ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 473 ท่านแม่รู้ความลับของข้าแล้วหรือ?
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 473 ท่านแม่รู้ความลับของข้าแล้วหรือ?
แต่ไม่นานมันก็ดูเหมือนจะตระหนักถึงบางสิ่ง มือใหญ่สีด าสอง
ข้างที่ปกคลุมด้วยขนฟูนุ่ม รีบยกขึ้นมาปิดปากตัวเอง กลืนเสียงที่
ก าลังจะเปล่งออกมากลับเข้าไป
เฮ่อจือหร่านรู้สึกปลื้มใจกับความเชื่อฟังของข้าวปั้นน้อย นางยื่น
มือไปลูบหัวมัน
ข้าวปั้นน้อยได้รับการปลอบประโลมจากเจ้าของ จึงกลับมามี
ท่าทางร่าเริงอีกครั้ง
มันขยับเข้าไปใกล้ขึ้น แขนทั้งสองโอบรอบขาเล็ก ๆ ของเฮ่อจื
อหร่าน ยืดคอสูงขึ้นเพื่อมองดูทารกน้อยในอ้อมกอดของนาง
ขณะที่มองอยู่นั้น มันก็ยื่นหัวเล็ก ๆ เข้าไปใกล้ พร้อมกับแลบลิ้น
ออกมาด้วย
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าการกระท าของข้าวปั้นน้อยนั้นเป็นการ
แสดงออกว่ามันชอบจู้เอ้อร์
แต่ว่าวิธีการแสดงความชอบแบบนี้ของข้าวปั้นน้อยยังไม่
เหมาะสมที่จะใช้กับจู้เอ้อร์ในตอนนี้
“ข้าวปั้นน้อยท าเช่นนั้นไม่ได้ เขายังเล็กเกินไป”
ข้าวปั้นน้อยหยุดการเคลื่อนไหวอย่างงุนงง มันรู้สึกได้อย่าง
ชัดเจนว่าเจ้าของรู้สึกผิดหวัง
แต่ไม่นานมันก็เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ ปีนขึ้นไปบนเตียงเด็กที่หมิง
จูนอนอยู่ แล้วยื่นหัวกลมป้อมไปมองดู
เฮ่อจือหร่านไม่ได้ต่อต้านการที่ข้าวปั้นน้อยชอบลูกทั้งสองของ
นาง ตราบใดที่มันไม่ได้มีพฤติกรรมที่เกินเลย นางก็จะไม่ห้ามปราม
จากแววตาของข้าวปั้นน้อยสามารถยืนยันได้ว่า มันชอบเด็ก
น้อยทั้งสองมาก
โม่จิ่วเยี่ยน านมผงกลับมา แม้ว่ากลิ่นนี้จะแตกต่างจากนมในชาม
ที่มันดื่มเป็นประจ า แต่กลิ่นหอมของนมนั้นเหมือนกันไม่มีผิด
อย่างไรก็ตาม มันสามารถรู้สึกได้ว่านมสองขวดนี้เป็นของเด็ก
ทารก
หากเป็นในอดีต เมื่อได้กลิ่นนี้ มันคงรีบวิ่งไปกอดขาของโม่จิ่ว
เยี่ยไปแล้ว
แต่วันนี้ข้าวปั้นน้อยกลับอดทนอย่างสุดความสามารถ เพียงแต่
ดวงตาเล็ก ๆ ที่จ้องมองอย่างคาดหวังของมันก็ยังคงสร้างความรู้สึก
สะเทือนใจให้กับ เฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยยื่นมือไปลูบหัวของมัน
“ข้าวปั้นน้อย ต้องรออีกสักครู่ก่อนจึงจะได้กินนมในชามนะ”
มื้อแรกของลูกทั้งสองคนนี้ เขาในฐานะพ่อต้องเป็นคนป้อนด้วย
ตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของภรรยายังอ่อนแอมาก ไม่เหมาะที่จะ
ท าสิ่งเหล่านี้
ข้าวปั้นน้อยเข้าใจทุกอย่าง มันส่งเสียงรับรู้สองครั้ง แล้วก็นั่ง
เรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ คอยมองดู
เฮ่อจือหร่านตั้งใจจะรับขวดนมจากมือของโม่จิ่วเยี่ย แต่ถูกโม่จิ่ว
เยี่ยปฏิเสธ
เขาถือขวดนมไว้ข้างละขวด แล้วเอาจุกนมไปจ่อที่ปากของเด็กๆ
ทั้งสอง
เด็ก ๆ คงหิวจริง ๆ พอเอาจุกนมไปจ่อก็ดูดกินทันที่
ข้าวปั้นน้อยเห็นเช่นนั้น จึงพยายามปีนขึ้นไปบนเตียงเล็ก ๆ ของ
จู้เอ้อร์ ยืนอยู่ตรงขอบเตียงแล้วเอื้อมมือไปหยิบขวดนมในมือของโม่
จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านสบตากัน ทั้งคู่เดาความตั้งใจของข้าว
ปั้นน้อยได้
เขาค่อย ๆ ปล่อยมือออกอย่างระมัดระวัง แล้วส่งขวดนมให้
กับข้าวปั้นน้อย
อุ้งเท้าขนฟูของข้าวปั้นน้อยจับขวดนมไว้แน่น และต าแหน่งไม่
เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ภาพนี้ท าให้ทั้งเฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยหัวเราะออกมา
เฮ่อจือหร่านลูบหัวของข้าวปั้นน้อยอย่างเอ็นดู
“เจ้าตัวเล็กนี่ แม้จะพูดไม่ได้ แต่ก็รู้ทุกอย่าง”
“อืม อืม…” ข้าวปั้นน้อยตอบรับอย่างร่วมมือ แล้วก็ตั้งใจป้อนนม
ให้จู้เอ้อร์ต่อไป
จนกระทั่งเด็กน้อยทั้งสองอิ่มท้อง โม่จิ่วเยี่ยจึงเตรียมชามนมใหม่
ให้ข้าวปั้นน้อย
ข้าวปั้นน้อยวิ่งไปดื่มนมอย่างตื่นเต้น เฮ่อจือหร่านมองดูเด็กทั้ง
สองที่หลับสนิทแล้วพูดว่า
“การที่เราต้องวิ่งเข้าไปในพื้นที่มิติเพื่อป้อนนมลูกแบบนี้ไม่ใช่วิธี
แก้ปัญหาระยะยาว”
โม่จิ่วเยี่ยก็คิดเช่นเดียวกัน
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เปลี่ยนห่อของนมผงแล้วน าออกไปข้าง
นอก”
“เจ้ามีวิธีอธิบายที่มาของนมผงหรือไม่?” ตอนนี้เฮ่อจือหร่านไม่มี
แรงที่จะคิดเรื่องพวกนี้ เพราะนางเพิ่งคลอดลูก ร่างกายยังอ่อนเพลีย
มาก
โม่จิ่วเยี่ยชินกับการเป็นแพะรับบาปไปแล้ว
“เมื่อครู่ตอนที่พวกเราจะให้นมเด็ก และขอให้มารดาทั้งสองท่าน
ออกไป เจ้าสังเกตเห็นหรือไม่? ท่านแม่คงจะสังเกตเห็นบางสิ่ง
บางอย่าง ตอนที่แม่ยายยังลังเลอยู่ นางก็ลากคนออกไปแล้ว เจ้า
อาจจะยังไม่ทันเห็น ตอนที่ท่านแม่เดินออกไป ยังส่งสายตาให้ข้า
สบายใจด้วย”
“เจ้าหมายความว่า ท่านแม่พบความลับของข้าแล้วหรือ?” เฮ่อจื
อหร่าน รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
“ยังไม่รู้แน่ชัด บางทีอาจเป็นเพราะพวกเราทั้งสองมักมี
พฤติกรรมที่อธิบายไม่ได้บ่อย ๆ ท่านแม่ต้องรู้อยู่แก่ใจแน่ แต่นางจะ
ไม่พูดและไม่ถาม” โม่จิ่วเยี่ยอธิบาย
“ตามที่เจ้าพูดมา หากพวกเราน านมผงออกมา เพียงแค่ท่านแม่
ช่วยพูดให้เจ้าสักหน่อย เรื่องนี้ก็จะผ่านไปแล้วใช่หรือไม่?” เฮ่อจือห
ร่านถาม
“อืม จริง ๆ แล้วไม่จ าเป็นต้องพูดอะไรมาก ข้าเพิ่งคิดได้ นมผงก็
เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ท ามาจากนมวัว บ้านของพวกเราเลี้ยงวัวนมไว้
มากมาย เมื่อวัวให้นม ปริมาณก็ต้องมากมายแน่นอน อีกอย่าง
ตามที่ข้าเข้าใจ นมวัวไม่ใช่สิ่งที่เก็บรักษาได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วง
หน้าร้อนจัดเช่นนี้ ข้าเกรงว่ามันจะเสียภายในวันเดียว”
“ถึงแม้ว่าพี่น้องสุกลถังจะท ากิจการอย่างกว้างขวาง แต่นมวัวก็
ไม่ใช่สิ่งที่จะขนส่งไปขายได้ไกลนัก ข้าดูที่โต๊ะท างานในพื้นที่มิติแล้ว
ที่นั่นสามารถแปรรูปนมวัวเป็นนมผงได้ พวกเราน่าจะใช้ประโยชน์
จากนมวัวมาท ากิจการนมผงดีกว่า นมผงไม่เพียงแต่มีรสชาติดี แต่
ยังเก็บรักษาได้ง่าย ข้าเชื่อว่าหากร่วมมือกับพี่น้องสกุลถัง แน่นอนว่า
จะต้องมีรายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว”
เมื่อได้ฟังค าพูดของโม่จิ่วเยี่ยแล้ว เฮ่อจือหร่านถึงกับรู้สึกเหมือน
ได้รับการเปิดหูเปิดตา นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าท่านแม่ทัพที่เคยออก
รบในสนามรบ บัดนี้กลับมีหัวคิดทางกิจการค้าขายเช่นนี้
“ท่านพี่ วิธีนี้ของท่านดีจริง ๆ เหตุใดข้าถึงคิดไม่ถึงเล่า?”
น ้าเสียงของเฮ่อจือหร่านเต็มไปด้วยความยินดีที่ไม่อาจปิดบังได้
นางกล่าวต่อไปว่า “การใช้อุปกรณ์ในพื้นที่มิติท านมผงไม่ใช่วิธี
แก้ปัญหาระยะยาว เดี๋ยวข้าจะไปซื้อหนังสือวิธีท านมผงจากเถาเป่า
มาเรียนรู้ พอวัวนมเริ่มผลิตน ้านมจ านวนมากแล้ว พวกเราก็เปิด
โรงงานท านมผง”
นี่เป็นกิจการที่สามารถท าเงินได้มากมายอย่างแน่นอน
ต้องรู้ไว้ว่าในต้าซุ่นนั้น เนื่องจากนมวัวหายาก ราคาจึงสูงมาโดย
ตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น นมวัวยังไม่ใช่สิ่งที่จะดื่มได้ตามต้องการอีกด้วย
เหตุผลก็ไม่มีอะไรอื่น ต้าซุ่นยังไม่มีสายพันธุ์วัวนม แม้ผู้คนจะ
สามารถดื่มนมวัวได้ ก็เป็นเพียงปริมาณเล็กน้อยที่ได้จากวัวพื้นเมือง
หลังคลอดลูกเท่านั้น
ตราบใดที่พวกเขาท านมผงส าเร็จ เรื่องก าไรนั้นคงไม่ใช่เรื่อง
ยาก
“อืม เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะจัดการเอง เจ้าแค่พักผ่อนให้สบายก็
พอ”
เนื่องจากเกรงว่าจะมีคนมาเยี่ยมเด็ก ๆ ทั้งสองจึงไม่กล้าอยู่ใน
พื้นที่มิตินาน
เฮ่อจือหร่านเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์นมผงเป็นกระบอกไม้ไผ่แล้วน า
ออกมาบางส่วนจากพื้นที่มิติ
ทันทีที่ครอบครัวสี่คนปรากฏตัวในห้อง ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
“คุณหนูเก้า ห้องครัวเพิ่งเตรียมโจ๊กข้าวฟ่างและไข่ไก่ให้ท่านเสร็จ
หลานเอ๋อร์จะน ามาส่งให้ท่าน”
เฮ่อจือหร่านตบอกเบา ๆ แล้วกระซิบกับโม่จิ่วเยี่ยว่า “โชคดีที่
ออกมาจาก พื้นที่มิติได้ทัน”
ดูเหมือนว่าหลังจากมีลูก ๆ ทั้งสองคนแล้ว พวกเขาคงไม่
สามารถเข้าออกพื้นที่มิติได้ตามใจชอบอีกต่อไป
เพราะจะมีคนมาเยี่ยมเด็กๆ ตลอดเวลา ถ้ามีคนรู้ว่าพวกเขาไม่
อยู่ในห้อง ก็คงอธิบายยาก
เฮ่อฮูหยินก็เข้ามาพร้อมกับหลานเอ๋อร์ด้วย
นางเดินเข้าไปหาเฮ่อจือหร่านก่อน แล้วถามด้วยความห่วงใย
“หร่านหร่าน พวกเด็ก ๆ กินอิ่มกันหมดแล้วหรือ”
เฮ่อจือหร่านยกขวดนมแก้วสองขวดที่ยังไม่ได้ล้างขึ้นมาให้ท่าน
แม่ของนางดู
“ท่านแม่ ดูสิ นมที่เตรียมไว้พวกเขากินหมดแล้ว”
เหตุผลที่เฮ่อจือหร่านกล้าหยิบขวดนมออกมาอย่างเปิดเผย
เช่นนี้ ก็เพราะว่าแก้วไม่ใช่ของหายากในสกุลโม่แล้ว
หน้าต่างทั้งหมดในเรือนของพวกเขาล้วนท าจากแก้ว และยังมี
ชาวต่างชาติเป็นแพะรับบาปส าหรับเรื่องนี้ให้อีกด้วย
บทที่ 474 น้องสะใภ้หก เจ้าเป็นอะไรไป
หลังจากเฮ่อฮูหยินเห็นขวดนมแล้วก็ตกตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง
ก่อนนางจะนึกถึงประเด็นนี้ขึ้นมา
แต่นางคิดว่าขวดนมนี้ท าจากแก้ว มีคงราคาแพงมาก
แม้ว่าจะคิดแบบนั้น แต่นางก็เพียงรู้สึกว่าขวดนมมีราคาแพง
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ไม่ได้สงสัยอะไร
อย่างไรก็ตาม เมื่อทารกน้อยทั้งสองได้กินจนอิ่มท้อง นางใน
ฐานะยายก็สบายใจ
คืนนั้น สกุลโม่เต็มไปด้วยความยินดีเพราะการเกิดมาของ
สมาชิกใหม่ทั้งสองคน
ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องที่เฮ่อจือหร่านคลอดลูกแฝดชายหญิงอย่าง
ราบรื่นยังแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านต่างทยอยมาที่บ้านสกุลโม่เพื่อส่งไข่และ
ของพื้นเมืองมาเป็นของขวัญแสดงความยินดี
ฟางฉวนโจว เซี่ยเทียนไห่ หูชง และเต๋อเฟยก็มาด้วย
ของขวัญที่พวกเขาส่งมาย่อมหรูหรากว่าของที่ชาวบ้านส่งมา
มากนัก
ชาวบ้านอาจไม่รู้ แต่คนพวกนี้รู้ดี
สกุลโม่เหมือนถูกค าสาปบางอย่าง บรรดาบุตรชายล้วนแต่งงาน
กันหมดแล้ว แต่ไม่มีใครให้ก าเนิดบุตรเลยสักคน
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านคลอดลูกแฝดอย่างราบรื่น อาจกล่าวได้ว่า
เป็นการท าลายความกังวลที่ไม่อาจพูดออกมาของสกุลโม่ได้อย่าง
สิ้นเชิง
หลายคนจึงรู้สึกยินดีกับสกุลโม่อย่างจริงใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยชมสะใภ้เก้าไม่ขาดปาก ว่าเป็นคนมีบุญ
วาสนา คลอดครั้งเดียวก็ได้มาสองคน และยังสามารถรวมกันเป็น
ตัวอักษรค าว่า ‘ดี’ ได้อีกด้วย
เมื่อมีทายาทแล้ว ผู้คนในสกุลโม่ก็ยิ่งเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ส าหรับชีวิตในอนาคต
พวกเขาขยันขันแข็งกว่าเมื่อก่อน หวังว่าด้วยความพยายามของ
ตนเอง จะสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและสุขสบายยิ่งขึ้นให้เจ้าตัว
น้อยทั้งสอง
ในวันที่เด็กตัวน้อยทั้งสองอายุได้สามวัน สกุลโม่ก็ครึกครื้นเป็น
พิเศษ มีแขกมากมายมาเยี่ยมเยือนโดยไม่ต้องเอ่ยเชิญ
แขกเหล่านั้นล้วนเป็นคนที่สนิทสนมกับสกุลโม่และคนใน
หมู่บ้าน
หลังจากความครึกครื้นผ่านพ้นไป เจ้าตัวน้อยทั้งสองก็ถูกอุ้ม
กลับมาอยู่ข้างกายเฮ่อจือหร่าน
แขกเพิ่งจะกลับไป พี่เจ็ดที่ไปตามหาเหล่าอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา
จากหนานเจียงก็กลับมาพอดี
เขาเห็นแขกเหรื่อทยอยเดินออกจากบ้านตัวเองด้วยสีหน้ายินดี
จึงเดาว่าอาจมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นในครอบครัว
ด้วยเหตุนี้ โม่หยวนเช่อจึงเร่งฝีเท้า
พี่ใหญ่กับพี่รองรับหน้าที่ส่งแขก พวกเขาเห็นโม่หยวนเช่อที่
ก าลังดูเหนื่อยล้าทันที่
โม่หยวนเช่อเข้ามาใกล้พี่ชายทั้งสอง จับแขนพวกเขาเดินเข้าไป
ในลานบ้าน “พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านพ่อกับพี่น้องทุกคนอยู่ที่บ้านใช่
หรือไม่”
“ข้าจะไปเรียกทุกคนมาเดี๋ยวนี้” พี่รองรู้ว่าน้องชายมีเรื่องจะพูด
จึงหมุนตัววิ่งไปตามคนทันที่
ไม่นานนัก นอกจากโม่ชูหานที่ออกไปท างานแล้ว บรรดาบุรุษ
สกุลโม่ก็มารวมตัวกันในห้องโถงของผู้อาวุโสทั้งสอง
โม่หยวนเช่อเริ่มด้วยการทักทายบิดามารดาก่อน จากนั้นก็กล่าว
อย่างตื่นเต้นว่า “โชคดีที่ข้าไม่ท าให้พวกท่านผิดหวัง การเดินทางไป
หนานเจียงครั้งนี้ราบรื่นมาก ข้าพาพี่น้องของพวกเรากลับมาได้เก้า
ร้อยคน ข้าคิดว่าการน ากองก าลังขนาดใหญ่เข้าเมืองในตอน
กลางวันอาจไม่เหมาะสม จึงให้พวกเขาปลอมตัวเป็นชาวบ้าน
ธรรมดา ทยอยเดินทางเข้าเมือง แล้วอ้อมมาทางทิศตะวันตกของ
หมู่บ้าน”
โม่ฉิงพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม ล าบากเจ้าแล้วหยวนเช่อ”
จากนั้นเขาก็หันไปมองโม่เจียเฉิง “เจียเฉิง เจ้าพาคนสองสาม
คนไปทางทิศตะวันตก รอจนพวกเขามาถึงแล้ว เจ้าก็จัดการส่งพวก
เขาขึ้นภูเขาไป”
โม่จิ่วเยี่ยติดตั้งบ้านเคลื่อนที่บนภูเขาแล้ว แม้ว่าโม่ฉิงจะไม่ได้มี
ส่วนร่วมด้วย แต่เรื่องนี้เขาก็รับรู้
ตอนนี้กองก าลังมาถึงแล้ว สามารถขึ้นไปบนภูเขาและตั้งรกราก
ได้ทันที่ เรื่องนี้จึงไม่จ าเป็นต้องกังวลมากนัก
โม่เจียเฉิงมองบิดาแล้วเตือนว่า “ท่านพ่อ ท่านไม่คิดจะพบพวก
เขาก่อนหรือ?”
โม่ฉิงจะไม่อยากพบเหล่าพี่น้องที่ร่วมเป็นตายกับบุรุษสกุลโม่ได้
อย่างไร?
เพียงแต่ขาของเขาในตอนนี้ไม่สะดวกจริง ๆ
ความไม่สะดวกเป็นเพียงข้ออ้างในใจของเขา สาเหตุที่แท้จริงคือ
โม่ฉิงรู้สึกว่าตนเองได้กลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้ว จึงไม่มีหน้าไป
ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนเหล่านั้น
“วันนี้ข้าจะยังไม่ไป ทุกคนเดินทางมาหลายวันคงเหนื่อยมากแล้ว
ให้พวกเจ้าพาพวกเขาไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
บรรดาลูกชายจะไม่เข้าใจความคิดของบิดาได้อย่างไร พวกเขารู้
แต่ไม่พูดออกมาเท่านั้น
“ได้ ข้าจะพาคนไปรับพวกเขาที่ทางตะวันตกเดี๋ยวนี้”
พี่รองพูดจบก็ออกไปเรียกคนมา
หลังจากเขาออกไป โม่หยวนเช่อจึงถามว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่
เมื่อครู่ข้าเห็นที่บ้านส่งแขกมากมายออกไป มีเรื่องดีอะไรหรือ”
น้องสาวของเขาแต่งงานวันที่สิบสองเดือนหก เขายังไม่ได้
กลับมาจากหนานเจียง หรือว่าภรรยาของน้องเก้าจะคลอดแล้ว?
เมื่อพูดถึงเรื่องดี ๆ ในครอบครัว ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยิ้มแย้มอย่างมี
ความสุข
“เจ้าไปครั้งนี้พลาดเรื่องดีของครอบครัวเราถึงสองอย่าง ตอน
หานเยี่ยแต่งงานเจ้าก็ไม่อยู่ แถมเมื่อไม่กี่วันก่อน น้องสะใภ้เก้าของ
เจ้าก็ให้ก าเนิดหลานชายหลานสาวแก่ข้ากับพ่อของเจ้า”
“ท่านแม่ ท่านหมายความว่าภรรยาน้องเก้าคลอดฝาแฝดชาย
หญิงหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าพลางยิ้ม “ใช่แล้ว เป็นอย่างที่เจ้าว่า จู้เอ้อร์
เป็นพี่ชาย หมิงจูเป็นน้องสาว”
“ช่างดีเหลือเกินท่านพ่อท่านแม่ ในที่สุดสกุลโม่ของพวกเราก็มี
ทายาทแล้ว”
โม่หยวนเช่อพูดจบก็เดินมาหาโม่จิ่วเยี่ย ชกไหล่ของน้องชาย
อย่างแรง
“เจ้าหนุ่มนี่เก่งจริง ๆ สืบทอดสกุลโม่ของพวกเราได้ส าเร็จแล้ว”
แม้หมัดนี้เหมือนจะหนักไปหน่อย แต่ส าหรับโม่จิ่วเยี่ยแล้วไม่มี
ปัญหาอะไรเลย
“พี่เจ็ด หร่านหร่านให้ยาถอนพิษกับพวกพี่สะใภ้แล้ว อีกไม่นาน
ลูกหลานในครอบครัวเราคงจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”
ไม่ว่าคนอื่นจะเชื่อหรือไม่ แต่เขาไม่เคยสงสัยทักษะวิชาแพทย์
ของภรรยาเลย
การตั้งครรภ์และการคลอดบุตรของพี่สะใภ้ทั้งหลาย จากนี้เป็น
เพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เนื่องจากโม่หยวนเช่อกลับมาและก าลังพูดเรื่องส าคัญในเรือน
หลัก แม้บรรดาสะใภ้จะอยากรู้อยากเห็น พวกนางก็ไม่ได้เข้ามาฟัง
ด้วย
กฎระเบียบบางอย่างที่พวกนางมีตอนอยู่เมืองหลวงยังไม่ได้
เปลี่ยนไปทั้งหมด นั่นคือเมื่อบุรุษพูดคุยเรื่องส าคัญ สตรีจะไม่เข้าไป
ยุ่งเกี่ยวด้วย
แม้ว่าจะเข้าไปฟังอย่างเปิดเผยไม่ได้ แต่พวกนางก็รออยู่นอก
ห้อง
โม่จิ่วเยี่ยเพิ่งพูดประโยคนั้นด้วยน ้าเสียงไม่เบานักและไม่ได้มี
เจตนาจะหลบเลี่ยงแต่อย่างใด
ดังนั้น ค าพูดของเขาจึงถูกพี่สะใภ้ทั้งหลายได้ยินอย่างชัดเจน
หลังจากนั้นพี่สะใภ้รองก็ไม่อาจสงบนิ่งได้อีกต่อไป
นางรีบก้าวเร็ว ๆ มาที่หน้าประตู แล้วถามเสียงดังเข้าไปในห้อง
“น้องเก้า เจ้าไม่ได้จะก าลังปลอบใจพี่เจ็ดของเจ้าอยู่กระมัง?”
ไม่อย่างนั้นยาถอนพิษที่กินไปนานขนาดนี้ แต่ท าไมพวกนางที่
เป็นสะใภ้ถึงยังไม่มีวี่แววอะไรเลยสักนิด?
“เป็นไปไม่ได้หรอก วิชาแพทย์ของหร่านหร่านทุกคนล้วนได้เห็น
แล้ว นางบอกว่าสามารถถอนพิษให้พวกพี่สะใภ้ได้ ก็ต้องถอนได้
อย่างแน่นอน”
ขณะที่พี่สะใภ้รองก าลังจะโต้แย้งน้องเก่า เสียงอึกทึกครึกโครมก็
ดังขึ้นกะทันหันจากกลุ่มสตรีด้านหลังนาง
“น้องสะใภ้หก เจ้าเป็นอะไรไป ตื่นเร็วเข้า”
“พี่สะใภ้หก… พี่สะใภ้หก…”
เมื่อได้ยินเสียงนั้นทุกคนก็วิ่งไปยังลานบ้าน
เห็นเพียงสะใภ้หกสีหน้าซีดขาว ดวงตาปิดสนิท สะใภ้ใหญ่ก าลัง
พยุงร่างนาง
พอเห็นว่าภรรยาเกิดเรื่อง พี่หกก็รีบวิ่งน าหน้ามา
เขาไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียสติ แต่ก้าวเข้าไปโอบเอวภรรยา
ขึ้นมาอุ้ม แล้วพูดกับโม่จิ่วเยี่ยว่า “น้องเก้า ข้าขอโทษด้วย แต่รบกวน
น้องสะใภ้เก้าช่วยมาดูอาการพี่สะใภ้หกของเจ้าหน่อย”
หมู่บ้านซีหลิ่งไม่มีหมอ หากชาวบ้านเจ็บป่วยก็ต้องไปเชิญหมอ
จากหมู่บ้านข้าง ๆ หรือไม่ก็ไปที่โรงหมอในเมืองอวิ่น
แม้จะเป็นเช่นนั้น ฝีมือพวกหมอก็ยังสู้น้องสะใภ้เก้าไม่ได้
เพียงแต่ตอนนี้น้องสะใภ้เก้าก าลังอยู่ไฟ หากไม่ใช่เพราะพี่หก
เป็นห่วงร่างกายของภรรยามากเกินไป เขาก็คงไม่กล้าจะไปรบกวน
นาง