ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 512 มามาจ าเสียงของข้าไม่ได้แล้วหรือ
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 512 มามาจ าเสียงของข้าไม่ได้แล้วหรือ
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น โม่จิ่วเยี่ยก็หยิบเอาป้ายประจ าตัวของ
ขันทีหลิวออกมาแสดงต่อหน้าพวกทหาร
ทหารยามรับป้ายประจ าตัวมาตรวจสอบ จากนั้นก็ส ารวจเสื้อผ้า
ที่โม่จิ่วเยี่ยใส่อยู่ แล้วรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที่
“ขอท่านขันทีโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะเปิดประตูให้เดี๋ยวนี้
ขอรับ”
ประตูวังค่อย ๆ เปิดออก
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านรีบเดินเข้าไป
ส าหรับต าแหน่งที่ตั้งภายในวังหลวงนั้นสามารถบอกได้ว่า แม้โม่
จิ่วเยี่ยหลับตาก็ยังสามารถแยกแยะต าแหน่งต่าง ๆ ได้
ในวังมีขันทีและนางก านัลมากมาย การเห็นคนแปลกหน้าสอง
คนจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงไม่ได้พยายามหลบซ่อน
มากนัก เดินไปตามทางปูหินสีเขียวอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อเห็นกองทหารลาดตระเวนเดินผ่านไป เฮ่อจือหร่านก็ตรวจดู
รอบ ๆ ก่อนจะถามเสียงเบาว่า
“ท่านพี่ พวกเราจะไปที่ใดก่อน?”
“ข้าอยากไปต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยก่อน” โม่จิ่วเยี่ยตอบเสียง
เบาเช่นกัน
เฮ่อจือหร่านก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน หากไม่มีอะไรผิดพลาด
หยวนกุ้ยเฟยยังคงเชื่อว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนางจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นโม่จิ่วเยี่ยตั้งแต่เด็กก็เข้าออกที่พ านักของหยวนกุ้ย
เฟยอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับนาง
ตอนนี้สถานการณ์ภายในวังยังไม่แน่ชัด ไม่รู้ว่าจักรพรรดิซุ่นอู่
ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ วิธีที่ดีที่สุดคือหาคนคุ้นเคยมาสอบถาม เพื่อที่
พวกเขาจะได้รู้ก่อนจะด าเนินการขั้นต่อไป
ระหว่างทางพวกเขาพบกับหน่วยลาดตระเวนหลายกลุ่ม แต่ไม่มี
ใครสงสัยพวกเขา
ทั้งสองเดินทางมาถึงต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยได้อย่างราบรื่น
ภายนอกต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยดูเงียบเหงากว่าที่โม่จิ่วเยี่ยจ า
ได้ และเมื่อเดินมาทางนี้จ านวนทหารลาดตระเวนก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็น
ได้ชัด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจักรพรรดินีควบคุมต าหนักของหยวนกุ้ยเฟย
แล้ว หมายความว่าหยวนกุ้ยเฟยคงจะถูกกักขัง
และก็เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ ประตูใหญ่ของต าหนักปิดสนิท
เรื่องนี้ไม่มีอะไรแปลกเพราะเป็นเวลาดึก การที่ต าหนักของพระ
สนมจะปิดประตูก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
หยวนกุ้ยเฟยเป็นสนมที่มีต าแหน่งสูงส่ง แม้จะเป็นยามค ่าคืน
หน้าประตูต าหนักของนางก็มีสิทธิ์แขวนโคมไฟได้ถึงสี่ดวง
เหนือประตูใหญ่ของต าหนักมีโคมไฟสี่ดวงแขวนอยู่สูงลิบจริง ๆ
แต่สิ่งที่ท าให้ผู้คนสงสัย คือโคมไฟทั้งสี่ดวงนี้ไม่ได้ถูกจุดแสงเลย
สถานการณ์เช่นนี้มีความเป็นไปได้เพียงกรณีเดียว คือเมื่อพระ
สนมท าความผิดและอยู่ในช่วงถูกลงโทษ จักรพรรดิจะไม่เลือกพลิก
ป้ายชื่อของนาง
จากสถานการณ์ปัจจุบัน การที่หยวนกุ้ยเฟยได้รับการปฏิบัติ
เช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
ขุนนางทั่วราชส านักต่างรู้ดีว่าศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ
จักรพรรดินีก็คือหยวนกุ้ยเฟย เพราะทั้งสองนางต่างให้ก าเนิดโอรส
ให้แก่จักรพรรดิซุ่นอู่ และที่ส าคัญ โอรสทั้งสองต่างเคยเป็นหนึ่งใน
ตัวเลือกส าหรับต าแหน่งรัชทายาท
บัดนี้จักรพรรดินีมีอ านาจ ด้วยนิสัยผูกใจเจ็บของนาง การที่นาง
ไม่ท าอะไรกับหยวนกุ้ยเฟยต่างหาถึงจะเป็นเรื่องแปลก
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้อธิบายสิ่งเหล่านี้ให้เฮ่อจือหร่านฟัง แต่พานาง
อ้อมไปทางตะวันออกของต าหนัก
ที่นั่นอยู่ใกล้กับต าหนักบรรทมของหยวนกุ้ยเฟยมากกว่า แม้ว่า
หากเข้าไปแล้วอาจถูกคนพบเห็น แต่คนพวกนั้นล้วนเป็นคนสนิท
ของหยวนกุ้ยเฟย จะไม่เอารื่องการมาของพวกเขาไปพูดแน่
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือลานของต าหนักบรรทมนั้นเงียบเหงา
วังเวง ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกตอนเพิ่งเข้าไปในจวนตระกูลเฮ่อเลย
กุ้ยเฟยคือต าแหน่งในวังหลังที่รองจากจักรพรรดินีเท่านั้น แต่
ลานของต าหนักบรรทมกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน
หากไม่ใช่เพราะแสงเทียนที่ลอดออกมาจากหน้าต่างของห้อง
หลัก โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านคงคิดว่าที่นี่ถูกทิ้งร้างไปแล้ว
ด้วยเป็นที่พ านักของสตรี การที่โม่จิ่วเยี่ยซึ่งเป็นบุรุษภายนอกมา
ที่นี่ก็ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว หากจะบุ่มบ่ามเข้าไปในห้องอีก ก็คงเป็น
การท าลายชื่อเสียงของหยวนกุ้ยเฟย
เฮ่อจือหร่านก็เข้าใจกฎระเบียบโบราณเหล่านี้ดี นางจึงเดินมาที่
หน้าประตูห้องด้วยความเต็มใจ
นางหยิบห่อยาสลบออกมาจากอกเสื้อและก าไว้ในมือ
เตรียมพร้อมส าหรับยามฉุกเฉิน จากนั้นจึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อผลัก
ประตูเปิด
เหตุผลที่นางไม่เคาะประตู ส่วนหนึ่งเพราะกังวลว่าเสียงอาจจะ
รบกวนยามที่ลาดตระเวนอยู่ด้านนอก และอีกส่วนก็เพราะพวกเขายัง
ไม่แน่ใจว่าคนในห้องคือหยวนกุ้ยเฟยหรือไม่
ประตูไม่ได้ถูกลงกลอนจากด้านใน เฮ่อจือหร่านเพียงผลักเบา ๆ
ก็เปิดออกได้
เสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูที่เปิดออก ท าลายความเงียบสงัดของ
ราตรีกาล
ชั่วพริบตานั้นเสียงของหญิงชราคนหนึ่งก็ดังขึ้นว่า “ใครกัน?”
เฮ่อจือหร่านไม่สามารถระบุตัวตนของคนพูดได้ จึงไม่ได้ตอบไป
แต่ยืนอยู่ที่ประตูและอาศัยแสงสลัวที่ส่องออกมามองภายในห้อง
อย่างไรก็ตาม ตรงข้ามกับประตูมีฉากบังตาที่วาดภาพสาวงาม
บดบังสายตาของนางไว้
ทว่าผ่านฉากบังตานั้นไป นางก็ยังเห็นเงาเดินโซเซมาทางประตู
ขณะเดียวกัน เสียงชรานั้นก็ดังขึ้นอีก ซ ้ายังแฝงไปด้วย
ความรู้สึกจนใจและดูแคลน
“กุ้ยเฟยถูกพวกเจ้าทรมานจนเป็นเช่นนี้ แม้แต่จะลงจากเตียงก็
ไม่ได้ พวกเจ้ายังมาท าอะไรที่นี่อีก?”
เสียงของหวังมามาแม้จะไม่ดังนัก แต่โม่จิ่วเยี่ยที่ยืนอยู่นอกประตู
ก็ยังได้ยิน
เขาสาวเท้าเดินข้ามธรณีประตูเข้ามา ยืนอยู่ข้างกายเฮ่อจือห
ร่านแล้วเอ่ยถามด้วยน ้าเสียงทุ้มต ่าว่า “มามาบอกว่าเกิดอะไร
ขึ้นกับกุ้ยเฟยหรือ?”
โม่จิ่วเยี่ยมีความรู้สึกที่ดีต่อหยวนกุ้ยเฟยตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะเป็น
เพราะอีกฝ่ายเข้าใจผิดในตัวตนของเขา แต่รู้สึกที่ดีนั้นก็มีอยู่จริง
บัดนี้เมื่อได้ยินหวังมามาบอกว่าหยวนกุ้ยเฟยกระทั่งจะลงจาก
เตียงก็ยังท าไม่ได้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าต้องเป็นฝีมือของจักรพรรดินี
แน่นอน สิ่งนี้จุดไฟโทสะในใจของโม่จิ่วเยี่ยขึ้นมาทันที่
เสียงของโม่จิ่วเยี่ย หวังมามาก็คุ้นเคยดี
เพราะนางเชื่อว่าโม่จิ่วเยี่ยคือองค์ชายสามตัวจริงเช่นเดียวกับ
หยวนกุ้ยเฟย ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเขา นางย่อมจดจ าได้
อย่างแม่นย า
ตอนนี้หวังมามาเดินอ้อมออกมาจากหลังฉาก พอเห็นคนสองคน
ที่ยืนอยู่ตรงประตู นางก็ชะงักไป
เดิมทีคิดว่าคงเป็นคุณชายเก้าที่มาช่วยเหลือ ‘มารดาผู้ให้
ก าเนิด’ ของเขา แต่ปรากฏว่านางกลับดีใจเสียเปล่า
คนสองตรงหน้านี้ชัดเจนว่าเป็นขันทีข้างกายจักรพรรดินี
ดีที่นางมีไหวพริบเมื่อครู่จึงไม่ได้เรียกคุณชายเก้าออกมาก่อนจะ
เห็นตัวคน
หวังมามามีสีหน้าเปลี่ยนไป แม้ในใจจะหวาดกลัวคนตรงหน้า แต่
ก็รักษาท่าทีเอาไว้
นางพยายามยืดตัวให้ตรงและจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความ
โกรธเคือง
“กลับไปบอกนายของพวกเจ้าว่าหยวนกุ้ยเฟยจะไม่สิ้นไปง่าย ๆ
พระองค์จะยังรอดูจุดจบของคนชั่วช้าเช่นพวกเจ้า”
หวังมามาคิดว่าขันทีสองคนตรงหน้าเป็นคนที่จักรพรรดินีส่งมา
ตรวจสอบว่าหยวนกุ้ยเฟยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าการแต่งกายของตนเองและภรรยาท าให้หวังมามา
เข้าใจผิด จึงก้าวไปข้างหน้าเพื่ออธิบายว่า
“มามาจ าเสียงของข้าไม่ได้แล้วหรือ?”
เสียงนี้…
ชัดเจนว่าเป็นเสียงของคุณชายเก้า
แต่คนตรงหน้านางกลับเป็นขันทีคนหนึ่ง จะเป็นคุณชายเก้าได้
อย่างไร?
ขณะที่หวังมามาก าลังสงสัยอยู่นั้น โม่จิ่วเยี่ยก็เอ่ยอีกครั้ง
“มามา ข้าคือโม่จิ่วเยี่ย เพื่อจะเข้าวังได้อย่างราบรื่น ข้าจึงปลอม
ตัว”
ว่าแล้วเขาก็ยื่นแขนซ้ายออกมา ดึงแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เผยให้
เห็นรอยแผลเป็นขนาดไม่ใหญ่มากบนข้อมือ
“ท่านจ ารอยแผลนี้ได้หรือไม่? ตอนเด็ก ๆ เขากับหนานฉีเล่นกัน
อยู่ในอุทยาน แล้วพลาดล้มลงจนเกิดรอยแผลนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเป็น
ท่านที่ช่วยท าแผลให้ข้าด้วยตัวเอง”