ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 478 ในที่สุดก็มาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 478 ในที่สุดก็มาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย
เขาหยุดฝีเท้า อาศัยแสงจันทร์มองไปยังต้นก าเนิดของเสียงนั้น
เงาด าร่างหนึ่งถูกฝูงสุนัขไล่ล่า โซเซมาทางสกุลโม่ แต่เพียงชั่ว
พริบตาก็ล้มลงไป
พี่น้องสกุลโม่ยังไม่ได้เดินไปไกล จึงวิ่งกลับมาพร้อมกัน มุ่งหน้า
ไปยังเงาด าที่ล้มลงนั้น
ฝูงสุนัขมีสัญชาตญาณ หากคนแปลกหน้าที่มาสกุลโม่ไม่ท า
ร้ายผู้ใด พวกมันจะเพียงส่งเสียงไล่ ไม่กัดท าร้าย
พี่ใหญ่รีบเข้าไปพลิกร่างของผู้ที่ล้มลงให้นอนหงาย
ผู้ฝึกยุทธ์มีความสามารถในการมองเห็นในเวลากลางคืนได้ดี
เขาอาศัยแสงจันทร์ส ารวจผู้มาเยือน แต่ก็ไม่รู้จัก
ในขณะนั้น โม่จิ่วเยี่ยก็เข้ามาใกล้ เมื่อเห็นผู้มาเยือนชัดเจนแล้ว
เขารู้สึกตกใจเล็กน้อย
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา พี่ชายทั้งหลายก็สามารถยืนยันได้ว่าคนผู้
นี้น้องเก้าต้องรู้จักแน่นอน
“น้องเก้า เขาคือใคร?” พี่ใหญ่ถาม
“เขาคือโจวเหล่าปา เจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งมาคุมตัวพวกเราไปยังซี
เป่ย คนผู้นี้ก็นับว่าไม่ได้เลวร้าย พวกเราช่วยกันยกเขากลับไปดูก่อน
ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
โม่จิ่วเยี่ยกล่าวพลางเตรียมจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อยกคนขึ้น
ที่นี่อยู่ใกล้กับเรือนของท่านพ่อและท่านแม่มากที่สุด พี่น้องหลาย
คนจึงช่วยกันหามโจวเหล่าปาไปยังห้องด้านข้าง
อาศัยแสงตะเกียงน ้ามัน พวกเขาพินิจพิเคราะห์โจวเหล่าปาอย่าง
ละเอียด
เขาดูผอมลงไปมากกว่าตอนที่แยกจากคนสกุลโม่ ใบหน้า
ธรรมดา ๆ ของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลที่กลายเป็นสะเก็ดแล้ว ริม
ฝีปากแห้งแตก ทั้งร่างดูราวกับคนตายไปแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยได้เรียนรู้ความรู้ทางการแพทย์มาบ้างจากเฮ่อจือหร่าน
เขาจึงลองจับชีพจรของโจวเหล่าปาก่อน แม้จะอ่อนแรง แต่ก็ยัง
สามารถรู้สึกได้
ส่วนเหตุผลที่โจวเหล่าปาหมดสติ เขาก็ไม่สามารถสรุปได้
ตามหลักการแล้ว สถานการณ์เช่นนี้หากเฮ่อจือหร่านได้ตรวจดู
ก็จะเข้าใจได้ทันที่ แต่เฮ่อจือหร่านตอนนี้ก าลังอยู่ในช่วงอยู่ไฟ จึงไม่
สะดวกที่จะออกมาตรวจร่างกายให้โจวเหล่าปาได้
โม่จิ่วเยี่ยนึกขึ้นได้อย่างฉับพลัน นึกถึงพี่ชายคนโตของภรรยา
เฮ่อซื่อหมิงแม้จะได้รับการขนานนามว่าเป็นหมอต าแยผู้เลื่องชื่อ
แต่ก็เป็นแพทย์ ย่อมไม่ใช่ว่าจะรักษาได้แต่โรคของสตรีเท่านั้น
โม่จิ่วเยี่ยกล่าวเสียงเบาว่า “ใครก็ได้ไปเชิญพี่เขยของข้ามาที”
“ข้าจะไป” เมิ่งไห่หนิงอาสาก้าวออกมาด้วยความสมัครใจ
วันนี้เขาได้แสดงจุดยืนต่อหน้าท่านพ่อตาแล้ว ส าหรับเรื่องของ
สกุลโม่นั้น เขาย่อมทุ่มเทอย่างสุดก าลัง
ไม่นาน เมิ่งไห่หนิงก็พาเฮ่อซื่อหมิงมาถึง
เฮ่อซื่อหมิงช่วยจับชีพจรให้โจวเหล่าปาแล้วกล่าวว่า “ร่างกาย
ของเขาคงไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน อีกทั้งยังมีอาการบาดเจ็บ
ภายในด้วย”
พูดถึงอาการบาดเจ็บภายใน ไม่มีใครเข้าใจดีไปกว่าพี่น้องสกุล
โม่อีกแล้วพวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกฝนวิชายุทธ์ บนสนามรบก็มักจะ
ได้รับบาดเจ็บภายในร่างกายอยู่บ่อยครั้ง
โม่จิ่วเยี่ยก้าวเข้าไปข้างหน้าแล้วดึงเสื้อของโจวเหล่าปาออก
นอกจากผอมแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
เขาค่อย ๆ พลิกร่างอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง สิ่งที่เห็นคือรอยแส้
นับไม่ถ้วน
รอยแส้ทั้งหมดเป็นแผลตกสะเก็ดแล้ว แต่จากความลึกตื้นของ
สะเก็ดแผลสามารถเห็นได้ว่าแรงของคนที่ลงมือไม่ธรรมดา
นี่เป็นการทุบตีที่ต้องการเอาชีวิตคนเลยทีเดียว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อาการบาดเจ็บภายในที่เฮ่อซื่อหมิงกล่าวถึง
นั้นมาจากรอยแผลจากการถูกเฆี่ยนเหล่านี้
โม่จิ่วเยี่ยมองไปทางเฮ่อซื่อหมิง “พี่ใหญ่ ต้องรบกวนท่านช่วย
รักษาเขาด้วย”
“ข้าจะช่วยฝังเข็มให้เขาก่อน เพื่อให้เขาฟื้นคืนสติ กินอะไร
บางอย่างน่าจะดีขึ้น อาการบาดเจ็บภายในไม่ใช่เรื่องเล็ก จ าเป็นต้อง
ค่อย ๆ บ ารุงรักษาจึงจะดี”
เฮ่อซื่อหมิงลงมือได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เขาพูดจบ เข็มเงินในมือ
ของเขาก็ปักลงบนจุดฝังเข็มของโจวเหล่าปาอย่างแม่นย าแล้ว
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป โจวเหล่าปาก็ค่อย ๆ ฟื้นคืน
สติในที่สุดเขากวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะจับจ้องสายตาไปที่ร่าง
ของโม่จิ่วเยี่ยในที่สุด
“ข้า…ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่? ในที่สุดข้าก็มาถึงที่นี่ได้อย่าง
ปลอดภัย”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ตอบเขาในทันที่ แต่กลับยกชามน ้ามาตรงหน้า
เขา
“เจ้าดื่มน ้าก่อนเถอะ แล้วค่อย ๆ เล่าเรื่องราวให้ข้าฟัง”
โจวเหล่าปาอยากจะยื่นมือไปรับถ้วยน ้าที่โม่จิ่วเยี่ยส่งมาให้ แต่
น่าเสียดายที่เขารู้สึกว่าร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
โม่จิ่วเยี่ยมีความประทับใจที่ดีต่อเผิงวั่งและโจวเหล่าปา แม้ว่าโจว
เหล่าปาจะเคยก่อเรื่องวุ่นวายกับภรรยาของตนมาก่อน แต่นั่นก็เป็น
เพียงความเข้าใจผิด เขาไม่ได้ใจคับแคบถึงขนาดจะจดจ าความแค้น
เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
เขาส่งน ้าให้โจวเหล่าปาด้วยมือของตนเอง
“ข้าจะพยุงเจ้าไว้ เจ้าดื่มน ้าก่อน”
โจวเหล่าปาดื่มน ้าไปสองสามอึก รู้สึกว่าล าคอของตนในที่สุดก็
ไม่แห้งผากอีกต่อไป
น ้าเสียงของเขาฟังดูเร่งรีบอยู่บ้าง “โม่จิ่วเยี่ย เจ้ารีบพาครอบครัว
ไปหลบซ่อนเถิด!”
โม่จิ่วเยี่ยขมวดคิ้วถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
โจวเหล่าปาในตอนนี้ยังคงอ่อนแอมาก แต่เขารู้สึกว่าเรื่องนี้
เร่งด่วน หากไม่รีบพูดออกมาเสียแต่เนิ่น ๆ ความทุกข์ทรมานที่เขา
ได้รับในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็จะสูญเปล่า
“ยี่สิบวันก่อน หัวหน้าและพวกข้าซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่
รับผิดชอบคุมตัวพวกเจ้า ถูกจับไปขังในคุกใต้ดินแห่งหนึ่ง”
“ที่นั่น พวกมันทรมานพวกข้าอย่างโหดร้าย บังคับให้พวกข้าเล่า
ถึงกระบวนการทั้งหมดในการคุมตัวสกุลโม่เนรเทศมายังซีเป่ย”
“พวกเราเป็นแค่เจ้าหน้าที่ธรรมดา ๆ ไหนเลยจะเคยพบเจอ
สถานการณ์น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ พวกเราต่างช่วยกันพูด จนสุดท้าย
ก็สารภาพเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการคุมตัวพวกเจ้ามาที่ซีเป่ย”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่จับเจ้าคือใคร?” โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ถามถึง
เนื้อหาที่พวกเขาสารภาพ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเพื่อเอา
ชีวิตรอดคงจะพูดทุกอย่างออกมา
เรื่องอื่น ๆ เขาไม่ค่อยกังวลนัก มีเพียงเรื่องที่ช่วยพี่แปดระหว่าง
ทางเท่านั้น ที่พวกเจ้าหน้าที่รู้เรื่องทั้งหมด
“ในคืนที่พวกเราถูกจับ ขณะที่ยามสองคนก าลังคุยกัน ข้าได้ยิน
พวกเขาพูดถึงท่านอัครเสนาบดีเซวีย สองคนนั้นพูดคุยกันโดยไม่ได้
ระวังคนอื่นเลย หัวหน้าจึงคาดเดาว่าพวกเขาอาจจะต้องการฆ่าปิด
ปาก ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ข้ากลัว ไม่นานนักก็มีคนจ านวนมากมาถึง
พวกเขาไม่ฟังค าอธิบายใด ๆ และเริ่มใช้แส้ฟาดพวกข้าทันที”
“ตอนนั้นข้าอยู่ด้านในสุด ข้าสามารถใช้คนอื่นบังแล้วหันหลังให้
พวกมันก็เลยเฆี่ยนตีที่หลังของข้าอย่างหนัก ข้ามองดูพี่น้องล้มลงที
ละคน และเลียนแบบพวกเขาด้วยการแกล้งสลบไป”
“โชคดีที่ข้ามีไหวพริบเช่นนี้ หลังจากที่พวกนั้นทุบตีไปสักพัก ก็
มีคนพูดขึ้นว่าให้ตรวจสอบดูว่าพวกข้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากยังไม่
ตายก็ให้ทุบตีต่อไป ตอนนั้นข้าได้ยินพวกมันพูดว่า พอพวกเราตาย
แล้วก็จะโยนพวกเราไปที่หลุมฝังศพไร้ญาติ”
“ในตอนนั้น ข้าไม่ได้ยินเสียงครวญครางของพี่น้องอีกแล้ว ข้า
ท าได้เพียงแกล้งตายต่อไป เพื่อให้มีโอกาสรอดชีวิต โชคดีที่พวกนั้น
ตรวจสอบไม่ละเอียดนัก ข้ากลั้นหายใจไว้จึงไม่ถูกพวกมันจับได้”
พูดถึงตรงนี้ โจวเหล่าปาก็เริ่มร้องไห้โฮ
“ข้ารอจนพวกนั้นเดินห่างออกไป แล้วคลานลุกขึ้นจากหลุมฝัง
ศพไร้ญาตินั้น ก็พบว่าพี่น้องทั้งหมดสิ้นลมหายใจแล้ว… ฮือๆๆ…”
เมื่อได้ยินโจวเหล่าปาบอกว่าพี่น้องทั้งหมดตายแล้ว หัวใจของโม่
จิ่วเยี่ยก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง
“พี่เผิงเล่า? เขาก็ถูกคนพวกนั้นทุบตีจนตายด้วยหรือ?”
โจวเหล่าปาพยักหน้าพลางร้องไห้ “หัวหน้าถูกทุบตีหนักที่สุด
เพราะเขาไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสกุลโม่ พวกนั้นยังมั่นใจว่า
เขาเป็นหัวหน้าที่รับผิดชอบการคุมตัว จึงพยายามบีบบังคับให้เขา
เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม…”
“ตอนที่พวกนั้นจะฆ่าปิดปาก หัวหน้าก็เหลือลมหายใจรวยริน
หลังจากที่พวกข้าถูกโยนทิ้งที่สุสานรกร้าง ข้าไปตรวจสอบสภาพ
ของหัวหน้า ร่างของเขาแข็งที่อไปแล้ว… ฮือๆๆ…”
โม่จิ่วเยี่ยก าหมัดทุบโต๊ะข้างกายอย่างแรง กัดฟันพูดอย่างแค้น
เคือง “พวกสารเลว!!”