ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 566 พี่ชายจู้เอ้อร์ผู้ทรงพลัง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 566 พี่ชายจู้เอ้อร์ผู้ทรงพลัง
หนานอวี่เป็นคนฉลาดเพียงใด?
“พี่สะใภ้เก้าวางใจได้ ข้ารู้ดีว่าการสร้างเขตปกครองต้องใช้เงิน
ในการสร้าง ข้าไม่มีความคิดอะไรทั้งนั้น”
ค าพูดสวยหรูใครก็พูดได้ เฮ่อจือหร่านไม่เชื่อว่าจะมีใคร
ต้านทานการล่อลวงของผลก าไรมหาศาลนี้ได้
อย่างไรก็ตาม นางกับโม่จิ่วเยี่ยก็ไม่มีอะไรต้องกังวล พวกเขามี
ระเบิดจ านวนมาก จุดนี้หนานอวี่ก็รู้ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเอาชนะ
หนานเจียงและชนเผ่าหมานอี๋ได้เมื่อหกปีก่อน
หนานอวี่ไม่ซักไซ้แสดงว่าเขามีสมองอยู่บ้าง เพราะถึงแม้เขาจะ
พูดอะไรออกมา สามีภรรยาโม่จิ่วเยี่ยก็ไม่มีทางมอบวิธีการท าระเบิด
ทั้งยังอาจท าให้คนอื่นรู้สึกหวาดระแวงอีกด้วย
พวกเขาเดินต่อไป ตลอดเส้นทางนี้ หนานอวี่ถามไม่หยุด
“พี่สะใภ้เก้า กระดาษสีขาวบริสุทธิ์ที่เห็นในตลาดมาจากที่นี่ใช่
หรือไม่?”
“ใช่แล้ว ซีเป่ยมีโรงผลิตกระดาษสองแห่ง กระดาษสีขาวที่ท่าน
พูดถึงนั้นใช้ส าหรับการเขียน และไม่นานมานี้ยังมีการสร้างโรงผลิต
กระดาษแห่งใหม่ขึ้นมา เรียกว่าผลิตกระดาษทิชชู่”
พูดถึงกระดาษทิชชู่ หนานอวี่ก็ไม่รู้สึกแปลกประหลาด เพราะ
ถังหมิงรุ่ยเป็นคนที่รู้วิธีจัดการสิ่งต่าง ๆ หลังจากได้รับสิทธิ์เป็นคน
จ าหน่ายกระดาษทิชชู่ไปไม่นาน เขาก็ส่งคนน ากระดาษทิชชู่แต่ละ
ชนิดมาให้หนานอวี่ทันที่
ถังหมิงรุ่ยรู้สึกว่ากระดาษทิชชู่นี้ใช้งานได้ดีมาก โดยเฉพาะเวลา
เข้าห้องสุขาแล้วใช้มัน…
“กระดาษทิชชู่นี่เป็นของที่ดีจริง ๆ” หนานอวี่อดชมออกมาไม่ได้
เมื่อก้าวเดินต่อไป ก็ถามต่อไป
“นี่คือโรงผลิตกระป๋องใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว ผลไม้บนภูเขาที่ซีเป่ยมีปริมาณมาก เพื่อสามารถ
จ าหน่ายออกไปยังวสถานที่ไกล ๆ ได้ ข้าจึงคิดค้นวิธีนี้ขึ้นมา”
“เช่นนั้นที่นี่คือโรงผลิตน ้าตาลหรือ? สถานที่ที่ท าน ้าตาล
ทรายขาวบริสุทธิ์นั่น?”
“ถูกต้อง ข้าเห็นว่าพื้นที่เพาะปลูกของหมานอี๋นั้นไม่เหมาะ
ส าหรับการปลูกพืชไร่ แต่อ้อยกลับมีผลผลิตสูงมาก ข้าจึงให้
ชาวบ้านแถบนั้นปลูกอ้อยมากขึ้น น ามาผลิตน ้าตาลทรายขาว”
หนานอวี่ฟังแล้วพยักหน้าไม่หยุด อีกทั้งในใจเขารู้ดีว่าโม่จิ่วเยี่ย
ไม่มีความคิดเช่นนี้แน่ ความคิดเหล่านี้ต้องเป็นของเฮ่อจือหร่าน
แน่นอน การได้ภรรยาที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ คนเป็นสามีจะยังต้องการ
อะไรอีก?
เมื่อนึกถึงวังหลังของตนเอง แม้จ านวนคนจะไม่มากนัก แต่พวก
นางรู้เพียงแต่งตัวสวยงามเพื่อยั่วยวนเขาทุกวัน…แต่มันก็ไม่มีทางอื่น
เขาก็ต้องท าเพื่อสืบทอดราชวงศ์ มิเช่นนั้นเขาคงไม่คิดสนใจหญิง
งามเหล่านั้น
ความคิดของหนานอวี่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาเข้าใจเรื่องการ
ท าหน้าที่ตามต าแหน่งดีที่สุด ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องเหล่านั้น เขา
มาซีเป่ยด้วยรู้สึกว่าในราชส านักไม่มีใครที่ตนเองสามารถพูดคุยได้
อย่างเปิดอกจึงนึกถึงโม่จิ่วเยี่ยขึ้นมา แม้การติดต่อระหว่างพวกท่านมี
ไม่มากนัก แต่ก็รักษาท่าทีความเท่าเทียมกันเสมอมา
นอกจากนี้ เขายังได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับซีเป่ย มีคน
กล่าวว่าการค้าขายของซีเป่ยนั้นเหนือกว่าต้าซุ่นหลายเท่า ยังมีคน
บอกเขาว่า ตอนนี้แหล่งสินค้าของพ่อค้าหลวงแห่งราชวงศ์ต้าซุ่นถังห
มิงรุ่ย ล้วนมาจากซีเป่ยทั้งสิ้น เขาจึงอยากมาดูว่าโม่จิ่วเยี่ยและภรรยา
ท าได้อย่างไรในเวลาเพียงไม่กี่ปี
จุดประสงค์ที่ส าคัญที่สุดคือเขาต้องการให้ประชาชนใต้การ
ปกครองของตนมีชีวิตที่ดีขึ้น หลายสิ่งที่เขาคิดไม่ถึง บางทีเมื่อมา
เยือนซีเป่ยอาจจะเกิดความกระจ่างขึ้นมาก็ได้
และความจริงแล้วมันก็เป็นเช่นนั้น เขาได้เห็นโรงผลิตเกลือ โรง
ตัดเย็บเสื้อผ้า โรงผลิตผักดอง โรงกลั่นสุรา โรงผลิตชา และอื่น ๆ อีก
มากมายในซีเป่ย ไม่เพียงโรงผลิตเหล่านี้ที่สามารถสร้างผลก าไร
อย่างไม่จ ากัดเท่านั้น แม้แต่สภาพแวดล้อมของซีเป่ยก็เป็นสิ่งที่ต้าซุ่น
ไม่สามารถเทียบได้
อีกอย่าง เขาแทบไม่เห็นที่ดินว่างเปล่าในซีเป่ยเลย แม้แต่ภูเขา
โดยรอบก็ถูกน ามาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมทั้งหมด
บ้านเรือนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่เป็นโครงสร้างจากอิฐและกระเบื้อง
ทั้งหมด กระทั่งความหรูหราก็ไม่แพ้ย่านคนรวยในเมืองหลวง
แน่นอนว่าการพูดถึงความหรูหรานี้หมายถึงแค่รูปแบบของบ้าน
เท่านั้น ในแง่ของขนาดพื้นที่ ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเหล่านี้ยังไม่
สามารถเทียบกับเรือนของขุนนางในเมืองหลวง
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว แต่เหตุใดเขาจึงยังต้องเหน็ดเหนื่อยทั้งกาย
ใจทุกวันในฐานะจักรพรรดิ?
ไม่ใช่เพื่อให้ประชาชนของต้าซุ่นมีชีวิตที่ดีขึ้นหรอกหรือ?
แม้ว่าเขาจะไม่สามารถเลียนแบบวิธีการหาเงินทั้งหมดของสามี
ภรรยาโม่จิ่วเยี่ยได้ แต่ก็ยังมีหลายสิ่งที่คุ้มค่าแก่การเรียนรู้ หลัง
กลับไปแล้ว เขาก็จะส่งเสริมให้ประชาชนบุกเบิกที่ดินรกร้างให้มาก
ขึ้น เปลี่ยนที่ดินที่ถูกทิ้งร้างเหล่านั้นให้กลายเป็นสมบัติอันมีค่า
โดยเร็ว
ส าหรับพันธุ์ธัญพืชที่ให้ผลผลิตสูงเหล่านี้ โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือห
ร่านไม่เคยตระหนี่ ตราบใดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพืชเศรษฐกิจของซี
เป่ย พวกเขาก็สามารถมอบให้แก่หนานอวี่เพื่อเป็นการสร้างไมตรีได้
ความจริงพวกเขาก็ท าเช่นนี้มานานแล้ว ตอนนี้ในเขตต้าซุ่นก็
ก าลังเพาะปลูกพืชที่ให้ผลผลิตสูงอยู่ ไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน
ของชาวบ้านหรือในท้องพระคลัง ต่างก็มีพืชพันธ์ุุส ารองไว้แม้ใน
ยามที่เกิดทุพภิกขภัยเป็นครั้งคราว ราชส านักไม่เพียงจัดสรรเสบียง
บรรเทาทุกข์ได้มาก แต่ประชาชนเองก็สามารถช่วยเหลือตนเองได้
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงหลายปีที่หนานอวี่ขึ้นครองราชย์ จึงไม่เคยมมี
ปรากฏการณ์ที่ประชาชนอดตายอีกเลย
แม้ต้าซุ่นจะไม่ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดเหมือนซีเป่ย แต่แค่
ประชาชนไม่ต้องอดตายก็แสดงให้เห็นถึงผลงานอันโดดเด่นของหนา
นอวี่แล้ว
นอกจากนี้ ในเขตของต้าซุ่นก็มีพื้นที่ทุ่งหญ้าด้วย หลังจาก
กลับไปแล้ว เขาก็ต้องเอาอย่างโม่จิ่วเยี่ยและคนอื่น ๆ ส่งเสริมให้
ประชาชนเลี้ยงม้า วัว และแกะจ านวนมาก ๆ เนื่องจากในพื้นที่ซี
เป่ยรวมถึงดินแดนของชนเผ่าหมานอี๋มีการเลี้ยงม้า วัว และแกะ
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนานอวี่จึงได้ยกเลิกกฎห้ามฆ่าวัวไถนาแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยเคยรายงานว่าวัวที่พวกเขาเลี้ยงนั้นเป็นวัวเนื้อ ซึ่งมีไว้
ส าหรับให้ผู้คนบริโภค
อีกทั้งเขาก็ได้ลิ้มลองเนื้อวัวแห้งที่ส่งมาจากซีเป่ยหลายครั้ง
รสชาติของมันวิเศษสุด ๆ อร่อยกว่าเนื้อหมูที่เขากินเป็นประจ ามาก
นัก
หนานอวี่สามารถน าข้อดีมาชดเชยข้อเสียได้ เขาไม่เคยปล่อย
ให้กฎเกณฑ์เก่า ๆ ที่ไร้เหตุผลมากระทบความคิดของตนเอง
เรื่องการเลี้ยงวัวเนื้อ เขาก็ตั้งใจจะหารือกับโม่จิ่วเยี่ยในครั้งนี้ด้วย
เพื่อน าลูกวัวไปจ านวนหนึ่ง เพื่อให้ชาวบ้านในเขตต้าซุ่นสามารถ
เลี้ยงสัตว์ได้บ้าง
สรุปแล้ว หลังจากหนานอวี่ได้ติดตามสามีภรรยาโม่จิ่วเยี่ยไป
เที่ยวชมซีเป่ยรอบหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าเขาได้รับประโยชน์อัน
มหาศาล
แม้เขาจะปลอมตัวออกเดินทาง แต่ก็ยังเป็นองค์จักรพรรดิผู้สูงส่ง
ของประเทศ โม่จิ่วเยี่ยจึงต้องต้อนรับด้วยมาตรฐานสูงสุด
แม้ว่าถนนการค้าซีเป่ยจะมีอาหารอร่อย ๆ มากมาย แต่ทุกคน
ต่างรู้ดีว่าอาหารเหล่านี้ยังคงมีความแตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับ
อาหารที่ห้องเครื่องท า
หนานอวี่จะพักอยู่ในวังหลวง ดังนั้นการทานอาหารก็จะอยู่ในวัง
หลวงเช่นกัน
เดินมานานขนาดนี้ ทุกคนก็เหนื่อยกันพอสมควร โม่จิ่วเยี่ยจึง
เสนอให้กลับไปพักผ่อนที่จวนอ๋อง
เพิ่งเดินเข้าจวนอ๋อง เลี้ยวผ่านระเบียงทางเดินไปไม่กี่ครั้งก็ได้ยิน
เสียงเด็ก ๆ ดังขึ้น
“พี่ชายจู้เอ๋อร์เก่งจริง ๆ…”
“พี่ชายจู้เอ๋อร์เก่งมาก…”
ณ กลางลานที่กว้างใหญ่ บนเวทีประลองยุทธ์ เด็กชายตัวน้อยที่
อายุราวหกเจ็ดขวบก าลังยืนอยู่
จู้เอ้อร์ยืนตัวตรง มือถือดาบยาวที่เหมาะกับรูปร่าง ใบหน้าเคร่ง
ขรึมจ้องมองเด็กมากมายที่อยู่ด้านล่างเวที่
“ยังมีใครท้าข้าประลองอีกหรือไม่?” แม้เสียงนั้นจะยังฟังดูเด็ก แต่
น ้าเสียงกลับแฝงไว้ซึ่งความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่มี
อ านาจ
ด้านล่างเวที่ เด็ก ๆ ราวยี่สิบกว่าคนต่างเงยหน้ามองขึ้นไปบนเวที่
ดวงตาเต็มไปด้วยแววชื่นชม
ตอนนั้นเอง อวี่เอ๋อร์ก็ถือตะกร้าผลไม้เดินมาทางนี้
“ซื่อจื่อ ท่านพาบรรดาคุณชายคุณหนูฝึกฝนมาตลอดทั้งบ่าย
แล้ว มาทานผลไม้ดับกระหายสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”