ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 50 แค่ข้าคนเดียวที่เชื่อใจเจ้ำก็พอแล้ว
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 50 แค่ข้าคนเดียวที่เชื่อใจเจ้ำก็พอแล้ว
เมื่อมองผ้ำน้ำมันที่เฮ่อจือหร่านกำลังถือในมือ โม่หานเยี่ยก็ถำม
ด้วยความสงสัย
“พี่สะใภ้เก้ำ สิ่งที่ท่านซื้อมาคือผ้ำน้ำมันใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง ข้าวางแผนจะใช้ผ้ำน้ำมันทำกระโจมสักหน่อย”
“กระโจม?” โม่หานเยี่ยรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
เฮ่อจือหร่านอธิบำยประโยชน์ของกระโจมให้โม่หานเยี่ยฟังอย่ำง
ใจเย็น
โม่หานเยี่ยยิ่งฟังก็ยิ่งดีใจ
“พี่สะใภ้เก้ำ ตอนที่ข้าอยู่ในจวนไม่มีอะไรทำมากนัก ข้าจึงมักจะ
เย็บปักบ่อย ๆ ข้าช่วยท่านได้นะ”
“ดีเลย รอข้าตัดเสร็จแล้ว ก็จะให้เจ้ำลงมือทำ”
พี่สะใภ้และน้องสามีต่ำงจัดการกับผ้ำน้ำมันอยู่ลานภายในของ
โรงเตี๊ยม
ภายในห้องของสตรีสกุลโม่ ทุกคนล้วนจนปัญญำ
“ท่านแม่ ถึงแม้พวกเราจะไม่ได้พูดคุยกับน้องสะใภ้เก้ำมากนัก
แต่นางไม่ใช่หญิงสาวเจ้ำชู้ ข้าเชื่อว่าสิ่งที่นางทำไปนั้นก็เพื่อช่วยชีวิต
คนจริงๆ”
คำพูดนี้เป็นของสะใภ้หก ติ้งเสวี่ย
ปกติแล้ว เติ้งเสวี่ยไม่ค่อยพูดนัก แต่ทุกคนรู้ว่าความคิดของนาง
นั้นลึกซึ้งที่สุด
สะใภ้ใหญ่ก็เห็นด้วยกับคำพูดของเติ้งเสวี่ย
“ท่านแม่ ข้าก็คิดเช่นเดียวกับน้องสะใภ้หก พวกเราต่ำงรู้กันดีว่า
น้องสะใภ้เก้ำเป็นคนเช่นไร หากนางเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ ก็คงไม่
ดูแลพวกเรามาตลอดทำงแบบนี้ และคงหาทำงหนีไปตั้งนานแล้ว”
“ใช่แล้วท่านแม่ ข้าเองก็เชื่อว่าน้องสะใภ้เก้ำไม่ใช่คนแบบนั้น”
สะใภ้แปดก็เลือกที่จะเชื่อใจเฮ่อจือหร่าน
ฮูหยินผู้เฒ่ำไม่ใช่ไม่รู้จักเฮ่อจือหร่านดีพอ
เพียงแต่กฎเกณฑ์ที่ยึดถือมาทั้งชีวิตทำให้ยากจะปล่อยวาง
เมื่อเห็นลูกสะใภ้ทั้งหลายต่ำงเข้าข้างลูกสะใภ้เก้ำ ฮูหยินผู้เฒ่ำก็
รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเรื่องนี้อีกต่อไป
“พวกเจ้ำรู้ดีว่าสะใภ้เก้ำนางเป็นคนดี วันนี้ข้าขอประกำศว่า เรื่อง
วันนี้ถือว่าไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น ต่อไปผู้ใดกล้ำพูดถึงอีก จะลงโทษตำม
กฎของตระกูล”
“ท่านแม่ พวกเราสัญญำว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว”
สะใภ้รองเป็นคนแรกที่รับปำก
คนอื่น ๆ ก็พำกันเห็นด้วย กล่าวว่าพวกนางจะลืมเรื่องนี้ไป
หลังสตรีสกุลโม่ตกลงกันเรียบร้อย จึงเดินออกจากห้องไป
ด้วยกัน
โชคดีที่มีโม่หานเยี่ยคอยไกล่เกลี่ย ทุกคนจึงสามารถคืนดี
กับเฮ่อจือหร่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว
เฮ่อจือหร่านไม่คิดถือสาคนในครอบครัว อีกทั้งนางก็เข้าใจกฎที่
ฝังรากลึกของสตรียุคโบราณเหล่านี้ได้
การที่พวกนางปรับเข้าใจกันได้เร็วขนาดนี้ ก็เป็นเรื่องน่ำยินดี
สาหรับเฮ่อจือหร่านเช่นกัน
ภายใต้การนาของนาง สตรีสกุลโม่ต่ำงหยิบเข็มด้ำยเพื่อเริ่มตัด
เย็บกระโจมช่วยกัน
สตรีจากตระกูลเซี่ยและตระกูลฟำงเห็นเข้าก็มาร่วมวงด้วย
อย่ำงไรก็ตำม สายตำของคนทั้งสองตระกูลที่มองมายังไม่ค่อยดี
นัก
พวกเขำมองเฮ่อจือหร่านด้วยสายตำที่ไม่ใช่ความดูถูก แต่เป็น
การสารวจ
ไม่รู้ว่าบ้ำนสกุลโม่ทำได้อย่ำงไรถึงสามารถมองข้ามเรื่องใหญ่โต
เช่นนี้ได้
สาหรับเฮ่อจือหร่าน ทั้งตระกูลเซี่ยและตระกูลฟำงล้วนเป็นคน
นอก ไม่ว่าพวกเขำจะคิดอย่ำงไร ก็ไม่ส่งผลกระทบกับนางแม้แต่น้อย
สตรีทั้งหลายกำลังยุ่งอยู่กับงำนกันอย่ำงคึกคัก ส่วนโม่จิ่วเยี่ยซึ่ง
แกล้งป่วยอยู่ในห้อง กำลังเดินไปมาอย่ำงกระวนกระวาย
เขำได้ยินเรื่องที่หลี่โหรวเอ๋อร์ป่ำวประกำศไปเมื่อครู่อย่ำงชัดเจน
ไม่รู้ทำไม แม้เขำจะไม่เชื่อคำพูดเหล่านั้น แต่ในใจกลับรู้สึกขม
ขื่น
ด้วยสถำนการณ์ของเขำในตอนนี้ หากเฮ่อจือหร่านยังคงอยู่กับ
เขำ นางคงไม่มีวันได้รุ่งเรือง
โม่จิ่วเยี่ยไม่อยากให้เฮ่อจือหร่านต้องเสียโอกำสที่จะมีความสุข
ไปเพราะเขำ
แต่เมื่อคิดว่าเฮ่อจือหร่านอาจจากเขำไป ความรู้สึกที่ทำให้
หายใจไม่ออกก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
ตอนนี้เขำหวังเพียงว่าเฮ่อจือหร่านจะกลับมาที่นี่และอธิบำย
ความจริงให้ฟัง
หากเป็นตำมที่หลี่โหรวเอ๋อร์พูด เขำก็ยินดีถูกเยาะเย้ยไปทั้งชีวิต
และเลือกสนับสนุนนางอย่ำงเต็มที่
………
เฮ่อจือหร่านเข้าใจหลักการและวิธีการสร้ำงกระโจม รวมถึง
สามารถตัดให้ได้ในขนาดที่เหมาะสม
แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือเย็บปักถักร้อย นางกลับทำไม่ได้
เจ้ำของร่ำงเดิมไม่ถนัดงำนฝีมือ ทั้งยังไม่มีความทรงจำเหล่านี้ให้
นางสืบทอดทักษะเหล่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น สภำพแวดล้อมที่นางใช้ชีวิตในชำติก่อน ก็ไม่
จำเป็นต้องลงมือทำสิ่งเหล่านี้เลย ทุกอย่ำงสามารถซื้อเป็นสินค้ำ
สาเร็จรูปได้
ดังนั้น เรื่องการเย็บกระโจมจึงต้องมอบหมายให้สตรีทั้งสาม
ตระกูลทำ
เมื่อเห็นทุกคนลงมือทำอย่ำงคล่องแคล่ว เฮ่อจือหร่านจึงนึกถึงโม่
จิ่วเยี่ยขึ้นมา
เรื่องที่นางช่วยชีวิตโจวเหล่ำปำด้วยการผำยปอด สตรีสกุลโม่
ต่ำงล่วงรู้กันหมดแล้ว แน่นอนว่าต้องรู้ถึงหูโม่จิ่วเยี่ย
ถึงอย่ำงไรตอนนี้พวกเขำก็ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ นางจึงรู้สึก
ว่าจำเป็นต้องอธิบำยสักหน่อย
เพียงเปิดประตูเข้ามา ก็เห็นโม่จิ่วเยี่ยนั่งอยู่บนขอบเตียงอย่ำง
สงบ สายตำจ้องมองนางไม่กะพริบ
ไม่รอให้โม่จิ่วเยี่ยถำม เฮ่อจือหร่านจึงอธิบำยขึ้นว่า
“ข้าช่วยชีวิตโจวเหล่ำปำเท่านั้น ไม่ได้เป็นอย่ำงที่คนภายนอก
เข้าใจกัน”
ตอนนั้นเองนางก็หยิบถุงลมหายใจที่เพิ่งใช้ออกมาจากพื้นที่มิติ
ความลับของนางไม่ต้องปิดบังอะไรกับโม่จิ่วเยี่ยมากนัก เฮ่อจือห
ร่านคิดว่าการให้โม่จิ่วเยี่ยเห็นสิ่งของเล็ก ๆ ชิ้นนี้คงไม่ทำให้เขำตื่น
ตระหนกมากนัก
ไม่ว่าจิตใจของนางจะแข็งแกร่งเพียงใด สุดท้ำยก็เป็นเพียงหญิง
สาวคนหนึ่ง หากถูกเข้าใจผิดเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ได้อธิบำย เกรงว่า
ในใจคงเกิดความขุ่นเคืองขึ้นมา
ตอนนี้นางหวังเพียงหลังจากอธิบำยให้โม่จิ่วเยี่ยฟังแล้ว เขำจะ
เข้าใจตัวนาง
หลังเห็นสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ แปลกตำในมือนาง โม่จิ่วเยี่ยจึงถำมว่า
“สิ่งนั้นคืออะไร”
เฮ่อจือหร่านตอบ
“ข้าเคยเรียนวิธีปฐมพยาบำลแบบหนึ่งมา เมื่อมีคนตกอยู่ใน
อันตราย ให้บีบจมูกของคนป่วย แล้วเป่ำลมเข้าปำกเพื่อช่วยหายใจ
แทน ตอนนั้นข้าก็ใช้วิธีนี้ช่วยชีวิตโจวเหล่ำปำ”
เดิมทีนางคิดว่าหลังจากเล่ำเรื่องนี้ไปแล้วโม่จิ่วเยี่ยจะถำมอะไร
ต่ออีก
เฮ่อจือหร่านเตรียมตัวพร้อมจะโดนสอบปำกคำ
แต่โม่จิ่วเยี่ยเพียงหยิบถุงช่วยหายใจในมือนางขึ้นมาดูเท่านั้น
แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ครั้งที่ข้าไปอยู่ชายแดน มีหมอทหารคนหนึ่งใช้ไม้ไผ่เป่ำลมเข้า
ปำกคนเจ็บ คงเป็นหลักการเดียวกับที่เจ้ำช่วยชีวิตคน”
เฮ่อจือหร่านไม่คิดเลยว่าจะเจอคนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้รวดเร็ว
ขนาดนี้
นางพยักหน้ำให้โม่จิ่วเยี่ยอย่ำงตื่นเต้น
“อย่ำงที่ท่านเข้าใจจริง ๆ ซ้ำตอนที่ข้าช่วยชีวิตโจวเหล่ำปำ คน
นอกยังมองเหมือนข้าจุมพิตเขำ แต่ความจริงแล้วข้าไม่ได้สัมผัส
ร่างกายเขำเลย”
โม่จิ่วเยี่ยเชื่อว่าเฮ่อจือหร่านไม่ได้ ‘จุมพิต’ กับโจวเหล่ำปำ แต่ใน
ใจเขำก็ยังรู้สึกถึงรสเปรี้ยวเล็กน้อย
แต่เขำก็เข้าใจความรู้สึกของเฮ่อจือหร่าน หลังจากถูกผู้คน
มากมายตำหนิ เพื่อช่วยให้นางคลายความกดดัน โม่จิ่วเยี่ยจึงเอ่ย
อย่ำงจริงใจว่า
“ข้าเข้าใจแล้ว หากเป็นหมอท่านอื่น ก็คงจะเลือกทำเช่นนี้
เหมือนกัน ส่วนเรื่องข่ำวลือข้างนอก เจ้ำไม่ต้องไปใส่ใจ แค่ข้าคน
เดียวที่เชื่อใจเจ้ำก็พอแล้ว”
เฮ่อจือหร่านรู้สึกประหลาดใจที่โม่จิ่วเยี่ยกล่าวเช่นนี้ออกมา
ในฐำนะที่โม่จิ่วเยี่ยเป็นคนในยุคโบราณแท้ ๆ แม้ว่านางจะไม่เคย
มีสัมพันธ์ใด ๆ กับโจวเหล่ำปำ แต่ข่ำวลือภายนอกเหล่านั้นยังคงเป็น
เรื่องยากที่บุรุษจะยอมรับ
“ท่านคิดเช่นนี้จริง ๆ หรือ” เฮ่อจือหร่านยังคงไม่มั่นใจอยู่บ้ำง
“อืม เรื่องนี้เจ้ำไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ยเป็นแบบนี้ เฮ่อจือหร่านก็รู้สึกซำบซึ้งใจอยู่บ้ำง
วีรบุรุษที่นางเคำรพนับถือนั้นมีจิตใจกว้ำงขวาง สิ่งนี้คือสิ่งที่คนที่
จะทำการใหญ่ควรจะเป็น
โม่จิ่วเยี่ยเห็นเฮ่อจือหร่านกำลังรู้สึกซำบซึ้งใจต่อเขำ ในใจก็เกิด
ความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา
กระทั่งมีความต้องการที่อยากจะโอบกอดคนเข้ามาในอ้อมแขน
แล้วปลอบโยน
ทว่าเขำกลับไม่กล้ำทำเช่นนั้นอย่ำงหุนหัน
ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เขำก็พบว่าภรรยาผู้นี้ของเขำ
แตกต่ำงจากสตรีทั่วไป
นางมีความลับและนิสัยอันโดดเด่นของตัวเอง
โม่จิ่วเยี่ยกลัวว่าการกระทำของตนอาจจะทำให้นางรู้สึกอึดอัดใจ
และหายตัวไปต่อหน้ำเขำ…
เพื่อไม่ให้อีกฝ่ำยเห็นความหวั่นไหวของเขำมากเกินไป โม่จิ่ว
เยี่ยจึงพยายามแสดงท่ำทีเรียบเฉยให้มากที่สุด
ขณะเดียวกันเขำก็คิดจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อเบี่ยงเบนความ
สนใจของเฮ่อจือหร่าน
“เมื่อครู่เจ้ำบอกว่า หลี่หู่มีคนบงการ เจ้ำสอบถำมมาได้หรือไม่ว่า
เป็นผู้ใด”
เฮ่อจือหร่านเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เล่ำเรื่องนี้ให้เขำฟังอย่ำง
ละเอียด
“หลี่หู่บอกว่าคนที่ติดต่อกับเขำพูดเสียงแหลมเล็ก ข้าสงสัยว่า
น่ำจะเป็นขันที”
โม่จิ่วเยี่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด เอ่ยพึมพำเบำ ๆ ว่า “หากเป็นขันที่
ข้อสงสัยจะยิ่งกว้ำงขึ้น”