ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 447 หมูสามชั้นผัดพริก
ความสามารถในการท าอาหารของหลานเอ๋อร์เป็นสิ่งที่ดีอย่าง
หนึ่ง
แต่สิ่งที่ส าคัญที่สุดคือ พริกที่สกุลโม่ปลูกไว้ในไร่ได้สุกแล้ว
ในช่วงไม่กี่วันนี้
ตอนนี้พริกยังเป็นสีเขียว ยังไม่เปลี่ยนเป็นสีแดง แต่การน ามาผัด
ก็ไม่ส่งผลต่อรสชาติ แต่กลับให้รสสัมผัสที่แปลกใหม่
ในช่วงไม่กี่วันนี้ บนโต๊ะอาหารของสกุลโม่แทบจะมีอาหารที่ท า
จากพริกเขียวทุกมื้อ
แม้ว่าพริกจะมีรสเผ็ด แต่ก็ช่วยให้กินข้าวได้มากขึ้น แต่ก็ช่วยให้
กินข้าวได้มากขึ้น ทุกวันคนในครอบครัวเผ็ดจนเหงื่อออก แต่ก็ยังไม่
สามารถหยุดความอยากอาหารรสชาตินี้ได้
ครอบครัวของพวกเขาท ากิจการเนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานมา
ได้ครึ่งปีแล้ว พี่สะใภ้ทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเครื่องปรุงที่ส าคัญที่สุดอย่าง
หนึ่งใน เนื้อกระต่ายผัดเปรี้ยวหวานก็คือพริก!
ทุกคนเห็นว่าพริกสุกแล้ว จึงสงสัยว่าท าไมน้องสะใภ้เก้าถึงไม่ให้
เก็บ
หลังจากสอบถามจึงได้รู้ว่า หากปล่อยให้พริกเติบโตต่อไปอีก
ระยะหนึ่ง มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง เมื่อถึงตอนนั้นค่อยเก็บมา
ตากแห้ง จะสามารถเก็บไว้ได้จนถึงปีหน้าตอนที่พริกแดงอีกครั้ง
เมื่อเข้าใจเหตุผลแล้ว พี่สะใภ้ทั้งหลายจึงล้มเลิกความคิดที่จะไป
เก็บพริกในทันที่
อย่างไรก็ตาม ผักที่ปลูกในที่ดินของครอบครัว สมาชิกใน
ครอบครัวก็กินได้ตามใจชอบ และมีปริมาณมากพอที่ไม่เพียงแค่ใช้
บริโภคในครัวเรือนเท่านั้น แม้แต่ขายไปบ้างก็ยังได้ ไม่ต้องกังวลเลย
ว่าปีหน้าจะไม่มีพริกเป็นเครื่องปรุงส าหรับท าเนื้อกระต่ายผัด
เปรี้ยวหวาน
วันนี้ที่เรือนของสองผู้เฒ่าสกุลโม่ก็มีการท าหมูสามชั้นผัดพริก
ทุกคนก าลังเตรียมจะลงมือทานอยู่ ก็ได้ยินเสียงของอวี่เอ๋อร์ดังมา
จากนอกประตู
“ฮูหยินผู้เฒ่า ใต้เท้าเมิ่งมาแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าเมิ่งไห่หนิงมาแล้ว โม่หานเยี่ยก็ก้มหน้าลงด้วยความ
เขินอาย แล้วนั่งลงหลังพี่สะใภ้ใหญ่
อีกเพียงเจ็ดวัน ก็จะถึงวันแต่งงานของพวกเขาทั้งสองแล้ว
เมิ่งไห่หนิงนับตั้งแต่ก าหนดวันแต่งงานกับนาง ก็ยังไม่ได้มาเยี่ยม
เยียนที่บ้านเลย หากไม่ใช่เพราะถูกเรื่องราวต่าง ๆ รุมเร้า เขาก็
อยากจะมาเคาะประตูเพื่อมาดูภรรยาในอนาคตของตนเองนานแล้ว
เมื่อค าพูดของหลานเอ๋อร์จบลง เมิ่งไห่หนิงก็ได้เดินเข้ามาในห้อง
โถง
ขณะที่เขาก าลังจะค านับฮูหยินผู้เฒ่า เขาก็สังเกตเห็นว่าข้าง ๆ
นางมีชายชรานั่งอยู่ด้วยท่าทางสง่างามน่าเกรงขาม ไม่เพียงเท่านั้น
ยังมีชายแปลกหน้าอีกสองคนนั่งอยู่ข้าง ๆ พวกเขาด้วย
เมิ่งไห่หนิงชะงัก เขามองไปที่โม่ชูหานทันที่
โม่ชูหานลุกขึ้นแนะน าว่า “ท่านผู้นี้คือท่านพ่อของพวกข้า”
ท่านพ่อหรือ?
เมิ่งไห่หนิงตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทันได้คิดอะไรมาก รีบ
คุกเข่าลงต่อหน้าโม่ฉิงและฮูหยินผู้เฒ่า
“ผู้น้อยขอคารวะ นายท่านผู้เฒ่า”
โม่ฉิงเห็นชายหนุ่มตรงหน้าที่มีบุคลิกสง่างามก็รู้สึกชอบ แต่เมื่อ
นึกถึงลูกสาวสุดที่รักของเขาที่จะกลายเป็นของเขาในอีกไม่กี่วัน ก็
รู้สึกไม่สบายใจ
ส่วนเรื่องที่เขากลับมาที่สกุลโม่นานขนาดนี้แล้ว แต่ชายหนุ่มผู้นี้
ยังไม่มาเยี่ยมเยียนเขาสักที่ ก็ไม่อาจโทษแีีกฝ่ายได้
เพราะตัวเขาเองนั่นแหละที่ยืนกรานไม่ให้โม่ชูหานบอกเขา
แม้ว่าในใจจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ในฐานะผู้อาวุโส เขาก็ไม่ควร
ท าให้อีกฝ่ายเสียหน้ามากเกินไป
“อืม ลุกขึ้นเถิด!” เสียงนั้นเย็นชา แม้แต่คนในสกุลโม่ก็รู้สึกว่าไม่
คุ้นเคย
เมิ่งไห่หนิงกลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
ถึงอย่างไรพ่อตาในอนาคตก็เคยเป็นแม่ทัพผู้บัญชาการกองทัพ
นับพัน และยังเป็นขุนนางชั้นสูงอันดับหนึ่งของราชวงศ์ต้าซุ่น
เมิ่งไห่หนิงลุกขึ้นยืนอย่างนอบน้อม ก้มหน้าด้วยท่าทีถ่อมตัว แม้
กระนั้น สายตาของเขาก็ไม่ได้ละเลยที่จะส ารวจมองไปรอบ ๆ
ท่านพ่อตาในอนาคตแม้ร่างกายจะผอมแห้งไปบ้าง ผมก็หงอก
ขาว เมื่อเทียบกับฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว ดูเหมือนจะแก่กว่าสิบกว่ายี่สิบปี
แต่บุคลิกอันสูงส่งและความน่าเกรงขามของเขายังคงยากที่จะ
มองข้าม
อีกทั้งชายวัยกลางคนสองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้เฒ่าทั้งสองก็
เช่นกัน บารมีที่ติดตัวมาแต่ก าเนิดนั้นไม่อาจปิดบังได้เลย
ในขณะเดียวกัน ในใจของเขาก็เกิดการคาดเดาอันน่าตกใจ
ขึ้นมา
หรือว่า สองท่านนี้คือพี่ใหญ่และพี่รองของสกุลโม่?
เมิ่งไห่หนิงแม้จะไม่กล้าจ้องมองพ่อลูกทั้งสามอย่างตรง ๆ แต่
ในตอนนี้ โม่ฉิงก าลังท าหน้าเคร่งเครียดมองเขาอยู่ ในฐานะผู้อ่อนวัย
กว่า และอีกไม่กี่วันก็จะเป็นบุตรเขยของสกุลโม่ เมิ่งไห่หนิงจึงไม่กล้า
ท าตัวล ้าเส้นแม้แต่น้อย
ดังนั้น เขาจึงยังคงก้มหน้าเล็กน้อยรอให้ผู้อาวุโสถามค าถาม
แต่นี่กลับเป็นโอกาสให้เมิ่งไห่หนิงได้สังเกตทั้งสามคนอย่าง
ละเอียด
เห็นได้ชัดว่าชายวัยกลางคนทั้งสองคนนั้นมีหน้าตาคล้ายคลึง
กับพี่น้องคนอื่น ๆ ในสกุลโม่
เมื่อนายท่านผู้เฒ่าของสกุลโม่ยังมีชีวิตกลับมาได้ การที่พี่ชาย
คนโตและคนรองของสกุลโม่จะยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจมาก
นัก
เพียงแต่สิ่งที่ท าให้เมิ่งไห่หนิงรู้สึกแปลกประหลาดคือ เหตุใด
ผู้คนทั่วหล้าจึงรู้ว่าบรรดาผู้ที่สิ้นชีวิตในสงครามแล้ว กลับมาปรากฏ
ตัวมีชีวิตอยู่ทีละคน?
หรือว่า ในเรื่องนี้จะมีแผนการลับใหญ่หลวงอันน่าตกตะลึงซ่อน
อยู่?
ในขณะนี้ สมองของเมิ่งไห่หนิงเต็มไปด้วยเครื่องหมายค าถาม
นับไม่ถ้วน ขณะที่เขาก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น โม่ฉิงก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด
“ข้าได้ยินมาว่าปู่ของเจ้าเคยเป็นขุนนางผู้ใหญ่แห่งราชส านักใช่
หรือไม่?”
เมิ่งไห่หนิงรีบดึงความคิดกลับมา แล้วตอบอย่างนอบน้อม “ปู่
ของผู้น้อยก็คืออดีตขุนนางเมิ่งแห่งราชส านักขอรับ”
พูดถึงขุนนางผู้ใหญ่เมิ่ง โม่ฉิงไม่รู้สึกแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย
เพราะทั้งสองเคยรับราชการร่วมกันในราชส านักมาหลายปี
แม้ว่าพวกเขาคนหนึ่งเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นและอีกคนเป็นขุนพล
แต่ทั้งคู่ล้วนเป็นคนซื่อสัตย์และเที่ยงตรง จึงมีความประทับใจที่ดีต่อ
กัน
ในฐานะหลานชายของขุนนางผู้ใหญ่เมิ่ง คงจะมีอุปนิสัยที่ดีไม่
น้อยเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขากลับมายังซีเป่ย ทุกคนใน
ครอบครัว รวมถึงภรรยาของเขา ต่างก็ชื่นชมเมิ่งไห่หนิงว่าเป็นคนดี
เลิศอย่างไรบ้าง
บัดนี้เมื่อได้เห็นตัวจริงยืนอยู่ตรงหน้า อีกทั้งมารยาทก็ดีเยี่ยม
โม่ฉิงอยากจะหาข้อบกพร่องสักอย่างก็ยังท าได้ยาก
เมื่อมองดูลูกสาวสุดที่รักของตนเองอีกครั้ง นางซ่อนตัวอยู่หลัง
ลูกสะใภ้ใหญ่ แต่ดวงตากลับจ้องมองเมิ่งไห่หนิงเป็นครั้งคราว หากไม่
มีผู้คนมากมายอยู่ในที่นี้ แม่หนูคนนี้คงจะเข้าไปบอกเขาว่าห้ามรังแก
ชายหนุ่มคนนี้แน่นอน
ก่อนที่โม่ฉิงจะได้พบเมิ่งไห่หนิง เขาได้คิดวิธีกลั่นแกล้งเมิ่งไห่ห
นิงไว้มากมายนับไม่ถ้วนแล้ว
บัดนี้เมื่อเห็นสายตาอ้อนวอนของลูกสาว ในที่สุดเขาก็ใจอ่อนลง
พูดตรง ๆ คือเขายังไม่พบข้อผิดพลาดของอีกฝ่าย จึงไม่รู้จะ
เริ่มต้นอย่างไร…
แม้ว่าจะล้มเลิกความคิดที่จะกลั่นแกล้งลูกเขยในอนาคตแล้ว
โม่ฉิงก็ยังคงไม่แสดงสีหน้าที่ดีนัก เขาชี้ไปยังที่นั่งว่างบนโต๊ะและ
กล่าวว่า “เจ้ามาได้จังหวะพอดี มาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันเถิด”
เมื่อเผชิญหน้ากับพ่อตาในอนาคต เมิ่งไห่หนิงยังคงรู้สึกเกร็งอยู่
บ้าง แต่เขาพยายามปกปิดความประหม่านั้นไว้
หลังจากค านับผู้อาวุโสทั้งสองอีกครั้ง เขาก็นั่งลงอย่างว่าง่ายใน
ต าแหน่งที่ โม่ฉิงชี้ให้
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้ว่าสามีของนางก าลังอึดอัดกับลูกเขย เพื่อท าให้
บรรยากาศผ่อนคลาย นางจึงชี้ไปที่ลูกชายคนโตและคนรองเพื่อ
แนะน าให้เมิ่งไห่หนิง รู้จัก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของทุกคน
ชายชราคนนี้ช่างดื้อรั้นเหลือเกิน นางได้พูดไปแล้วนับครั้งไม่
ถ้วน ว่าลูกเขยในอนาคตของพวกเขาเป็นคนหนุ่มที่ยอดเยี่ยม เป็น
คนที่ทุกคนในครอบครัวต่างเห็นดีด้วย แต่เขากลับไม่ยอมรับเสียที่
ในเมื่อเขาไม่รักษาสีหน้าแก่ผู้อื่น อย่างมากก็ปล่อยให้ลูกเขยไม่
ต้องมองเขาก็เท่านั้น…
เมิ่งไห่หนิงรู้ว่าแม่ยายก าลังช่วยแก้สถานการณ์ให้ตน จึงส่งยิ้ม
ขอบคุณไปให้นาง
ในขณะเดียวกัน ตอนนี้เขาก็แน่ใจในสิ่งที่สงสัยในใจแล้ว
บัดนี้บรรดาบุตรชายของสกุลโม่ที่ตายไปล้วนฟื้นคืนชีพกลับมา
การพบกับพี่เขยทั้งสองเป็นครั้งแรก เมิ่งไห่หนิงย่อมหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ที่จะต้องค านับทักทาย พี่ใหญ่กับพี่รองไม่ได้ท าให้เขาล าบากใจ
เหมือนผู้เป็นบิดา ทั้งสองคนยิ้มและพยักหน้าให้เขา
เมิ่งไห่หนิงที่เดิมทีมีความคิดมากมายในหัว ไม่นานก็ถูกพี่น้อง
สกุลโม่ใช้ความกระตือรือร้น ป้อนหมูสามชั้นผัดพริกให้ จนความคิด
เหล่านั้นจางหายไป