ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 6 เรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับเจ้ำใช่หรือไม่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 6 เรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับเจ้ำใช่หรือไม่
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ สิ่งสาคัญที่สุดคือเรา
ต้องเตรียมตัวรับมือ หากทุกคนในจวนถูกโทษประหาร คงได้แต่
ยอมรับชะตำกรรม แต่หากถูกเนรเทศ เราต้องนาเงินติดตัวไปไว้บ้ำง
เพื่อไม่ให้อดตำยระหว่างทำง”
“ท่านแม่ ข้ามีเงินส่วนตัวอยู่สามร้อยตำลึง หากพวกเราใช้จ่ำย
อย่ำงประหยัดระหว่างเดินทำง อาจจะเพียงพอ” พี่สะใภ้หกบอก
หลังพูดถึงเรื่องเงินส่วนตัว พี่สะใภ้แปดกลับร้อนรนขึ้นมา
เล็กน้อย
“ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นคนเช่นไร ข้าชื่นชอบของอร่อย ดังนั้น
จึงใช้เงินที่ได้รับทุกเดือนไปซื้อของว่างจนเกือบหมดแล้ว แต่ข้ายังมี
เครื่องประดับสองสามชิ้น คิดว่าสามารถนาไปแลกเป็นเงินได้”
“ข้ามีสิ่งของมีค่ำอยู่บ้ำง จะนาพวกมันไปแลกเป็นตั๋วเงินทั้ง
หมดแล้วนาติดตัวไป”
ลูกสะใภ้แต่ละคนบอกกล่าว คนหนึ่งเอ่ยจบอีกคนก็พูดตำม ต่ำง
ช่วยกันแจกแจงทรัพย์สินของตนอย่ำงแข็งขัน
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านสบตำกัน
ทั้งคู่ต่ำงรู้ดีว่าถึงแม้บรรดำพี่สะใภ้จะมีทรัพย์สินส่วนตัว แต่
สิ่งของเหล่านี้ก็ไม่ต่ำงกับตั๋วเงิน องค์จักรพรรดิคงไม่ยอมให้พวกเขำ
นาออกไปได้อย่ำงเปิดเผย
หากเป็นเช่นนั้น การที่พวกนางขนข้าวของในบ้ำนไปเท่ำกับไร้
ประโยชน์แล้ว
“พี่สะใภ้ทั้งหลาย ข้ารู้ว่าพวกท่านมีเจตนาดี แต่ในเวลานี้คงสาย
เกินไปที่จะเปลี่ยนสิ่งของเหล่านั้นเป็นตั๋วเงิน”
คำพูดของโม่จิ่วเยี่ยราวกับสายน้ำเย็นราดรดใส่ร่ำงของพี่สะใภ้
ทั้งแปด
ทุกคนเริ่มหมดหนทำง
“น้องเก้ำ เช่นนั้นจะทำอย่ำงไร สิ่งของที่พวกเรามีถึงแม้ไม่ได้มีค่ำ
อะไร แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนเลวพวกนั้นจะมาเอาไปได้ง่ำย ๆ” ด้วยความ
ร้อนใจ พี่สะใภ้หกถึงกับกล่าวอย่ำงหยาบคำย
สาหรับเรื่องนี้ โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้มองข้าม เพียงแต่เขำยังคิดไม่ตก
เช่นกัน
ขณะที่ทุกคนยังคิดไม่ออกว่าจะทำเช่นไร เฮ่อจือหร่านพลันเอ่ย
ขึ้น
“ท่านแม่ พี่สะใภ้ ข้าขอเสนอให้พวกเราทุกคนตัดเย็บถุงติดตัว
คนละใบ นาสาลีมาห่อตั๋วเงินไว้ด้านใน สาลีนั้นค่อนข้างนุ่มฟู แม้มี
คนมาค้นตัวก็ไม่อาจจะคลาเจอ ส่วนสิ่งของมีค่ำอื่น ๆ พวกเราค่อย
หาวิธีซ่อนมันทีหลังได้”
ฮูหยินผู้เฒ่ำกล่าวเห็นด้วย “จริงด้วย คุณหนูเฮ่อพูดมีเหตุผล รีบ
ทำตำมที่นางพูดเถอะ ทุกคนกลับไปเตรียมตัวกันได้แล้ว”
ตำมมารยาทแล้ว เมื่อนายหญิงซึ่งเป็นแม่สามีสั่งความมาเช่นนี้
ทุกคนควรรีบกลับไปทำตำม ทว่าหมอหลวงกลับยังมารักษำบาดแผล
ให้โม่จิ่วเยี่ยไม่ถึง เหล่ำสะใภ้จึงยังกังวลเรื่องอาการของเขำและไม่คิด
จะกลับไป
ปกติแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ำมักให้ความเมตตำบรรดำลูกสะใภ้ จึงไม่
ถือสาท่ำทีเช่นนี้ของพวกนาง
แต่เพราะสถำนการณ์ตอนนี้เร่งด่วนมาก จึงไม่ใช่เวลาจะปล่อย
ให้พวกนางทำตำมใจได้อีก
ด้วยเหตุนี้ ฮูหยินผู้เฒ่ำจึงเอ่ยเสียงเย็นชำ “อย่ำมัวรีรออยู่เลย
กลับไปเตรียมตัวกันเดี๋ยวนี้”
ดังนั้น ลูกสะใภ้ทั้งแปดจึงจำใจทยอยเดินออกไป
หลังจากพวกนางกลับไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ำมองโม่จิ่วเยี่ยอีกครั้ง
“คนออกไปตำมหมอหลวงนานแค่ไหนแล้ว แม่กับพวกพี่สะใภ้
ของเจ้ำมาที่นี่ก็ร่วมชั่วยามหนึ่งแล้ว เหตุใดหมอหลวงยังมาไม่ถึงอีก”
ทันทีที่นางพูดจบ บรรดำบ่ำวรับใช้ที่ออกไปตำมหมอหลวงก็
ทยอยกันกลับมา
ข่ำวคราวที่พวกเขำนามาล้วนเป็นข้ออ้ำงของหมอหลวงต่ำง ๆ
นานาว่าไม่สามารถมาช่วยรักษำให้โม่จิ่วเยี่ยได้
เฮ่อจือหร่านนับนิ้วก็สามารถคิดหาสาเหตุของเรื่องได้ นั่นคือ
องค์จักรพรรดิไม่ต้องการให้โม่จิ่วเยี่ยถูกรักษำ หรืออาจไม่ต้องการ
ให้เขำรอดชีวิตกระทั่งไปจากเมืองหลวงได้ จึงจงใจสั่งให้หมอหลวงทำ
เช่นนี้
เรื่องเช่นนี้ โม่จิ่วเยี่ยคำดเดำได้ล่วงหน้ำแล้ว จึงไม่มีท่ำทำง
ผิดปกติใด ๆ ออกมา
แต่เพื่อทำให้มารดำอุ่นใจ เขำจึงกล่าวว่า “ท่านแม่ บาดแผลของ
ข้าไม่มีปัญหาอะไรมาก ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”
ฮูหยินผู้เฒ่ำเป็นคนคิดรอบคอบ ในเมื่อสถำนการณ์มาถึงขั้นนี้
ต่อให้เป็นห่วงอาการบาดเจ็บของบุตรชายก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้
แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากสภำพร่างกายของโม่จิ่วเยี่ยในเวลานี้ คงไม่มี
อะไรที่น่ำกังวลใจนัก
“เช่นนั้น ข้าจะกลับไปเตรียมตัวก่อน”
แต่อย่ำงไรก็ตำม โม่จิ่วเยี่ยก็ถูกลงโทษโบยห้ำสิบทีจริง ๆ หาก
เขำต้องการจะลุกเดินจึงยังลาบำกอยู่บ้ำง
เฮ่อจือหร่านอาสายืนส่งฮูหยินผู้เฒ่ำกลับเรือนไป
ขณะกำลังเดินกลับเข้ามาในห้อง นางพลันใช้แขนเสื้อปกปิดไว้
หยิบสัญญำซื้อขำยตัวสองฉบับออกมาจากพื้นที่มิติ
ฉบับหนึ่งเป็นของเฉี่ยวอวี้ อีกฉบับหนึ่งเป็นของสาวใช้ที่ติดตำม
เข้ามาด้วยกันอีกคน
“องค์จักรพรรดิทรงมีพระราชโองการให้เนรเทศคนจวนฮู่กั๋วกง
ระหว่างทำงห้ำมนาบ่ำวรับใช้ติดตำมไปด้วย ข้าตั้งใจจะคืนสัญญำซื้อ
ขำยตัวให้สาวใช้ที่ติดตำมข้ามาด้วย เพื่อปล่อยพวกนางให้มีอิสระ”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้คัดค้ำน เนื่องจากชายหนุ่มเองก็มีความคิดเช่นนี้
อยู่แล้ว
“อืม ทำตำมที่เจ้ำเห็นว่าเหมาะสมเถอะ”
ขณะโม่จิ่วเยี่ยกำลังจะกล่าวบำงอย่ำง เวรยามก็วิ่งเข้ามารายงำน
ด้วยความตื่นตระหนก
“รายงำนท่านกั๋วกง ห้องเก็บของของจวนถูกโจรปล้น สิ่งของ
ทั้งหมดล้วนถูกลักขโมย เหลือเพียงชั้นวางว่างเปล่ำขอรับ”
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองวิ่งตำมมาด้วยสีหน้ำตื่นตกใจเช่นกัน
“น้องเก้ำ ข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ไปที่ห้องครัวเพื่อจัดเตรียมเสบียง
แต่ของในห้องครัวกลับหายไปหมดแล้ว”
“น้องเก้ำ จวนของเราคงถูกคนบุกขโมยแล้ว”
หลังเหล่ำพี่สะใภ้กล่าวว่าจวนฮู่กั๋วกงถูกโจรปล้น เฮ่อจื่อหร่านก็
รู้สึกละอายเล็กน้อย เพราะแท้จริงแล้ว นางคือ ‘โจร’ ที่พวกพี่สะใภ้เอ่ย
ถึง
ทว่าไม่นานนางก็รู้สึกเบำใจ เพราะอย่ำงไรก็ไม่ได้ตั้งใจจะขโมย
ของไปเสียจริง ๆ สิ่งที่นางทำทั้งหมดก็เพื่อพวกเขำ
หลังจากฟังเรื่องราวต่ำง ๆ โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกสับสนไม่แพ้กัน
แม้ว่าในเร็ว ๆ นี้จวนฮู่กั๋วกงจะถูกยึดและเนรเทศคนไป ทว่าเรื่อง
นี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง
บรรดำเวรยามล้วนยังลาดตระเวนตำมปกติ จึงไม่ต้องคิดถึงเรื่อง
การขโมยของจากห้องเก็บของจนหมด แค่การลักขโมยเล็ก ๆ น้อย
ๆ ก็ยังเป็นไปได้ยาก
อีกทั้งสัญชำตญำณบอกเขำว่าเฮ่อจือหร่านต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับเรื่องนี้
เพราะการกระทำของสตรีนางนี้ช่ำงชวนให้ผู้คนฉงนใจยิ่งนัก
ชายหนุ่มโบกมือให้ทหารเวรยาม “เจ้ำออกไปก่อน เรื่องนี้ข้าจะ
ตรวจสอบด้วยตนเอง”
“น้องเก้ำ แล้วเรื่องของในห้องครัวเล่ำ” พี่สะใภ้ถำม
โม่จิ่วเยี่ยตอบ “พี่สะใภ้ ของหายไปก็ไม่เป็นไร อย่ำงไรเราก็เอา
ไปด้วยไม่ได้อยู่แล้ว แทนที่จะให้ของเหล่านั้นถูกขนไปคลังของศัตรู
สู้ปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือโจรน้อยยังจะมีประโยชน์เสียกว่า”
สะใภ้ใหญ่เหมือนจะเห็นด้วยกับคำพูดของโม่จิ่วเยี่ย นางพยัก
หน้ำจริงจัง “น้องเก้ำพูดถูกเช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้ากับน้องสะใภ้
รองจะไปเตรียมตัวก่อน”
หลังจากสองพี่สะใภ้ออกไปแล้ว ในห้องจึงเหลือเพียงโม่จิ่วเยี่ย
กับเฮ่อจือหร่าน
แววตำอันลึกลับของชายหนุ่มจ้องมองนางไม่วางตำ
ทว่าเฮ่อจือหร่านซึ่งเผชิญหน้ำกับดวงตาเฉียบคมของเขำ กลับ
ไม่มีท่ำทีจะหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ครู่หนึ่ง โม่จิ่วเยี่ยจึงเอ่ยถำมว่า “เรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับเจ้ำ
ใช่หรือไม่”
คำพูดนี้ฟังเพียงผิวเผินอาจเหมือนเป็นคำถำม แต่แท้จริงกลับมี
ความหมายเพื่อเป็นการยืนยัน
แม้ว่าในชำติก่อน เฮ่อจือหร่านจะฝึกฝนจิตใจไม่ให้หวั่นไหวกับ
สิ่งใด แต่ตอนนี้นางยังรู้สึกสับสนอยู่บ้ำง
เหตุผลนั้นไม่ใช่อื่นใด แต่เป็นเพราะน้ำเสียงของโม่จิ่วเยี่ย นางจึง
สามารถตัดสินได้ว่า อีกฝ่ำยต้องมั่นใจมากว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือนาง
ในสถำนการณ์เช่นนี้ นางต้องรับมืออย่ำงไรเล่ำ
ชั่วขณะนั้น เฮ่อจือหร่านยังคิดไม่ได้ว่าควรอธิบำยอย่ำงไร
แม้ประวัติศำสตร์จะบันทึกว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็นคนซื่อสัตย์ กระนั้น
ระหว่างพวกนางก็ยังไม่ถือว่ารู้จักกันจนดีพอ นางย่อมไม่สามารถ
บอกเขำได้ว่าตนเองมีมิติลับอยู่
บทที่ 7 พำเจ้ำไปยังที่ที่มีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้
ขณะเฮ่อจือหร่านกำลังลังเลว่าจะปฏิเสธเรื่องนี้อย่ำงไร โม่จิ่วเยี่ย
พลันเอ่ยขึ้น
“มนุษย์ทุกคนล้วนมีความลับ หากเจ้ำไม่ต้องการจะบอก ข้าก็จะ
ไม่ซักไซ้ ตอนนี้สกุลโม่อยู่ในสภำพย ่ำแย่ มารดำข้ากับเหล่ำพี่สะใภ้
ล้วนเป็นคนที่น่ำสงสาร ข้าเพียงอยากให้เจ้ำอย่ำได้คิดทำเรื่องไม่ดี”
เมื่อเผชิญหน้ำกับศัตรูที่ยากคำดเดำเช่นนี้ โม่จิ่วเยี่ยจึงไม่กล้ำ
และไม่ต้องการจะเสี่ยงดวง ไม่ว่าตัวเขำจะเกิดอะไรขึ้นก็ตำม แต่ไม่
สามารถนาชีวิตของทุกคนในจวนมาเดิมพันได้
เขำเพียงหวังว่าคำพูดจริงใจของตนเองจะสามารถทำให้เฮ่อจือห
ร่านตระหนักได้ หากนางมีเจตนาคิดร้ำยจริง ๆ โม่จิ่วเยี่ยหวังว่าอีก
ฝ่ำยจะเห็นแก่ความน่ำสงสารของบรรดำพี่สะใภ้ และปล่อยพวกนาง
ไป
ความสงสัยของโม่จิ่วเยี่ย เฮ่อจือหร่านสามารถเข้าใจได้
เพราะในท้ำยที่สุดแล้ว การกระทำของนางยังแปลกประหลาด
จนเกินไป หากโม่จิ่วเยี่ยไม่นึกสงสัยต่ำงหาก จึงจะยิ่งทำให้นางกังวล
มากขึ้น
“ข้าไม่ได้คิดร้ำยต่อสกุลโม่ ท่านวางใจได้”
หลังมองโม่จิ่วเยี่ย นางเห็นว่าอีกฝ่ำยได้เปิดเผยความในใจตัวเอง
ออกมาแล้ว ดังนั้นเฮ่อจือหร่านรู้สึกว่าตนเองก็สามารถเปิดเผยตัวตน
ได้เช่นกัน
หนทำงการเนรเทศนั้นยาวไกล สักวันนางจะต้องนาเสบียงที่เก็บ
ไว้ในมิติลับออกมาใช้ ย่อมไม่สามารถคิดหาข้ออ้ำงได้ตลอดเวลา
นางปรารถนาจะช่วยให้ชายหนุ่มรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้
แต่ก็ไม่อยากใช้สมองทั้งหมดไปกับการหาข้ออ้ำงเพื่อปกปิด
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสติปัญญำของโม่จิ่วเยี่ย คงไม่ใช่เรื่องง่ำยที่จะ
ปิดบังความจริงจากเขำ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฮ่อจือหร่านจึงค่อย ๆ เอ่ยขึ้น
“คนทุกคนล้วนมีความลับ ข้าเองก็มี และเชื่อว่าท่านก็เช่นกัน
ตำมที่กล่าวไปเมื่อครู่ ข้าไม่ได้คิดร้ำยกับสกุลโม่ ดังนั้นหวังว่าท่านจะ
ให้เกียรติ ไม่ซักถำมความลับของข้า ข้าขอยอมรับตำมตรงว่าการที่
จวนฮู่กั๋วกงถูกปล้นเกี่ยวข้องกับข้าจริง ๆ แต่เจตนาของข้ามีอยู่สอง
ข้อ ข้อแรกคือข้าไม่ต้องการให้ศัตรูได้สิ่งของเหล่านั้นไปได้อย่ำงง่ำย
ๆ และอีกข้อคือ เพื่อเป็นเสบียงซึ่งจะช่วยให้การถูกเนรเทศไม่ลาบำก
เกินไป”
เฮ่อจือหร่านอธิบำยเพียงเท่านี้ ไม่อาจพูดได้มากกว่านี้อีก
เพราะหากโม่จิ่วเยี่ยซักถำมไม่เลิก นางต้องเลือกไปจากที่แห่งนี้
เฮ่อจือหร่านมั่นใจว่าด้วยความสามารถของนาง ย่อมสามารถใช้
ชีวิตอย่ำงสุขสบำยได้ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตำม ไม่จำเป็นต้องมาจมปลัก
ที่นี่ ซ้ำยังถูกตั้งคำถำมบ่อยครั้งอีก
ส่วนชีวิตของคนสกุลโม่หลังจากนั้น นางก็หมดหนทำงจะช่วย
แล้ว…
ผ่านไปนาน โม่จิ่วเยี่ยจึงเอ่ยขึ้นอย่ำงหนักแน่น “ข้าสัญญำว่าจะ
ไม่ถำมเรื่องความลับของเจ้ำอีก”
สัญชำตญำณของชายหนุ่มบอกว่าสตรีผู้นี้ไม่ได้พูดปด
อีกทั้งการกระทำของนางล้วนทำไปเพื่อช่วยเหลือจวนฮู่กั๋วกง
ไม่ได้คิดร้ำยซ้ำเติมคนแต่อย่ำงใด
ส่วนเรื่องที่นางขนย้ำยสิ่งของออกไปได้อย่ำงไรนั้น แม้โม่จิ่วเยี่ยอ
ยากจะรู้มากเพียงใดก็อดกลั้นไม่ให้เอ่ยปำกถำม
คนทั้งสองเอ่ยสัญญำระหว่างกัน บรรยากำศในห้องหอพลันเงียบ
สงบลงชั่วขณะ
ไปนาน โม่จิ่วเยี่ยจึงถำมว่า “ในเมื่อเจ้ำสามารถจะขนย้ำยสิ่งของ
จากห้องเก็บของได้เช่นนั้น หากข้าพำเจ้ำไปยังที่ที่มีทรัพย์สมบัติ
มากกว่านี้ เจ้ำจะนาข้าวของออกไปได้หรือไม่”
เฮ่อจือหร่านได้ยินว่ายังมีทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ ดวงตาพลัน
เปล่งประกำย
แม้พื้นที่ในมิติลับของนางจะเต็มไปด้วยสิ่งของต่ำง ๆ แล้ว แต่ก็
เป็นสิ่งของที่ไม่มีประโยชน์มากนัก
หลังจากถูกเนรเทศไป ผู้ใดจะรู้ว่าต้องเผชิญกับสถำนการณ์
ฉุกเฉินอะไรบ้ำง การมีทรัพย์สินอยู่ในมือมาก ๆ จึงสาคัญที่สุด
ทั้งนางยังเชื่อในตัวของโม่จิ่วเยี่ยเช่นกัน ในเมื่อเขำสัญญำว่าจะ
ไม่ถำมหาความลับของนางอีก ชายหนุ่มย่อมไม่เอ่ยถำมแน่นอน
ตราบใดที่เขำไม่ซักไซ้ แม้จะใช้พื้นที่มิติปิดหูขโมยกระดิ่ง*[1] ก็
ยังดีเสียกว่า
อย่ำงน้อยนางจะได้ไม่ต้องมีเรื่องให้เก็บงำมากเกินไป
“ท่านจะพำข้าไปที่ใด”
โม่จิ่วเยี่ยรับรู้ทันทีว่าสตรีผู้นี้พร้อมใจจะช่วยแล้ว
“ข้าตั้งใจจะขโมยของจากท้องพระคลัง ตราบใดที่เจ้ำขนย้ำย
สิ่งของออกไปได้ เรื่องเข้าไปก็ให้เป็นหน้ำที่ของข้า”
“ท้องพระคลังหรือ!?”
เฮ่อจือหร่านตกใจ นางไม่เคยคำดคิดมาก่อนว่าความโลภของ
โม่จิ่วเยี่ยจะมีมากกว่านางเสียอีก เขำถึงกับขโมยของจาก
ท้องพระคลังเสียแล้ว
เพียงแต่พื้นที่ในมิติลับของนางนั้นเล็กเกินไป คงใส่สิ่งของมีค่ำ
มากมายขนาดนั้นไม่ได้
เมื่อเห็นเฮ่อจือหร่านกำลังลังเล โม่จิ่วเยี่ยจึงถำมว่า “เป็นอะไร
หรือเจ้ำไม่กล้ำ”
“ข้าจะไม่กล้ำได้อย่ำงไร ข้าเพียงคิดว่าสิ่งของมากมายใน
ท้องพระคลังนั้น พวกเราจะนาพวกมันไปเก็บที่ใด”
“เก็บหรือ” โม่จิ่วเยี่ยพลันอยากเอ่ยถำม
เฮ่อจือหร่านตอบกลับอย่ำงรวดเร็ว “ท่านสัญญำแล้วว่าจะไม่
ถำม”
“ขออภัย ล่วงเกินไปแล้ว” โม่จิ่วเยี่ยกล่าวอย่ำงเปิดเผย รีบขอ
โทษนาง
ความคิดของเฮ่อจือหร่านจมเข้าสู่พื้นที่ในมิติลับ นางมองเวลา
พบว่าตอนนี้เป็นเวลาตีสองแล้ว
ช่วงเวลาที่พระราชโองการเนรเทศและยึดทรัพย์กำลังใกล้เข้า
มาแล้ว
“ท่านรอข้าก่อน”
นางหันหลังเดินตรงไปยังห้องข้าง
จิตสานึกพลันพำเข้าสู่มิติลับอีกครั้ง เฮ่อจือหร่านปวดใจเมื่อต้อง
นาสิ่งของที่ไม่สาคัญบำงส่วนออกมา และวางทิ้งไว้เต็มห้องข้าง
ทว่าถึงแม้จะปวดใจ แต่เมื่อคิดว่าสามารถใช้สิ่งเหล่านี้
แลกเปลี่ยนกับสมบัติในท้องพระคลังได้ นางก็โล่งใจแล้ว
หลังกลับเข้ามาในห้องหอ นางจ้องมองโม่จิ่วเยี่ยซึ่งนั่งอยู่บนเตียง
“ท่านยังเดินไหวหรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยลุกขึ้นสวมรองเท้ำอย่ำงว่องไว ปิดซ่อนสีหน้ำเจ็บปวด
ของเขำไม่ให้นางเห็น
เฮ่อจือหร่านกล่าวอย่ำงห่วงใย “ข้ามีความรู้ด้านการแพทย์ ขอ
ข้าดูอาการท่านก่อนเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยกลับปฏิเสธ “ไม่เป็นไร พวกเราต้องรีบแล้ว”
ชายหนุ่มรีบเปิดตู้เสื้อผ้ำ หยิบชุดดำออกมา
ชุดหนึ่งส่งให้เฮ่อจือหร่านและอีกชุดให้ตนเอง
ชุดนี้เป็นของโม่จิ่วเยี่ย เฮ่อจือหร่านสวมแล้วค่อนข้างตัวใหญ่
แต่ก็ไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของนาง
โม่จิ่วเยี่ยคว้ำกระบี่อ่อนซึ่งแขวนอยู่บนกำแพง จับมือเฮ่อจือห
ร่านกระโดดออกทำงหน้ำต่ำงไปด้วยกัน
สองเท้ำเฮ่อจือหร่านเพียงแตะพื้น กลับรู้สึกว่าร่างกายกระโดด
ลอยขึ้นอีกครั้ง
วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่คนรุ่นหลังยกย่องสรรเสริญ วิชำตัวเบำของ
เขำมีชื่อเสียงไม่เป็นสองรองผู้ใดจริง ๆ
เขำกระโดดขึ้นลงไม่กี่ครั้ง ก็สามารถทะยานออกนอกอาณำเขต
จวนได้
เฮ่อจือหร่านคิดว่าในชำติก่อนทักษะของตนนั้นเยี่ยมยอดมาก
แต่ก็เป็นเพียงการเรียนรู้วิชำต่อสู้ประชิดตัว เมื่อเทียบกับฝีมือของ
บุรุษตรงหน้ำ เกรงว่าคงห่ำงชั้นกันหลายขุม
ในขณะเฮ่อจือหร่านชื่นชมโม่จิ่วเยี่ยอยู่ อีกฝ่ำยก็พำนางมายัง
ลานในบ้ำนร้ำงแห่งหนึ่ง
เฮ่อจือหร่านฉงนใจ เอ่ยถำมเสียงเบำว่า “ท้องพระคลังที่ท่านเอ่ย
ถึงคือที่นี่หรือ”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ตอบ เพียงนาทำงนางเข้าไปในห้องหนึ่ง
เขำเดินตรงไปยังเตำผิงที่สภำพทรุดโทรม ลงมือแซะก้อนอิฐ
ออกมาสองสามก้อน ก็จะปรากฏช่องทำงมืดสนิทต่อหน้ำคนทั้งสอง
โม่จิ่วเยี่ยอธิบำยเบำ ๆ ว่า “ที่นี่คือทำงลับไปยังท้องพระคลัง”
เฮ่อจือหร่านอยากถำมเหลือเกินว่าชายหนุ่มรู้ได้อย่ำงไร แต่เมื่อ
นึกถึงคำขอร้องที่บอกเขำเมื่อครู่ว่าไม่ให้อีกฝ่ำยถำมความลับของตน
ฉะนั้น นางก็ควรทำเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ คำถำมทั้งหมดจึงถูกเก็บไว้ทันที่
นางตำมหลังโม่จิ่วเยี่ยเข้าทำงลับ
คล้ำยโม่จิ่วเยี่ยจะคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่ำงดี แม้มืดมิดจนมองไม่
เห็นอะไร แต่ชายหนุ่มกลับเดินนาไปได้โดยไม่ต้องคลาหาเส้นทำง
[1] ปิดหูขโมยกระดิ่ง หมายถึงคนโงที่หลอกตัวเองได้ แต่หลอก คนอื่นไม่สาเร็จ