ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 511 ข้าขอฝากหร่านหร่านไว้กับเจ้า
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 511 ข้าขอฝากหร่านหร่านไว้กับเจ้า
บทที่ 511 ข้าขอฝากหร่านหร่านไว้กับเจ้า
นางหยิบห่อกระดาษเล็ก ๆ หลายห่อออกมาจากอกเสื้อแล้วเปิด ออก วางลงต่อหน้าเสนาบดีเฮ่อ
“ท่านพ่อ ท่านดูสิ่งเหล่านี้สิ พวกมันล้วนเป็ นยาสลบที่ข้าทาเอง มีสิ่งเหล่านี้อยู่ เมื่อเผชิญกับอันตรายก็สามารถรักษาชีวิตได้ อีก อย่าง แม้ข้ากับสามีจะต้องการกาจัดคนพวกนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดจะ บุ่มบ่าม แน่นอนว่าต้องให้สาคัญกับความปลอดภัยของตนเองที่สุด”
โม่จิ่วเยี่ยก็มองจุดประสงค์ของเฮ่อจือหร่านที่พูดเช่นนี้ออก เขา จึงช่วยพูดว่า
“ท่านพ่อตา วันนี้เป็ นโอกาสที่ดีเลยนะขอรับ”
ขณะกาลังพูด เขาก็ก้มตัวลงและเริ่มค้นหาบนร่างของขันทีหลิว
ไม่นานนัก ในมือของเขาก็ปรากฏป้ ายที่คล้ายกับของที่ใช ้ตอน เข้าเมือง
“ท่านพ่อตา ด้วยป้ ายนี้ ข้าสามารถเข้าวังได้โดยไม่ต้องใช ้ความ พยายามมากนัก”
เสนาบดีเฮ่อจ้องมองโม่จิ่วเยี่ย จากแววตาอันมุ่งมั่นของอีกฝ่ าย เขาก็สามารถยืนยันได้ว่าลูกเขยไม่ได้ก าลังล้อเล่น
แม้ว่าเขาจะอยากขัดขวางแต่ก็คงไร ้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น เขา ก็เข้าใจดีว่าหากต้องการกาจัดฝ่ ายองค์จักรพรรดินีให้หมดสิ้นไป สิ่ง แรกที่ต้องทาคือทาลายอานาจของพวกเขา
และผู้ที่จะทาลายอานาจของฝ่ ายจักรพรรดินีได้ คือจักรพรรดิ ซุ่นอู่
แต่ตอนนี้จักรพรรดิซุ่นอู่เป็ นตายร ้ายดีล้วนไม่แน่ชัด หากโม่จิ่ วเยี่ยสามารถเข้าวังไปสืบข่าวที่เป็ นประโยชน์ได้อย่างราบรื่นก็จะเป็ น
เรื่องดี อย่างน้อยก็ได้รู ้สถานการณ์ภายในของศัตรู พวกเขาก็จะคิด กลยุทธ ์ตามข้อมูลเหล่านั้นได้
คิดไปคิดมา นอกจากเรื่องที่บุตรสาวของตนอยากติดตามโม่จิ่ว เยี่ยเข้าวังไปด้วยแล้ว เสนาบดีเฮ่อก็หาเหตุผลที่จะขัดขวางการ กระท าของพวกเขาไม่ได้เลย
เฮ่อจือหร่านเองก็รู ้จักพิจารณาสถานการณ์เช่นกัน
“ท่านพ่อ ข้าจะแต่งกายเป็ นขันทีและติดตามสามีไป เพราะอาจจะ ต้องไปสืบสวนที่วังหลัง สามีข้าเป็ นบุรุษ การเข้าออกที่นั่นคงไม่ สะดวก ท่านวางใจเถอะ ข้าสัญญาว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย”
เสนาบดีเฮ่อมองเฮ่อจือหร่านอย่างจนปัญญา ในที่สุดก็ยอม ประนีประนอม
เขากล่าวกับโม่จิ่วเยี่ยเสียงเข้ม “ในเมื่อเป็ นเช่นนี้ ข้าขอฝากห ร่านหร่านไว้กับเจ้า”
“ท่านพ่อตาวางใจได้ ข้าจะพาหร่านหร่านกลับมาอย่างปลอดภัย แน่นอน”
เมื่อมองท้องฟ้ าก็เห็นว่าเวลาผ่านไปนานแล้ว เสนาบดีเฮ่อเตือน ว่า “ตามที่ข้ารู ้มา ยามเฝ้ าประตูวังจะเปลี่ยนเวรยามในยามจื่อ หาก พวกเจ้าจะลงมือก็ควรเป็ นหลังยามจื่อจะดีที่สุด”
เรื่องนี้โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านต่างรู ้สาเหตุดี
เพราะเมื่อครู่ตอนที่ขันทีหลิวพาขันทีอีกสองคนออกจากวังนั้น เป็ นเวรยามของคนเฝ้ าประตูช่วงครึ่งคืนแรก หากกลับเข้าไปก่อนที่ พวกเขาจะเปลี่ยนเวรยาม นอกจากคนจะเปลี่ยนไปแล้วก็ยังขาดไป อีกหนึ่งคน แน่นอนว่าต้องทาให้ยามที่เฝ้ าสงสัย
หลังจากผ่านยามจื่อไปแล้ว ยามเฝ้ าประตูเหล่านั้นจะเปลี่ยนเวร ยามซึ่งจะต่างออกไป ไม่มีใครรู ้ว่าคนที่ออกไปในช่วงครึ่งคืนแรกเป็ น ใครและมีกี่คน
ด้วยเวลามีจากัด โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านไม่สะดวกจะพูดคุยกับ เสนาบดีเฮ่อมากไปกว่านี้ เขาเรียกลุงเฟิ งเข้ามา แล้วลากขันทีทั้ง สามคนไปที่ลานพร ้อมกัน
อย่างไรก็ตามลุงเฟิงเพิ่งบอกไปว่า ท่านพ่อตาได้ส่งบรรดาบ่าว รับใช ้ออกไปหมดแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาเห็น
โม่จิ่วเยี่ยถอดเสื้อผ้าขันทีสองคนออก จากนั้นก็ลงมือสังหาร พวกเขาอย่างรวดเร็ว
“ลุงเฟิง รบกวนท่านจัดการศพพวกนี้ด้วย”
“ท่านเขยวางใจได้ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง”
กลางดึกเช่นนี้ เมื่อมองศพทั้งสามศพ ลุงเฟิงก็รู ้สึกหวาดกลัวอยู่ ในใจ แต่พอนึกว่านายท่านของตนจะมีโอกาสรอดชีวิตเพราะเรื่องนี้ เขาก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
เวลาไม่คอยท่า หลังเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาถึงยามจื่อแล้ว โม่จิ่ว เยี่ยกับเฮ่อจือหร่านจึงหลบไปหลังฉากบังตา เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ นชุด ของขันทีทั้งสองคนนั้น
โชคดีที่ขันทีคนหนึ่งมีรูปร่างค่อนข้างเตี้ย เมื่อเฮ่อจือหร่านสวม ใส่เสื้อผ้าของเขาแล้ว นอกจากจะหลวมไปหน่อย ความยาวก็พอดี มาก
โม่จิ่วเยี่ยมีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ เขาจึงสวมเสื้อผ้าของขันที หลิวซึ่งก็หลวมไปเช่นกัน แต่ดูแล้วไม่มีอะไรผิดแปลก
เฮ่อจือหร่านแต่งหน้าอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ก่อนทั้งสองจะออกมา จากฉากบังตา
“ท่านพ่อ พวกข้าจะไปเดี๋ยวนี้ การเดินทางครั้งนี้อาจใช ้เวลานาน สักหน่อย ขอท่านอย่าได้เป็ นกังวล เชื่อมั่นในความสามารถของสามี ข้าเถอะ พวกข้าจะต้องปลอดภัยแน่นอน”
เฮ่อจือหร่านไม่กล้ารับรองว่าการเดินทางครั้งนี้ของนางกับโม่จิ่ วเยี่ยจะราบรื่นหรือไม่ ความไม่ราบรื่นนี้ไม่ใช่ว่าจะมีอันตราย แต่เป็ น เรื่องที่ว่าจะได้พบกับคนที่ต้องการพบหรือไม่
หากเกิดอุปสรรคขึ้นมา พวกเขาจะซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่มิติสัก ระยะหนึ่งแล้วค่อยหาโอกาสลงมือ
ดังนั้น นางจึงจาเป็ นต้องพูดสักหน่อย
หากเสนาบดีเฮ่อเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเข้าวังแล้วไม่กลับมา เสียที แล้วเกิดความคิดจะสู้จนตายขึ้นมา ก็จะเป็ นการสูญเสียที่ไม่ คุ้มค่าเอาเสียเลย
แค่อธิบายเรื่องพวกนี้ยังไม่พอ
“ท่านพ่อ ตอนนี้จวนเสนาบดีไม่ปลอดภัยแล้ว จักรพรรดินีคิดจะ สังหารท่าน วันนี้นางส่งขันทีมาเพียงสามคนและทางานไม่สาเร็จ ไม่รู ้ ว่าจะใช ้วิธีอื่นมาลงมือสังหารท่านอีกหรือไม่ ดังนั้นเพื่อความ ปลอดภัยของท่าน รอให้ลุงเฟิ งจัดการศพเรียบร้อยแล้ว พวกท่านก็
ออกเดินทางได้เลย ข้ากับสามีจะกลับมาแล้วไปพบท่านที่จวนตระกูล เฟ่ย”
ตามความคิดของเสนาบดีเฮ่อ เขาไม่อยากจะออกจากจวน เสนาบดีเลย
อีกอย่าง ก่อนที่เฮ่อจือหร่านและคนอื่น ๆ จะมาถึง เขาก็คิดจะ ตายอยู่แล้ว ทว่าเมื่อมองเห็นสายตาของบุตรสาวที่จ้องมองตนอย่าง คาดหวัง หัวใจของเขาก็อ่อนลง
“ก็ได้ พ่อจะทาตามที่เจ้าว่า อีกสักพักจะไปหาคุณชายเฟ่ยพร ้อม ลุงเฟิง”
ครั้งก่อนโม่จิ่วเยี่ยได้บอกเขาถึงตัวตนที่แท้จริงของเฟ่ ยหนานอวี่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ติดต่อกับเฟ่ ยหนานอวี่มากนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู ้ ความสามารถของเขา
หนานฉีเป็ นคนโง่เขลาและหยิ่งผยอง ก่อนที่คนของจักรพรรดินี จะควบคุมราชส านัก หนานฉีเคยรุ่งโรจน์มาก
การที่หนานฉีสามารถรุ่งโรจน์ได้ ก็เพราะการเสนอความคิดเห็น ที่น่าประทับใจมากมายในราชสานัก
เขาไม่รู ้ว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นหรือไม่ แต่อย่างน้อยตนเองก็เห็น ได้ชัดเจน
หนานฉีมักจะพาเฟ่ ยหนานอวี่เข้าร่วมประชุมตอนเช ้าเสมอ ระหว่างทางเฟ่ ยหนานอวี่จะคอยกาชับหนานฉีเรื่องต่าง ๆ ไม่หยุด หย่อน
ด้วยเหตุนี้เสนาบดีเฮ่อจึงมั่นใจว่าข้อเสนอที่มีวิสัยทัศน์ทั้งหมด ของหนานฉีนั้นล้วนมาจากการชี้แนะของเฟ่ยหนานอวี่ที่อยู่เบื้องหลัง
เมื่อเทียบกับหนานฉีซึ่งเป็ นองค์ชายตัวปลอม เสนาบดีเฮ่อยัง เห็นด้วยกับการที่เฟ่ยหนานอวี่จะสืบทอดบัลลังก ์มากกว่า
ไม่ต้องพูดถึงว่าเฟ่ ยหนานอวี่จะมีความรู ้อันลึกซึ้งหรือไม่ แค่ พิจารณาในแง่ของสายเลือดราชวงศ์ที่แท้จริงแล้ว เขาก็คือทายาท ของราชวงศ์ตัวจริง
เมื่อเห็นบิดาตอบตกลง เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยจึงออกเดินทาง ไปท่ามกลางแสงจันทร ์
ทหารยามที่ลาดตระเวนบนถนนยังไม่มีทีท่าจะผ่อนคลาย ยังคง อยู่ในสภาพเตรียมพร ้อมอย่างเคร่งครัด
เพื่อลดปัญหายุ่งยาก โม่จิ่วเยี่ยพาเฮ่อจือหร่านใช ้วิชาตัวเบา เหาะเหินบนหลังคาตลอดเส้นทางจนมาถึงหน้าประตูวัง
ทหารยามที่เฝ้ าประตูทุกนายล้วนมีท่าทางตื่นตัว เห็นได้ชัดว่า ล้วนผ่านการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญ
ทั้งสองจัดการความคิดของตนเองครู่หนึ่ง พยายามทาให้ตัวเองดู เป็ นธรรมชาติมากที่สุด
โม่จิ่วเยี่ยเดินนาหน้า ส่วนเฮ่อจือหร่านก้มหน้าเดินตามหลังอย่าง ใกล้ชิด
แท้จริงแล้วโม่จิ่วเยี่ยเคยเข้าออกวังหลวงบ่อยครั้งตั้งแต่เด็ก ท่าทางและกิริยาบางอย่างเขาจึงยังสามารถเลียนแบบได้
โดยเฉพาะเมื่อสวมชุดของขันทีหลิว ขันทีหลิวเป็ นขันทีคนสนิท ของจักรพรรดินี ย่อมต้องมีต าแหน่งสูงแน่นอน
คนประเภทนี้ไม่มีความสามารถอื่นใด สิ่งที่ถนัดที่สุดก็คือการ อาศัยอานาจผู้อื่นข่มเหงคน
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ได้อย่างกระจ่างแจ้ง พอเดินมาถึงประตูวัง โม่จิ่วเยี่ยก็เอามือไพล่หลัง เชิดคางขึ้นเล็กน้อยให้เหมาะสมพอดี พยายามท าเสียงของตนฟังดูแหลมสูง
“เปิ ดประตู พวกข้าออกไปทาธุระให้องค์จักรพรรดินี ตอนนี้มี เรื่องสาคัญจะต้องรายงานพระองค์”