ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 63 หลี่โหรวเอ๋อร์หายไป
เมื่อใดก็ตามที่ครอบครัวใดมีผู้หลบหนี คนในครอบครัวก็จะต้อง
เดือดร้อน
เผิงวั่งและเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ เองก็จะต้องถูกลงโทษฐานละเลย
การปฏิบัติหน้าที่
ดังนั้น จึงไม่มีใครกล้าประมาทกับเรื่องนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนแรกที่กล่าวว่า “สกุลโม่ไม่มีใครหายไป”
ฟางฉวนโจวบอกตาม “ตระกูลฟางก็ไม่มีผู้ใดหายไป”
“ท่านเจ้าหน้าที่ หลี่โหรวเอ๋อร์หายไปแล้ว…” หลี่อวี่เอ๋อร์ตะโกน
เสียงดัง ในน ้าเสียงยังแฝงไปด้วยความตื่นเต้น
สีหน้าของเผิงวั่งมืดครึ้มทันที่ เขาสั่งเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ว่า “จุด
คบเพลิง แม้จะต้องพลิกแผ่นดินก็ต้องตามหาตัวนางให้พบ”
“ขอรับ!” เจ้าหน้าที่ขานรับพร้อมเพรียงกัน พวกเขาถือคบเพลิง
แล้วเริ่มออกตามหาหลี่โหรวเอ๋อร์ไปทั่ว
โม่จิ่วเยี่ยกระซิบเอ่ยเฮ่อจือหร่านว่า
“ข้าสงสัยว่าเซี่ยหลินอาจถูกหลี่โหรวเอ๋อร์ลักพาตัวไป”
“อืม ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันตอนที่ได้ยินนางตะโกนบอก”
ทั้งสองคนคาดเดาตรงกันอีกครั้ง และเงียบไปชั่วขณะ
พวกเขาก าลังคิดว่าเป้าหมายของหลี่โหรวเอ๋อร์ในการพาตัวเซี่ย
หลินไปนั้นคืออะไร และตอนนี้นางก าลังซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ไม่รู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยคิดอะไรได้ เขาจึงพาเฮ่อจือหร่านไปหาเผิงวั่ง
“ท่านเจ้าหน้าที่ ข้ากับภรรยาอยากช่วยตามหาคน”
เผิงวั่งรู้สึกเชื่อใจโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านอย่างบอกไม่ถูก ทั้งยัง
เชื่อในนิสัยใจคอของคนทั้งคู่ว่าจะไม่ทอดทิ้งคนในตระกูลแล้วแอบหนี
ไป
ดังนั้น เขาจึงตอบตกลงทันที่
“ได้ แต่ก่อนฟ้าสางไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พวกเจ้าต้องกลับมาที่นี่”
ก่อนจากไป เฮ่อจือหร่านยังไม่ลืมเตือนอีกฝ่ายว่า “เจ้าหน้าที่เผิง
รบกวนท่านช่วยดูแลแม่สามี พี่สะใภ้ และน้องสามีของข้าด้วย”
“เจ้าวางใจเถอะ” เผิงวั่งขานรับ โบกมือไล่ให้ทั้งสองคน แล้วบอก
ให้พวกเขารีบไปรีบกลับ
โม่จิ่วเยี่ยจูงมือเฮ่อจือหร่าน ขั้นแรกพวกเขามายังต าแหน่ง
สุดท้ายที่สะใภ้ลู่เห็นเซี่ยหลิน
จากนั้นก็เริ่มแกะรอยจากจุดนั้น พลางสังเกตทุกอย่างโดยไม่
ละเลยอะไรไปแม้แต่น้อย
ในเวลาเดียวกัน พวกเขายังคิดว่า หากเริ่มต้นจากจุดนั้น
ต าแหน่งและทิศทางการหลบหนีที่เป็นไปได้ที่สุดคือที่ใด
หากไม่ถูกใครพบเห็น ทิศทางที่ดีที่สุดคือที่พักของพวก
เจ้าหน้าที่
พวกเจ้าหน้าที่ต่างอยู่นอกวงล้อมไฟเพื่อขับไล่ฝูงหมาป่า ตอน
ที่หลี่โหรวเอ๋อร์พาเซี่ยหลินหนีไป ที่นั่นจึงไม่มีใครอยู่ ทั้งยังมีกระโจม
บังกั้น ท าให้หลบเลี่ยงสายตาคนอื่นได้ง่าย
เมื่ออ้อมกระโจมของเจ้าหน้าที่ ด้านหลังก็มีเส้นทางเล็ก ๆ
ปรากฏขึ้น
พวกเขาไล่ตามทางเล็ก ๆ นั้นไปอย่างระมัดระวัง แม้แต่พุ่มหญ้า
ข้างทางก็ไม่ว่างเว้น
หลังจากเดินไปได้ไม่นาน หนทางเบื้องหน้าก็ปรากฏทางแยก
ทั้งสองคนแยกกันไปทางซ้ายและขวาอย่างรู้ใจกัน เพิ่งจะก้าว
ออกไปได้ไม่กี่ก้าว เฮ่อจือหร่านก็ก้มลงหยิบเศษผ้าผืนหนึ่งขึ้นมา
จากพื้น
เมื่อเห็นดังนั้น โม่จิ่วเยี่ยจึงรีบเข้ามาหา “เจ้าพบสิ่งใดหรือ”
เฮ่อจือหร่านยื่นเศษผ้าขนาดเท่าฝ่ามือนั้นให้เขา
“ถ้าข้าดูไม่ผิด นี่คือผ้าโพกศีรษะของเซี่ยหลิน”
นางจ าได้ชัดเจนว่าวันนี้นางเคยลูบหัวเซี่ยหลินไปครั้งหนึ่ง
เพราะผ้าโพกศีรษะของเขาเป็นสีเขียวเข้ม นางจึงแอบข าอยู่ใน
ใจ คิดว่าคนโบราณคงไม่ถือสาเรื่องแบบนี้ กระทั่งเด็กผู้ชายก็โพกผ้า
สีเขียวไว้บนหัวด้วย
โม่จิ่วเยี่ยก าผ้าโพกศีรษะไว้ในมือ
“ไปกันเถอะ พวกเรารีบตามไป”
ทั้งสองคนเดินตามทางเล็ก ๆ ต่อ และตรวจสอบอย่างระมัดระวัง
มากขึ้นเรื่อย ๆ …
ย้อนกลับไปครึ่งชั่วยาวก่อนหน้านี้
หลี่โหรวเอ๋อร์เห็นว่าพวกเจ้าหน้าที่ต่างก็วิ่งออกไปนอกวงล้อม
ไฟเพื่อขับไล่ฝูงหมาป่า จึงรู้ว่าโอกาสของนางมาถึงแล้ว
เพื่อความรอบคอบ นางตั้งใจจะไปสังเกตการณ์ในที่ที่มีผู้คน
หนาแน่น
ผลปรากฏว่า พอมาถึงที่พักของตระกูลเซี่ย นางก็เห็นเซี่ยหลิน
ยืนอยู่ตัวคนเดียวหลังกลุ่มคน
ดังนั้น นางจึงรวบรวมความกล้า เดินเข้าไปปิดปากเขาแล้วพา
ตัวเขาไปเงียบ ๆ
เส้นทางหลบหนีของนางเป็นไปตามที่โม่จิ่วเยี่ยคาดเอาไว้ นั่นคือ
ด้านหลังกระโจมของเจ้าหน้าที่
แขนข้างหนึ่งของหลี่โหรวเอ๋อร์ก าลังบาดเจ็บ การควบคุมตัวเซี่ย
หลินด้วยมือเดียวจึงเป็นเรื่องยากมาก
ยิ่งไปกว่านั้น เซี่ยหลินก็ขัดขืนอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น นางจึงได้แต่เข้าไปในกระโจมหลังหนึ่ง หยิบผ้าของ
เจ้าหน้าที่ที่ดูเหมือยยังไม่ได้ใช้มาอุดปากเซี่ยหลิน
กลิ่นฉุนกึดนั้นท าให้เซี่ยหลินมึนงงไปชั่วขณะ นางจึงฉวยโอกาส
นี้หาเชือกมามัดมือมัดเท้าของเขา
จากนั้นก็แบกร่างเซี่ยหลินวิ่งไปตามทางเล็ก ๆ อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นทางแยกอยู่ตรงหน้า นางก็เห็นได้ชัดว่ามีรอยเท้าเหยียบ
ย ่าอยู่บนเส้นทางหนึ่ง บ่งบอกว่ามันมีคนเดินผ่านไปมาเป็นประจ า
ตอนนี้นางกลัวจะพบเจอผู้คนมากที่สุด ดังนั้นจึงเลือกเส้นทางที่
มีร่องรอยการเหยียบย ่าน้อยกว่า
และในตอนนั้นเอง เซี่ยหลินก็พยายามส่ายหัวจนมวยผมหลุด ท า
ให้ผ้าโพกศีรษะตกลงบนพื้นดิน และกลายเป็นเบาะแสอันมีค่า
ให้กับเฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ย
เดิมทีคิดว่าเซี่ยหลินเป็นเด็กตัวเล็กเบา
แต่หลี่โหรวเอ๋อร์ประเมินความแข็งแกร่งของตัวเองสูงเกินไป
หลังจากแบกเด็กชายไปได้ไม่นาน นางก็ไม่สามารถวิ่งต่อได้อีก
เมื่อมองไปด้านหลังก็ไม่เห็นมีผู้ใดตามมา นางจึงจับเซี่ยหลินมา
ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มหญ้า
นางคิดว่าเพียงสามารถหลบหนีและผ่านคืนนี้ไปได้ เจ้าหน้าที่ก็
จะรีบเร่งเดินทางต่อและล้มเลิกการค้นหา เมื่อถึงตอนนั้นเด็กน้อยคน
นี้ก็จะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป นางสามารถส่งเขาขึ้นสวรรค์ไปได้ จะ
ไม่ต้องทนล าบากไปกับกลุ่มนักโทษพวกนี้อีกด้วย…
ผู้ใดจะรู้ว่าในขณะที่หลี่โหรวเอ๋อร์ก าลังนั่งยอง ๆ อยู่ในพุ่มหญ้า
และคิดเพ้อฝันต่าง ๆ นานา นางกลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากจุดที่
ไม่ไกลนัก
นางตื่นตัวขึ้นมาทันที่ พร้อมกับดึงเซี่ยหลินให้มาอยู่ด้านหน้า
ตนเองอย่างแรง
หลี่โหรวเอ๋อร์หาก้อนหินแหลมมาจากที่ใดสักแห่ง แล้วจ่อไว้ที่
ล าคอของเซี่ยหลิน
หากถูกค้นพบ นางจะใช้ชีวิตของเขามาข่มขู่ ไม่ว่าอย่างไรนางก็
ต้องหาโอกาสหนีไปให้ได้
โม่จิ่วเยี่ยมีวรยุทธ์สูงส่งและมีความสามารถในการรับรู้ที่แตกต่าง
จากคนทั่วไป
เมื่อเดินผ่านพุ่มหญ้านั้น เขาพลันหยุดฝีเท้า ดวงตาคมกริบมอง
ไปยังทิศทางที่หลี่โหรวเอ๋อร์ซ่อนตัวอยู่
ขณะนั้นเองท้องฟ้าทางทิศตะวันก็ออกเริ่มมีแสงสีขาวลออ
ปรากฏขึ้นเล็กน้อย
เขาจับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเล็ก ๆ ในพุ่มหญ้าได้อย่างชัดเจน
มันคือมุมชายเสื้อของเซี่ยหลิน!
“หลี่โหรวเอ๋อร์ การใช้เด็กเป็นตัวประกันเช่นนี้ เจ้ายังนับเป็น
อะไรได้อีก?” เฮ่อจือหร่านเปิดโปงความคิดของหลี่โหรวเอ๋อร์อย่างไม่
ปรานี
สิ่งนี้ท าให้หลี่โหรวเอ๋อร์ตกใจมาก พร้อมทั้งรู้ว่าตนไม่สามารถ
ซ่อนตัวได้อีกต่อไป
เพื่อให้สามารถหลบหนีไปได้อย่างราบรื่น นางพยายามกดข่ม
ความโกรธแค้นที่มีต่อเฮ่อจือหร่านเอาไว้
“เฮ่อจือหร่าน ข้ารู้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้าได้ท าผิด
มากมายต่อเจ้า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะข้าไม่สามารถยอมรับการถูก
เนรเทศเช่นนี้ได้ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าท าผิด เห็นแก่ที่พวกเราเคยเป็น
สหายต่อกันมา เจ้าจะปล่อยฉันไปได้หรือไม่”
“ไม่มีทาง” ยังไม่ทันที่เฮ่อจือหร่านจะเอ่ยปาก โม่จิ่วเยี่ยก็ตอบ
ค าถามของหลี่โหรวเอ๋อร์อย่างเย็นชา
ในใจของเขา สิ่งที่หลี่โหรวเอ๋อร์ท ากับเฮ่อจือหร่านนั้นถือเป็น
ความผิดมหันต์ ไหนเลยจะค านึงถึงความสัมพันธ์ในอดีตอีก?
ส าหรับคนเช่นนี้หากปล่อยตัวนางไป ก็เท่ากับปล่อยเสือกลับเข้า
ป่า ในอนาคตคงจะสร้างปัญหาตามมาไม่จบสิ้น
การที่เขารีบเอ่ยปากตอบไปแทนนั้น เป็นเพราะกลัวว่าเฮ่อจือห
ร่านจะรู้สึกใจอ่อน
หากค าพูดนี้เป็นเฮ่อจือหร่านที่กล่าวออกมา หลี่โหรวเอ๋อร์ยัง
อาจจะยอมรับได้ง่ายกว่า
อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันมานี้นางทั้งสองคนต่างก็ทะเลาะวิวาทกัน
จนถึงขั้นเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรูคู่แค้นไปแล้ว