ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 488 พรที่สวรรค์ประทานให้คนสกุลโม่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 488 พรที่สวรรค์ประทานให้คนสกุลโม่
พวกเขามีที่ดินท ากินเพียงเล็กน้อย จึงเพาะปลูกได้ไม่มาก
เท่ากับสกุลโม่
อีกทั้งในใจพวกเขาก็รู้ดีว่าพืชผลที่สกุลโม่ปลูกนั้นสามารถ
แลกเปลี่ยนเป็นเงินทองได้มากมาย สกุลโม่มีน ้าใจให้พวกเขา
เพาะปลูกด้วย จึงไม่อาจไปท าลายการค้าของสกุลโม่ได้
ดังนั้นโดยไม่ต้องให้โม่จิ่วเยี่ยย ้าเตือน คนจากตระกูลฟางและ
ตระกูลเซี่ยต่างน ามันเทศที่เก็บเกี่ยวได้ไปเก็บไว้ในคลังของตนเอง
เพื่อใช้เป็นเสบียงช่วงฤดูหนาว
แม้จะเป็นเช่นนี้ ทั้งสองตระกูลก็พอใจมากแล้ว
ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่ขุนนางผู้มีอ านาจอีกต่อไป เป็นเพียงคนที่
ถูกจักรพรรดิสั่งเนรเทศเท่านั้น การที่สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขใน
ซีเป่ยได้ ก็ล้วนเป็นเพราะการดูแลของคนสกุลโม่ทั้งสิ้น
หากพวกเขายังไม่รู้จักส านึก เอาความช่วยเหลือที่สกุลโม่มอบ
ให้ไปแข่งขันการค้าของผู้อื่น นี่จะไม่ใช่การเนรคุณหรอกหรือ
อย่างไรก็ตาม ฟางฉวนโจวกับเซี่ยเทียนไห่มองเรื่องนี้ชัดเจน
พวกเขาจะไม่มีวันท าสิ่งที่เป็นการท าลายผลประโยชน์ของสกุลโม่
เด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พวกเขารู้สึกพอใจมาก สตรีในบ้านท า
ตุ๊กตาตามอย่างสกุลโม่ ไม่เพียงมีรายได้มากแต่ยังมั่นคงอีกด้วย
สามารถท าให้ครอบครัวมีรายได้เข้ามาในระยะยาว
ส่วนเหล่าบุรุษนอกจากช่วงฤดูเพาะปลูกที่ต้องท างานในไร่นา
แล้ว เวลาที่เหลือก็สามารถออกไปสอนหนังสือได้ ชีวิตแบบนี้แม้จะไม่
รุ่งโรจน์เหมือนตอนอยู่เมืองหลวงแต่ก็สงบสุข
ไม่จ าเป็นต้องพูดถึงหูชง เขาเองก็ได้ร่วมปลูกมันเทศและ
ข้าวโพดกับสกุลโม่ด้วย ได้เรียนรู้ทักษะการสร้างบ้านแบบใหม่ มีคน
มากมายมาสั่งสร้างจนแทบรับไม่ไหว
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเลี้ยงดูคนงานมากมาย ทุกวันพวกเขา
ต้องการอาหารจ านวนมาก มันเทศและข้าวโพดที่เขาปลูกทั้งหมดถูก
เก็บไว้เพื่อเลี้ยงคนงานของเขา จึงไม่มีความคิดที่จะขายพวกมัน
โดยสรุปแล้ว ข้าวโพดที่อยู่ในงานเลี้ยงของสกุลโม่วันนี้ ท าให้
ทุกคนรู้สึกตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
ชาวบ้านเหล่านั้นรู้สึกเสียดายเหลือเกิน เพราะตอนนี้ข้าวโพด
ของสกุลโม่ยังเก็บเกี่ยวไม่ได้มาก พวกเขาจึงไม่รู้เลยว่าผลผลิตจะ
เป็นอย่างไร
แค่รสชาติแสนอร่อยเช่นนี้ก็ท าให้พวกเขารู้สึกประทับใจแล้ว
แม้ว่าเมิ่งไห่หนิงจะร้อนใจอยากพูดคุยกับโม่จิ่วเยี่ยเรื่องที่
ทางการจะซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด แต่เขาก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักกาลเทศะ
พี่เก้ากับพี่สะใภ้เก้าได้รับปากเขาไว้แล้ว ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผล
ผลิตสูงทั้งหมดนี้สามารถขายให้กับทางการ เพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์
ส าหรับปีหน้าได้
แม้จะรีบร้อนก็ไม่ต่างกัน แต่งานเลี้ยงครบรอบหนึ่งเดือนของ
หลานชายหลานสาวส าคัญกว่า
ถังหมิงรุ่ยกับเมิ่งไห่หนิงมีความคิดเหมือนกัน แต่ทั้งคู่ต่างอดกลั้น
ไม่พูดออกมาเพราะมันคงจะไม่เหมาะสม
ตอนนี้เด็กน้อยสองคนก าลังหลับสนิท ฮูหยินผู้เฒ่ากับเฮ่อฮูหยิน
ต่างอุ้มเด็กแต่ละคนไว้ในอ้อมกอด
ในช่วงฤดูนี้อากาศไม่ร้อนไม่หนาว จึงไม่ต้องกังวลว่าเด็กน้อยทั้ง
สองจะรู้สึกไม่สบายตัว
การคลอดลูกแฝดได้อย่างราบรื่นหาได้ยากในต้าซุ่นมาก
โดยเฉพาะลูกแฝดของสกุลโม่ซึ่งเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ในสายตา
ของพวกชาวบ้าน นี่คือการรวมกันเป็นตัวอักษรมงคล โชคลาภของ
สกุลโม่นั้นไม่อาจประเมินค่าได้จริง ๆ
พวกเขายังเชื่อว่าจู้เอ้อร์และหมิงจูเป็นทารกแห่งโชคลาภที่เกิด
มาพร้อมกับความโชคดี
เพื่อจะได้รับส่วนแบ่งจากโชคลาภของทารกทั้งสอง ทุกคนจึงต่าง
อยากเข้าไปใกล้ชิดกับเจ้าตัวน้อย
คนมากมายแม้จะระมัดระวังแค่ไหนก็ย่อมมีเสียงอึกทึก
จู้เอ้อร์ก าลังนอนหลับสบายในอ้อมกอดของท่านยาย พอรู้สึกถึง
ความผิดปกติก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วลืมตาขึ้น
เฮ่อฮูหยินเห็นหลานชายขมวดคิ้วด้วยท่าทางน่ารักจึงหัวเราะ
ขึ้นมาทันที่
นางหันไปพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “แม่เขย ท่านดูสิ
หลานชายที่น่ารักของข้าตื่นแล้ว แถมยังขมวดคิ้วด้วย”
ฮูหยินผู้เฒ่าอุ้มหมิงจูไว้แล้วเอียงหน้ามาดู เห็นว่าเป็นอย่างที่เฮ่
อฮูหยินกล่าวไว้จริง ๆ
จู้เอ้อร์ก าลังขมวดคิ้วมองพวกนาง ท่าทางนั้นให้ความรู้สึกว่าเขา
ไม่พอใจอย่างชัดเจน หากเป็นเด็กคนอื่นหลังจากขมวดคิ้วแล้วคงจะ
ร้องไห้โยเยแน่
แต่จู้เอ้อร์กลับไม่ท าแบบนั้น เขาเพียงไม่พอใจ แต่ไม่ร้องไห้ง่าย
ๆ เหมือนน้องสาว
สีหน้าเช่นนี้ท าให้หัวใจของหญิงอาวุโสทั้งสองคนอ่อนยวบไป
หมด
“หลานรักของย่า หากไม่พอใจก็ร้องไห้ออกมาเถอะ ไม่ต้องฝืน
ทนเอาไว้”
นางนึกถึงบุตรชายทั้งเก้าคนของตัวเอง แต่ละคนล้วนเข็มแข็ง
เช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็ไปต่อสู้ในสนามรบ ไม่ว่าจะบาดเจ็บ
สาหัสเพียงใดก็ไม่เคยเห็นพวกเขาหลั่งน ้าตาสักหยด
ตอนนั้นนางผู้เป็นมารดายังรู้สึกภาคภูมิใจที่บุตรชายทุกคนมี
จิตใจเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้ง่าย ๆ
แต่ความเข้มแข็งเช่นนี้กลับแลกมาด้วยอะไร?
แลกมาด้วยการที่คนสกุลโม่ถูกสั่งให้เนรเทศทั้งตระกูล ลูกสะใภ้
ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านก็ถูกลอบวางยา บุตรชายถูกใส่ร้ายป้ายสีไปทีละ
คน…
ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเข้าใจแล้วว่าต่อไปสกุลโม่ไม่ควรเลี้ยงดู
บุตรชายให้เข้มแข็งเกินไป ควรให้พวกเขาเติบโตเหมือนเด็กทั่วไปใน
ครอบครัวธรรมดา มีอารมณ์ความรู้สึกเป็นของตัวเอง
แต่หลานชายสุดที่รักของนางกลับเกิดมาพร้อมกับความเข้มแข็ง
ในตัว นับตั้งแต่ลืมตาดูโลก ก็แทบร้องไห้นับครั้งได้
แม้แต่เสียงร้องไห้ของทารกที่ได้ยินก็ยังเป็นเสียงของหมิงจู เมื่อจู้
เอ้อร์รู้สึกไม่พอใจ อย่างมากเขาก็แค่ขมวดคิ้วเหมือนตอนนี้เท่านั้น
เฮ่อฮูหยินไม่เคยผ่านความเจ็บปวดสูญเสียเหมือนฮูหยินผู้เฒ่า
จึงไม่ได้คิดถึงประเด็นนั้น
“จู้เอ๋อร์ของพวกเราแข็งแกร่งเหมือนคนสกุลโม่ ไม่ร้องไห้ง่าย ๆ
ตั้งแต่เด็ก” สองหญิงชราพูดถึงเด็กน้อยอยู่ตรงนี้ พอเห็นแขกเหรื่อ
เดินเข้ามา เฮ่อฮูหยินจึงเผยใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยให้ทุกคนได้
ชม
เมื่อได้เห็นเด็กน้อย ชาวบ้านก็รีบเอ่ยชมทันทีว่า “ให้ตาย…ข้า
เพิ่งเคยเห็นเด็กที่ผิวขาวตัวอวบแบบนี้เป็นครั้งแรก”
“ใช่แล้ว ดูคิ้วตาของเด็กน้อยสิ ช่างงดงามเหลือเกิน”
แม้น ้าเสียงของพวกเขาจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่มันก็เป็นเช่นนั้น
จริง ๆ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหน้าตาของโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่าน พวกเขา
ล้วนเป็นคนหน้าตาดีเหนือคนทั่วไป ลักษณะอันดีเยี่ยมเช่นนี้ผู้อื่น
ย่อมไม่มี กระทั่งอาหารบ ารุงครรภ์ที่เฮ่อจือหร่านได้รับ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่
ไม่มีในยุคสมัยนี้ พวกชาวบ้านใช้ชีวิตมาอย่างยากล าบาก แม้แต่
ตอนตั้งครรภ์ก็ยังได้กินไม่อิ่มท้อง จึงไม่มีอาหารบ ารุงใด ๆ
เหล่าชาวบ้านเห็นทารกน้อยที่งดงามเช่นนี้เป็นครั้งแรก ทุกคน
ต่างรู้สึกว่านี่คือพรที่สวรรค์ประทานให้คนสกุลโม่
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านที่เพิ่งออกมาจากการอยู่ไฟ นางก าลังถูก
บรรดาพี่สะใภ้ห้อมล้อม
ไม่เพียงชาวบ้านที่คิดเช่นนี้ แม้แต่คนในสกุลโม่เองก็คิดอย่าง
เดียวกัน
พี่สะใภ้ใหญ่มองเฮ่อฮูหยินที่อุ้มจู้เอ้อร์ไว้ในอ้อมแขนด้วยสายตา
เอ็นดู แล้วกล่าวเสียงนุ่มว่า
“จู้เอ้อร์กับหมิงจูของพวกเราอายุครบเดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้ตั้ง
ชื่อจริง พวกเขาเป็นพรที่สวรรค์มอบให้สกุลโม่ เรื่องชื่อจริงไม่ว่า
อย่างไรก็ต้องตั้งให้ดี”
“ใช่แล้ว พวกเราต้องตั้งชื่อที่มีความหมายให้จู้เอ้อร์กับหมิงจูของ
พวกเรา” พี่สะใภ้รองพูดเสริม
เมื่อพูดถึงการตั้งชื่อเด็ก ๆ ทุกคนก็พากันจับจ้องมองไปยังเฮ่อจื
อหร่านผู้เป็นมารดา
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวว่า
“หร่านหร่าน ตอนที่จู้เอ้อร์กับหมิงจูเกิดมา พ่อสามีเจ้าบอกว่าชื่อ
ของเด็กจะให้เจ้ากับจิ่วเยี่ยเป็นคนตั้ง ไม่กี่วันก่อนข้าได้ถามจิ่ว
เยี่ยแล้ว เขาบอกว่าให้ฟังเจ้า ไม่สู้เจ้าตั้งชื่อให้หลานชายหลานสาว
ของข้าตอนนี้เลยเถอะ?”
“ใช่แล้ว น้องสะใภ้เก้า เจ้าเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดในบรรดา
พวกเราสะใภ้ ชื่อที่เจ้าตั้งต้องไพเราะแน่นอน” พี่สะใภ้แปดผลักเฮ่อจื
อหร่านเบา ๆ พลางกล่าว
การตั้งชื่อให้บุตรของตนเอง ย่อมเป็นหน้าที่ที่เฮ่อจือหร่าน
หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในช่วงเวลาที่น่าเบื่อหน่ายระหว่างการอยู่ไฟ นางก็คิดถึงเรื่องนี้
มามากมาย แต่ในที่สุดนางก็ปฏิเสธความคิดทั้งหมดของตัวเอง
การตั้งชื่อให้ลูกทั้งสองคน นางยอมรับว่าตนเองเป็นคนไร้
ความสามารถในการตั้งชื่อ
ตอนนี้มีคนมากมายมารบเร้านาง อีกทั้งเด็กทั้งสองก็อายุครบ
หนึ่งเดือนแล้ว การไม่มีชื่อที่เหมาะจริง ๆ ก็ดูจะไม่สมควร
บทที่ 492 การเก็บเกี่ยวข้าวโพด
เพียงแต่ตอนนี้สกุลโม่ยังไม่มั่นคง อนาคตยังต้องเผชิญกับวิกฤต
ที่คาดเดาไม่ได้อีกมากมาย
วันหน้ายังมีแผนการค้าบางอย่างที่ยังไม่ได้เริ่ม อากาศก็เย็นลง
เรื่อย ๆ แล้ว เวลานี้รายได้จากน ้าแข็งก็คงหาได้ไม่นาน
ดังนั้นเฮ่อจือหร่านจึงตัดสินใจน าน ้าแข็งที่ผลิตได้ ไปช่วยถังหมิง
รุ่ยเก็บรักษาข้าวโพดก่อน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ค่อยว่ากันทีหลัง
“ท่านพี่ ถึงวิธีการท าน ้าแข็งจะง่าย แต่พวกเราท าได้แค่เล็กน้อย
หากน้องชายถังต้องการสร้างห้องเย็น จ านวนน ้าแข็งที่ต้องใช้ก็คงไม่
น้อยเลย”
“เรื่องนี้ข้าเข้าใจดี ขอเพียงมีดินประสิวเพียงพอ เรื่องการท า
น ้าแข็งมอบให้ข้าจัดการเถอะ”
ยามนี้ในบ้านเลี้ยงดูทหารไว้มากมายและล้วนเป็นคนที่ไว้ใจได้
โม่จิ่วเยี่ยคิดว่าเมื่อถึงเวลาจะท าน ้าแข็งจ านวนมาก ก็แค่เรียกพวก
ทหารมาช่วยก็พอ
โดยเฉพาะตอนที่เขาคิดวิธีปกปิดขั้นตอนในการท าน ้าแข็งได้
แล้ว ไม่มีใครสามารถเรียนรู้ได้
“อืม พรุ่งนี้หลังจัดการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเรียบร้อยแล้ว ท่านก็พา
คนไปที่ร้านของน้องชายถัง ที่นั่นใช้น ้าแข็งจ านวนมาก ถ้าท าที่
หมู่บ้านซีหลิ่งแล้วขนส่งไปคงไม่สะดวกนัก” เฮ่อจือหร่านเตือน
“ได้ เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง”
ส่วนแหล่งที่มาของดินประสิว ร้านขายยาในเมืองก็มีขาย แม้ว่า
ราคาจะแพงไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ของหายาก
ดังนั้นหากเฮ่อจือหร่านซื้อพวกมันมาจ านวนมาก ๆ จากพื้นที่มิติ
ก็จะไม่มีใครสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้นโม่จิ่วเยี่ยยังต้องการปกปิดวิธีการท าน ้าแข็ง จึงไม่
คิดจะเปิดเผยวัตถุดิบอย่างดินประสิว
เขารู้ว่าถังหมิงรุ่ยเป็นคนรู้จักกาลเทศะ อีกฝ่ายไม่มีทางหมายตา
ความลับของผู้อื่น
สรุปแล้วเรื่องนี้มอบให้โม่จิ่วเยี่ยจัดการ เฮ่อจือหร่านจึงวางใจได้
……
เฮ่อจือหร่านไม่ต้องกังวลวันเวลาที่จะมาถึง โม่จิ่วเยี่ยจัดการ
เตรียมคนเอาไว้แล้ว นอกจากแยกข้าวโพดสองไร่ไว้เก็บเกี่ยว
ตามปกติเพื่อค านวณผลผลิตต่อไร่แล้ว ข้าวโพดที่เหลือทั้งหมดก็ถูก
คัดแยกไว้
ข้าวโพดอ่อนกองไว้ที่หนึ่งใช้เป็นวัตถุดิบส าหรับถังหมิงรุ่ย ส่วน
ข้าวโพดที่แก่กว่าเมื่อตากแห้งแล้วก็สามารถใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ได้ ซึ่ง
พวกมันจะถูกส่งไปให้ทางการ
เฮ่อจือหร่านยังวาดแบบเครื่องกะเทาะเมล็ดแบบหมุนมืออย่างง่าย
ๆ และขอให้หูชงรีบสร้างออกมาโดยเร็ว
ที่เรือนของถังหมิงรุ่ย โม่จิ่วเยี่ยจัดคนเพื่อไปท าน ้าแข็ง ใช้เวลา
สองวัน ห้องเย็นส าหรับเก็บของก็เสร็จแล้ว แม้ภายนอกจะดูเรียบง่าย
แต่ภายในกลับมีความพิเศษ
หากคนเข้าไปข้างใน เพียงครู่เดียวก็จะหนาวสั่นจนต้องกอด
ตัวเองวิ่งออกมา อุณหภูมิเช่นนี้ไม่จ าเป็นต้องใช้เครื่องวัดอุณหภูมิก็รู้
ว่าเมื่อน าข้าวโพดเข้าไปก็จะถูกแช่แข็งอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่ห้องเย็นสร้างเสร็จ ถังหมิงรุ่ยก็ตื่นเต้นมากจนแทบจะ
ร้องตะโกน
เขาได้เป็นเจ้าของห้องเก็บน ้าแข็งของตัวเองในฤดูกาลนี้แล้ว
แน่นอนว่าวัตถุดิบและคนงานที่ใช้ในการท าน ้าแข็งในห้องเย็น
ทั้งหมดนั้นเป็นคนโม่จิ่วเยี่ยที่จัดหามาให้ แม้ว่าเขาจะไม่พูดอะไร แต่
ถังหมิงรุ่ยก็จะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องเสียแรงเปล่า
หลังจากการพูดคุยตกลงกัน ทั้งสองคนจึงตัดสินใจว่ารายได้จาก
ข้าวโพดจะแบ่งเป็นสี่ต่อหก สกุลโม่ได้หกส่วน ถังหมิงรุ่ยได้สี่ส่วน
โม่จิ่วเยี่ยไม่มีความเห็นใด ๆ
แม้ว่าในฤดูกาลนี้น ้าแข็งจะหายาก แต่ส าหรับเขากับเฮ่อจือห
ร่านแล้ว พวกเขาต้องการเท่าไหร่ก็มีให้เท่านั้น และไม่ต้องกังวลเรื่อง
ต้นทุนที่สูงเกินไปด้วย
เฮ่อจือหร่านเพียงซื้อดินประสิวมูลค่าไม่กี่ร้อยจากเถาเป่ามา ก็
สามารถสร้างห้องเย็นขึ้นได้ แม้ว่าในอนาคตจะต้องใส่น ้าแข็งเพิ่มเติม
เข้าไป แต่ก็ใช้ดินประสิวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันจึงแทบไม่มีต้นทุน
อะไรเลย
พวกเขาได้รับผลก าไรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน ก็ถือว่าค่อนข้างมาก
เกินไป
เนื่องจากเป็นการร่วมมือกัน เมื่อส่งข้าวโพดหวานไปที่ร้านของ
ถังหมิงรุ่ย จึงไม่จ าเป็นต้องจ่ายค่าสินค้า แค่รอเขาหาก าไรได้แล้วน า
ส่วนแบ่งมาให้สกุลโม่ก็พอ
แม้จะไม่ได้รับเงินค่าสินค้า แต่โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่ได้ท าอะไรโดยไม่มี
การค านวณ
เขาประเมินขนาดของห้องเย็นของถังหมิงรุ่ยแล้ว อย่างน้อยมัน
สามารถใส่ข้าวโพดหวานได้มากกว่าห้าหมื่นชั่งขึ้นไป ถังหมิงรุ่ยใช้
เวลาสองวันส่งรถมาไปที่สกุลโม่เพื่อขนข้าวโพดหวานมา ซึ่งขนไป
ทั้งหมดห้าหมื่นชั่งตามที่คาดไว้
ข้าวโพดที่เหลือหลังจากตากแห้งแล้วก็สามารถน ามากะเทาะ
เมล็ดได้
หูชงเองก็ช่วยท าเครื่องกะเทาะเมล็ดแบบหมุนด้วยมือมาให้สอง
เครื่องพอดี
โม่จิ่วเยี่ยน าคนมากะเทาะเมล็ดข้าวโพดที่เตรียมไว้ส าหรับชั่ง
น ้าหนัก ผลผลิตต่อหมู่ท าให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั่นตกตะลึงอีกครั้ง
หลังจากกะเทาะเมล็ดแล้ว ผลผลิตต่อหมู่สูงถึงหนึ่งพันสองร้อย
ชั่ง ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับที่เฮ่อจือหร่านประเมินไว้
เมิ่งไห่หนิงก็อยู่ในที่นั้นด้วย เขาดึงตัวโม่จิ่วเยี่ยมา ตื่นเต้นจน
พูดจาสับสน
“พี่เก้า ทั่วหล้า… ไม่สิ… ชาวบ้านในเมืองอวิ่นโชคดีนัก โชคดี
จริง ๆ …”
โม่จิ่วเยี่ยตบบ่าน้องเขยเบา ๆ
“อืม ฤดูหนาวปีหน้า ชาวบ้านในเมืองอวิ่นคงไม่ต้องกังวลเรื่อง
ความหิวโหยอีกต่อไปแล้ว”
ซีเป่ยมีที่ดินท ากินมากมาย แต่เพราะสภาพดินไม่ดี ไม่ว่าจะปลูก
อะไรผลผลิตก็ไม่เคยเพิ่มขึ้น
ทว่าข้าวโพดจากพื้นที่มิติต่างออกไป มันไม่เพียงไม่เลือก
คุณภาพของดิน แต่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศด้วย
ตราบใดที่ไม่ใช่ปีที่น ้าท่วมหนักหรือแห้งแล้งรุนแรง ก็รับรองได้ว่าจะมี
ผลผลิตอุดมสมบูรณ์
ช่วงฤดูใบไม้ผลิ สกุลโม่ปลูกพืชผลโดยเน้นไปที่ข้าวโพดเป็น
หลัก
ตอนแรกพวกเขาไม่ได้คิดว่าทางการจะซื้อข้าวโพดพวกนี้ไป
เพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ส าหรับปีหน้า เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยแค่คิด
ว่าข้าวโพดให้ผลผลิตสูง สามารถใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการ
ท าอาหาร พวกเขาอาศัยอยู่ในซีเป่ย เมื่อครอบครัวของตนเองมีชีวิต
ความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว ก็ไม่อาจมองข้ามพวกชาวบ้านรอบข้างที่ก าลัง
หิวโหยได้
ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกจะปลูกข้าวโพดให้มากขึ้น ด้วยตั้งใจจะ
ช่วยเหลือชาวบ้านยากจนเหล่านั้น
ตอนนี้ดีแล้ว มีเมิ่งไห่หนิงเป็นขุนนางช่วยออกหน้าจัดการเรื่องนี้
ให้ จึงเหมาะสมกว่าพวกเขาที่ออกหน้าเอง
ข้าวโพดถูกปลูกไปทั้งหมดหกสิบหมู่ ถังหมิงรุ่ยขนข้าวโพด
หวานไปแล้ว น ้าหนักของมันมากกว่าเมล็ดข้าวโพดที่เหลือหลังจาก
กะเทาะเมล็ดหลายเท่า ดังนั้น สกุลโม่จึงยังมีข้าวโพดเหลืออยู่อีกมาก
สกุลโม่เก็บไว้บางส่วนส าหรับบริโภคภายในบ้าน ส่วนที่เหลือ
ทั้งหมดก็ขายให้กับทางการเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในปีหน้า
หลังจากชั่งน ้าหนักแล้ว เมิ่งไห่หนิงรับซื้อเมล็ดข้าวโพดจากสกุล
โม่มาห้าหมื่นชั่ง เพียงพอส าหรับชาวเมืองอวิ่นที่จะปลูกพวกมันในปี
หน้า
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านปลูกข้าวโพดด้วยความคิดที่จะ
ช่วยเหลือชาวบ้านละแวกใกล้เคียง จึงไม่ได้คิดเก็บเงินจากเมิ่งไห่หนิง
มากมายนัก
ผลสุดท้าย เมิ่งไห่หนิงก็ไม่ยอมฟังค าทัดทานใด ๆ มอบตั๋วเงินที่
ถังหมิงรุ่ยสนับสนุนมาทั้งหมดให้โม่จิ่วเยี่ย
“พี่เก้า ข้ารู้ว่าข้าวโพดมีค่ามาก ข้ามีเงินแค่นี้ ซึ่งมันเป็นเงินที่
เถ้าแก่ถังสนับสนุนมา หากไม่เพียงพอ รอปีหน้าหลังทางการมีภาษี
เพิ่มขึ้น ข้าจะค่อย ๆ ส่งคืนให้ท่าน”
เมิ่งไห่หนิงพูดด้วยน ้าเสียงรีบเร่ง ราวกับกลัวว่าเป็ดที่อยู่ในปาก
จะบินหนีไป
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ตั้งใจจะรับเงินจากเขามากขนาดนั้น ขณะที่เขา
ก าลังจะนับเงินต่อหน้าเมิ่งไห่หนิง เมิ่งไห่หนิงก็วิ่งหายไป พร้อมสั่งให้
ลูกน้องขนเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไปยังโรงเก็บเสบียงอย่างรวดเร็ว
ท่าทางรีบร้อนของเขาในสายตาโม่จิ่วเยี่ย ดูราวกับว่าเขาได้
ผลประโยชน์มหาศาล จนกลัวคนอื่นจะมาเรียกคืนไป…