ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 476 ท่านจ าไม่ได้แล้วหรือ?
ข่าวนี้ท าให้บรรดาสตรีสกุลโม่เต็มไปด้วยความหวัง
ขณะเดียวกัน พี่ห้าก็รีบไปแจ้งข่าวดีนี้ให้บิดามารดาทราบ
หลังได้ยินว่ามีลูกสะใภ้อีกสองคนตั้งครรภ์ พวกเขาทั้งคู่ก็ยิ้ม
กว้าง
อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสทั้งสองไม่ได้ดีใจจนลืมตัว เพื่อให้ทุกคน
ในบ้านได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะผ่อนคลาย
ได้
เมิ่งไห่หนิงกับโม่หานเยี่ยแต่งงานกันได้สามวันก็อาศัยอยู่ที่
หมู่บ้านซีหลิ่งมาตลอด ไม่ว่างานราชการของเขาจะยุ่งแค่ไหน ตก
กลางคืนก็จะรีบควบม้ากลับมา
วันนี้อาจมีงานที่ที่ว่าการอ าเภอมาก เขากับโม่ชูหานจึงกลับมา
ประจวบกับที่เหล่าอดีตทหารจากหนานเจียงกลุ่มสุดท้าย
พวกเขาเข้ามาในหมู่บ้านทางทิศตะวันตก แม้จ านวนคนจะไม่
มาก แต่ด้วยเวลาที่ดึกดื่นเช่นนี้ อีกทั้งท่าทางที่ดูลับ ๆ ล่อ ๆ ย่อมท า
ให้คนเกิดความสงสัยได้
เห็นอย่างนั้นเมิ่งไห่หนิงจึงกระโดดขึ้นทันที่ พุ่งตัวไปยังกลุ่มคน
เหล่านั้น โม่ชูหานก็ไม่ได้ช้าไปกว่าเขา ทั้งสองคนเกือบจะมา
ขวางทางพวกอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมกัน
“พวกเจ้าเป็นใคร ท าไมถึงมาที่นี่ยามดึกเช่นนี้?”
ยามนี้เป็นคืนเดือนมืด สายลมพัดแรง พวกอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา
จึงมองไม่เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนได้ชัด
อย่างไรก็ตาม พวกเขาจ าเสียงของโม่ชูหานได้
“คุณชายแปดใช่หรือไม่?”
เสียงนี้โม่ชูหานเรียกชื่อไม่ออก แต่ฟังแล้วคุ้นหูนัก
“พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?”
“คุณชายแปด ข้าเอง ข้าคือจ้าวลิ่ว ตอนที่อยู่ชายแดน ข้า
ติดตามท่านเป็นกองก าลังหน้าตลอดเวลาอย่างไรเล่าขอรับ!”
“คุณชายแปด ยังมีข้าอีกคน ข้าคือหลี่เลียง ข้ากับจ้าวลิ่ว ท่าน
จ าไม่ได้แล้วหรือ?”
“คุณชายแปด…”
อดีตผู้ติดตามเหล่านี้เหมือนจะตื่นเต้นมาก ก่อนจะมาที่นี่ พวก
เขาได้ยินคุณชายเจ็ดเล่าว่า บุุรุษสกุลโม่รวมถึงนายท่านผู้เฒ่า พวก
เขาทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ได้เห็นคุณชายแปดยังมีชีวิตอยู่กับตา
พวกเขาไม่รู้จะระบายความรู้สึกตื่นเต้นในใจนี้ออกมาอย่างไร
โม่ชูหานไม่คิดว่าหลังจากผ่านไปหลายปี ยังจะได้มายืนอยู่เคียง
ข้างพี่น้องที่เคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันเหล่านี้อีก
“ครั้งนี้มีเพียงพวกเจ้าไม่กี่คนที่มาซีเป่ยหรือ?”
หลี่เลียงก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ไม่ได้ตอบค าถามของโม่ชู
หานทันที่ แต่กลับมองไปทางเมิ่งไห่หนิงที่อยู่ข้างกายเขา
คุณชายเจ็ดได้ก าชับเอาไว้แล้ว พวกเขาก าลังเดินทางมาซีเป่ยอ
ย่างลับ ๆ และในอนาคตอันใกล้ก็อาจจะไม่ได้มีโอกาสมาปรากฏตัว
ต่อหน้าผู้คน
เมื่อครู่พวกเขาทักทายคุณชายแปด ทว่าอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ กลับ
ไม่พูดอะไรเลย
หากเป็นคุณชายคนอื่น เมื่อเห็นพวกเขาก็คงจะต้อนรับอย่าง
กระตือรือร้นเหมือนคุณชายแปด เพราะพวกเขามักอยู่ข้างกายบุรุษ
สกุลโม่เสมอ จึงรู้จักนิสัยของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
ด้วยเหตุนี้ หลี่เลียงจึงไม่กล้าตอบโม่ชูหานอย่างรีบร้อน แต่ตั้งใจ
จะดูท่าทีของคุณชายแปดก่อน
โม่ชูหานมองความกังวลของหลี่เลียงออก จากความเข้าใจที่ข้า
มีต่อเมิ่งไห่หนิง เขาคนนี้ฉลาดเฉลียวนัก แค่ค าพูดสองสามประโยค
เมื่อครู่ก็สามารถคาดเดาอะไรได้คร่าว ๆ แล้ว ตอนนี้หากจะพยายาม
ปิดบังเขา ก็คงเหมือนการเอามือปิดหู
“คนผู้นี้คือสามีของหานเยี่ย นายอ าเภอเมืองอวิ่น ใต้เท้าเมิ่ง”
ความหมายของโม่ชูหานนั้นชัดเจนมาก มันคือการบอกให้พวก
เขารู้ว่าเมิ่งไห่หนิงไม่ใช่คนนอก
แม้ว่าเมิ่งไห่หนิงจะมีส่วนร่วมในกิจการของสกุลโม่น้อยมาก แต่
ด้วยการติดต่อทางจดหมายกับ เฟ่ยหนานอวี่ เขาก็พอจะเข้าใจ
สถานการณ์ของสกุลโม่ได้บ้าง
ชายหนุ่มถึงกับเคยคิดจะเตือนสกุลโม่ให้เลี้ยงดูกองก าลังส่วนตัว
ไว้เพื่อปกป้องตัวเอง
ภายหลังเห็นพี่เก้าและคนอื่น ๆ วิ่งขึ้นเขาหลายครั้ง และมักมี
ท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ เมิ่งไห่หนิ่งก็เดาว่าพวกเขาอาจจะตระหนักเรื่องนี้
และเริ่มด าเนินการบางอย่างแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่จ าเป็นต้องแกล้งท าเป็นไม่รู้เรื่องอีก
ต่อไป ปล่อยให้คนสกุลโม่ท าในสิ่งที่พวกเขาต้องการท าไปเถิด
และจากบทสนทนาเมื่อครู่ระหว่างทั้งสองฝ่าย เมิ่งไห่หนิงก็คงจะ
แกล้งท าเป็นไม่รู้เรื่องได้อีก
“พวกท่านวางใจได้ ข้ารู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด”
ค าพูดนี้เป็นการพูดให้เหล่าอดีตทหารฟัง ส่วนเรื่องของพี่แปด
ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมานาน ย่อมมีความเข้าใจต่อกันดีอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น หากพี่แปดต้องการปิดบัง อีกฝ่ายก็คงไม่สนทนา
กับคนพวกนี้ต่อหน้าเขา
หลี่เลียงเห็นว่าคุณชายแปดไม่ได้พูดอะไร จึงถือว่ายอมรับค าพูด
ของเมิ่งไห่หนิงไปโดยปริยาย เขาเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายแปด พวกข้า
เป็นกลุ่มสุดท้าย ส่วนคนอื่นขึ้นเขาไปหมดแล้วขอรับ”
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น พี่รองที่เพิ่งไปส่งคนก็ลงมาจากบนเขา
น าพวกเหลียงห่าวมาที่นี่
หลังจากทักทายกันแล้ว พี่รองก็ไปส่งคนขึ้นเขาต่อ ส่วนพี่แปด
กับเมิ่งไห่หนิงตรงกลับไปยังบ้านของผู้อาวุโสทั้งสอง
การที่โม่ชูหานกับเมิ่งไห่หนิงมาดึกเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้อง
มีเรื่องส าคัญที่จะพูด ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรีบส่งคนไปเรียกลูกชายทั้งหมด
มารวมตัวกัน
นอกจากพี่รองที่ขึ้นเขาไปจัดการเรื่องอดีตผู้ติดตามแล้ว พี่น้อง
ที่เหลือก็มาครบทุกคนภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป
โม่ชูหานเห็นเหล่าพี่น้องมองมาจึงอธิบายว่า “ไม่ใช่ข้า แต่เป็น
น้องเขยที่มีเรื่องจะพูดต่างหาก”
เมิ่งไห่หนิงไม่ได้ท าให้ทุกคนรอนาน เขาหยิบจดหมายออกมา
จากอกเสื้อ คลี่ออกแล้วส่งให้โม่ฉิง
“ท่านพ่อตา นี่คือจดหมายที่คุณชายเฟ่ยส่งมาให้ข้าผ่านทาง
นกพิราบวันนี้ บอกข้ามาเตือนพวกท่านว่าต้องระวังตัวให้มาก”
แม้เมิ่งไห่หนิงจะไม่ได้อ่านเนื้อความในจดหมายต่อหน้าทุกคน
แต่จากสีหน้าของเขาก็พอจะเห็นได้ว่าในจดหมายนั้นคงไม่ได้มีข่าวดี
อะไรเลย
โม่ฉิงรับจดหมายมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ฮูหยินผู้เฒ่าขยับ
ตะเกียงน ้ามันเข้าไปใกล้
เขาอาศัยแสงตะเกียงน ้ามันอ่านเนื้อหาบนกระดาษแผ่นนั้น
จากนั้นมือข้างหนึ่งก็ทุบลงบนโต๊ะข้าง ๆ อย่างแรง
“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นกันหรือ?” พี่ใหญ่ถามเสียงเข้ม
“คุณชายเฟ่ยบอกว่า ไม่นานมานี้เขาเพิ่งสืบได้ว่าตระกูลเซวียส่ง
คนมุ่งมาซีเป่ย เขาสงสัยว่าคนของตระกูลเซวียอาจมาซีเป่ยเพราะจะ
จัดการกับสกุลโม่”
“หึ! น่าเสียดายที่คนที่พวกเขาส่งมา ถูกพวกเราพี่น้องกวาดล้าง
จนหมดสิ้นแล้ว เรื่องนี้จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีกต่อไปขอรับ”
โม่ชูหานมีส่วนในการจัดการกับกลุ่มคนจากจิงเซียนโหลว
ทั้งหมด ในสายตาเขา คนที่ตระกูลเซวียส่งมาซีเป่ย ถูกพวกเขาพี่
น้องจัดการจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีอันตรายอะไรอีกต่อไป
“หากตระกูลเซวียกล้าส่งคนมาอีก มาหนึ่งคนก็ฆ่าหนึ่งคน ไม่มี
ปรานีเด็ดขาด”
เมื่อเห็นท่าทางของพี่แปดที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น โม่จิ่
วเยี่ยกลับไม่ได้รู้สึกสบายใจเหมือนเขา
“แม้ว่าพวกเราจะจัดการกับเซวียฝานและพรรคพวกของเขาไป
แล้ว แต่ก็ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะไม่มีปลาที่หลุดตาข่ายหนีรอดไป
เรื่องนี้ยังไม่อาจประมาทได้”
โม่ฉิงมองลูกชายคนที่เก้าอย่างเห็นด้วย พูดต่อว่า “จิ่วเยี่ยพูดถูก
แล้ว ข้ายังพูดเนื้อหาในจดหมายไม่จบ”
โม่ฉิงหยุดไปชั่วครู่แล้วเอ่ยต่อ “คุณชายเฟ่ยยังบอกอีกว่า
จักรพรรดินีไม่ได้รับข่าวจากทางซีเป่ยเสียที่ จึงเตรียมจะส่งคนมาอีก
จากการตามสืบของเขาพบว่าคนที่จักรพรรดินีส่งมาครั้งนี้ล้วนเป็น
นักฆ่าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด อีกทั้งจ านวนก็มีไม่น้อยเลย
ทีเดียว”
ได้ฟังถึงตรงนี้ โม่จิ่วเยี่ยก็เอ่ยแทรกค าพูดของเขา “ท่านพ่อ วันที่
ลงท้ายในจดหมายคือวันอะไร”
โม่ฉิงตอบ “วันที่เก้าเดือนเจ็ด”
โม่จิ่วเยี่ยขมวดคิ้ว “วันนี้คือวันที่สิบหกเดือนเจ็ด ดูเหมือนว่า
คุณชายเฟ่ยจะได้รู้ข่าวอย่างน้อยเจ็ดวันก่อน หากจักรพรรดินีส่งคน
มาจริง ๆ คาดว่าคงอยู่ระหว่างทางแล้ว จากเมืองหลวงมาถึงซีเป่ย
หากใช้วิชาตัวเบาหรือขี่ม้าเร็ว อย่างมากก็ใช้เวลาเพียงสิบกว่าวัน
เท่านั้น”
พี่ใหญ่ก าหมัดแน่น เอ่ยเสียงเย็นว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเรา
พี่น้องก็จะท าให้พวกมันมาแล้วกลับไปไม่ได้เอง”