจ้าต ่าช้าจริง ๆ ข้าพูดทุกอย่างไปแล้ว กลับยังไม่ให้ข้าตาย
อย่างสงบอีก!”
ตอนนี้นักฆ่ารู้สึกว่าให้เขาตายเสียยังดีกว่าอยู่ ความรู้สึกคัน
คะเยอแพร่ไปทั่วร่างกาย มือเท้าก็เจ็บปวดยากจะทานทน…
โม่ชูหานไม่สนใจเขา แต่ยกตัวคนขึ้นแล้วโยนไปให้เหลียงห่าวที่
อยู่ข้าง ๆ
“เจ้าพาเขาไปที่โรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวอีกแห่ง รอให้พวก
เจ้าหน้าที่พาตัวไปพร้อมกัน”
“ขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เหลียงห่าวตอบรับ แล้วพาคนออกไป
ถึงแม้โม่จิ่วเยี่ยจะอยากรู้เหตุผลที่ตระกูลเซวียมาเปิดกิจการที่ซี
เป่ย แต่ก็ไม่ได้อยากให้การสอบสวนของทางการต้องล่าช้าไปด้วย
โดยเฉพาะหลังจากสอบถามนักฆ่า เขาก็รู้ดีว่าเซวียฝานคือคน
ส าคัญในคดีนี้
หากไม่ใช่อย่างนั้น เขาก็สามารถพาเซวียฝานกลับไปที่หมู่บ้าน
ซีหลิ่ง และใช้เวลาสอบสวนเขาต่อได้อย่างสบายใจ แน่นอนว่าจะ
ไม่ให้เขามีชีวิตรอดกลับไปได้ด้วย
เมื่อคิดจะให้ทางการช่วยถังหมิงรุ่ยรอดพ้นข้อกล่าวหา ก็ดูท่าว่า
เขาจะไม่อาจพาเซวียฝานกลับไปสอบสวนที่บ้านได้
โม่จิ่วเยี่ยน าน ้าเย็นมาราดลงบนหน้าของเซวียฝาน
เซวียฝานสะดุ้งตื่น เขายังรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย แต่มันไม่ได้ท าให้
เขาระวังตัวน้อยลง
“พวกเจ้าเป็นใครกัน? ท าไมต้องมาหาเรื่องกับโรงเตี๊ยมจิงเซียน
โหลวของข้า?”
เซวียฝานไม่ใช่คนโง่ เขาเพิ่งจะสู้กับคนเหล่านี้ แม้จะอีกฝ่ายมี
คนเดียว เขาก็ยังไม่มีแรงต้านทานได้เลย
เขาท าได้เพียงเอ่ยชื่อโรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวออกมา เพราะไม่ว่า
จะในยุทธภพหรือหมู่ชนชั้นสูงก็คุ้นเคยกับชื่อเสียงของโรงเตี๊ยมแห่ง
นี้อยู่แล้ว
หวังว่าค าเตือนนี้จะท าให้อีกฝ่ายรู้สึกหวั่นเกรงและยอมถอยไป
เซวียฝานคงถูกท าให้ตกใจจนเสียสติไปบ้าง ตอนนี้เขาอยู่ใน
ลานด้านหลังของโรงเตี๊ยม แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะไม่รู้
ว่าอีกฝ่ายเกี่ยวข้องกับโรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลว?
“โรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวแล้วอย่างไร?” โม่จิ่วเยี่ยหัวเราะเยาะ
เซวียฝานพูดเช่นนั้นเพราะความจนปัญญา พอเห็นว่าฝ่ายตรง
ข้ามไม่เห็นโรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวอยู่ในสายตา เขาจึงต้องหาวิธี
หลบหนีแบบอื่น
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นใคร ข้าเพิ่งมาถึงซีเป่ย ยังไม่ได้ไปท าอะไร
ให้ใครโกรธเคือง การที่พวกเจ้าท าแบบนี้กับข้า มันสมเหตุสมผลแล้ว
หรือ?”