ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 65 เพิ่มโทษ
หลี่เหลียงเห็นท่าทางของนางก็ยิ่งโกรธ จึงยกเท้าขึ้นเตะ
“เลิกร้องไห้ได้แล้ว มีลูกสาวแบบนั้น เจ้ายังจะมีหน้ามาร้องไห้อีก
หรือ”
อนุจูราวกับถูกการเตะนั้นท าให้รู้สึกตัว นางปาดเช็ดน ้าตาอย่าง
ไม่ใส่ใจ ลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้าหาเฮ่อจือหร่านทันที่
“เฮ่อจือหร่าน เจ้าคืนชีวิตลูกสาวข้ามา!”
โม่จิ่วเยี่ยและโจวเหล่าปาเห็นเฮ่อจือหร่านตกอยู่ในอันตราย ก็รีบ
เข้าขัดขวางอนุจูพร้อมกัน
โจวเหล่าปาใช้แส้ฟาดใส่ร่างของอนุจูอย่างแรง ในขณะที่โม่จิ่ว
เยี่ยก็ซัดฝ่ามือใส่นางจนกระเด็นออกไปไกล
ร่างของอนุจูกระแทกพื้นอย่างแรงจนฝุ่นตลบ เลือดสด ๆ ไหล
ทะลักออกมาจากปาก
เห็นได้ชัดว่าการล้มนี้รุนแรงเพียงใด…
พวกหลี่เหลียงเห็นสภาพอันน่าเวทนาของอนุจู แต่ก็ไม่มีใครก้าว
เข้าไปช่วยพยุงนางแม้แต่คนเดียว
อนุจูกุมท้อง หายใจหอบแรง
นางพยายามยันกายลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางไม่ได้พุ่งเข้าหา
เฮ่อจือหร่าน แต่รวบรวมแรงทั้งหมดแล้ววิ่งตรงไปยังแม่น ้า
เผิงวั่งตะโกนลั่น “นักโทษก าลังจะกระโดดแม่น ้า รีบจับนางไว้!”
เจ้าหน้าที่หลายคนรีบวิ่งไล่ตามไป ขณะอนุจูก าลังจะกระโดดลง
ไปในแม่น ้าก็ถูกพวกเขาคว้าตัวไว้ได้
เมื่อไม่สามารถฆ่าตัวตายไปได้ อนุจูก็คลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที่
“ปล่อยข้า! ปล่อย! ข้าไปหาโหรวเอ๋อร์ของข้า”
สิ้นเสียง นางก็อ้าปากกัดแขนเจ้าหน้าที่ที่จับคอเสื้อของนางไว้
แน่น
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ปล่อยมือออกทันที่
จากนั้นเขาก็เตะนางจนล้มลงกับพื้นอีกครั้ง
ร่างกายของอนุจูมีบาดแผลภายในจากการถูกโม่จิ่วเยี่ยซัดใส่ไป
ก่อนหน้า เมื่อล้มลงอีกครั้ง นางจึงหมดสติไป
เจ้าหน้าที่เรียกคนตระกูลหลี่ด้วยความไม่พอใจให้มาช่วยกัน
แบกร่างอนุจูกลับไป
ละครฉากใหญ่นี้จึงจบลงเพียงเท่านี้ เผิงวั่งตัดสินใจทันที่
เรื่องนักโทษหลบหนีนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย คนในครอบครัวก็
จะต้องได้รับโทษหนักขึ้น
ส่วนจะลงเอยอย่างไรนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยอย่าง
พวกเขาจะตัดสินใจได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตระกูลหลี่ที่ถูกริบทรัพย์สินและเนรเทศนั้น
เป็นพระราชโองการที่องค์จักรพรรดิทรงตรัสออกมาด้วยพระองค์เอง
การกระท าของหลี่โหรวเอ๋อร์จึงถือเป็นการหลอกลวงองค์จักรพรรดิ
ด้วย
เรื่องใหญ่ขนาดนี้เผิงวั่งไม่กล้ารอช้า เขาสั่งให้โจวเหล่าปาพา
เจ้าหน้าที่อีกสี่คนคุมตัวคนตระกูลหลี่ทั้งหมดกลับไปเมืองหลวงเพื่อ
รับโทษใหม่
เมื่อได้ยินค าตัดสินนี้ของเผิงวั่ง คนตระกูลหลี่ก็รู้สึกสิ้นหวัง
ในทันที่
โดยเฉพาะหลี่เหลียงที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงขุนนางมากว่าสิบปี
เขาย่อมรู้ดีว่าการหลบหนีระหว่างถูกเนรเทศนั้นจะมีโทษหนักกว่าเก่า
ครั้งนี้ เมื่อกลับไปถึงเมืองหลวง แม้คนตระกูลหลี่จะไม่ถูกประหาร
ชีวิตทั้งหมด แต่เกรงว่าคงหนีไม่พ้นการถูกจองจ าตลอดชีวิต
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ สองขาของหลี่เหลียงก็อ่อนยวบลง
เขาเดินโซซัดโซเซมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเผิงวั่ง ก่อนจะคุกเข่า
ลงกับพื้นเสียงดัง
“ท่านเจ้าหน้าที่ ข้าขอร้อง ท่านช่วยยกโทษให้ตระกูลหลี่ของข้า
สักครั้งเถอะ ข้าขอร้องท่าน โปรดเมตตาด้วย ขอร้อง…”
เรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ เป็นไปไม่ได้ที่เผิงวั่งจะใจอ่อนเพียงเพราะ
ค าวิงวอนของหลี่เหลียง
“พาตัวเขาออกไป จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วออกเดินทาง
เสีย!”
สิ้นค าสั่ง เหล่าเจ้าหน้าที่ก็กรูกันเข้ามาลากตัวหลี่เหลียงกลับไป
ยังจุดเดิมอย่างรวดเร็ว
เผิงวั่งหันไปมองหน้าคนตระกูลหลี่ที่ยืนตัวสั่นด้วยความ
หวาดกลัว ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ลุกขึ้นเสีย พวกเจ้าทั้งหมดต้องกลับเมือง
หลวงไปพร้อมกับข้า”
หลี่เหลียงถูกพวกเจ้าหน้าที่ลากตัวกลับมาด้วยจิตใจแตกสลาย
เขาได้แต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเผิงวั่งจะเปลี่ยนใจ
เพราะลึก ๆ ในใจเขารู้ดีว่าครั้งนี้ตระกูลหลี่คงไม่เหลืออะไรแล้ว…
โจวเหล่าปาและพวกเจ้าหน้าที่ต่างเตรียมพร้อมรออยู่แล้ว พวก
เขามองไปยังตระกูลหลี่ที่ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนด้วยสายตาเย็นชา
พลางหยิบแส้ที่เหน็บอยู่ข้างเอวสะบัดไปมา
สิ่งที่ตระกูลหลี่หวาดกลัวไม่ใช่แค่การเดินทางกลับเมืองหลวง
เท่านั้น แต่ยังหวาดกลัวแส้ในมือของเหล่าเจ้าหน้าที่มากกว่า
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเฆี่ยนตี พวกเขาจึงจ าใจติดตามเจ้าหน้าที่
กลับไปยังเมืองหลวง
โชคดีที่ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาพวกเขาได้แวะพักผ่อนก่อน
เดินทาง จึงยังไม่ได้ไปไกลเท่าไหร่
ตราบใดที่พวกเขาไม่ชักช้า เพียงสี่ห้าวันโจวเหล่าปาและคนอื่นๆ
ก็สามารถกลับมาได้
เผิงวั่งจึงออกค าสั่งให้รออยู่ที่นี่ จนกว่าโจวเหล่าปาและคนอื่น ๆ
จะกลับมา แล้วค่อยเดินทางกันต่อ
เมื่อเห็นจุดจบของตระกูลหลี่ ทุกคนต่างก็ทอดถอนใจ
ดูเหมือนว่าความคิดที่อยากจะหลบหนีนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อครอบครัวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชีวิต
ของพวกเขาด้วย
หลี่โหรวเอ๋อร์เป็นตัวอย่างที่ดี นางไม่เพียงตายไปแล้วเท่านั้น แต่
ยังท าลายครอบครัวเช่นนี้ด้วย…
เมื่อเงาร่างของตระกูลหลี่หายไปจากสายตาของทุกคน ท้องฟ้าก็
สว่างขึ้นแล้ว
หลังเฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยกลับมา บรรดาพี่สะใภ้ของพวก
เขาก็เริ่มเตรียมอาหารเช้า
ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมไม่ได้รับการฝึกฝนมามากนัก มันจึง
ค่อนข้างอ่อนแอ เฮ่อจือหร่านก าลังหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า แม้ว่า
นางจะต้องการไปช่วยพี่สะใภ้ แต่นางก็ท าไม่ได้
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นท่าทีของเฮ่อจือหร่าน จึงรีบกล่าวขึ้นว่า “การ
ออกตามหาเซี่ยหลินท าเอาเจ้าเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย อาหารเช้าวันนี้
เจ้าไม่ต้องลงมือท าแล้ว ปล่อยให้พี่สะใภ้ของเจ้าจัดการเถอะ”
“ต่อไปพวกเจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี ใช้ชีวิตคุ้มค่า จากนี้ไปก็ให้
พวกพี่สะใภ้ฝึกฝนไว้บ้าง”
เฮ่อจือหร่านเองก็ไม่ได้ฝืนตัวเองอีก “เช่นนั้นข้าขอตัวไป
พักผ่อนสักครู่ ตอนนี้ข้าเหนื่อยมากจริง ๆ”
ว่าแล้วนางก็ยกมือขึ้นทุบไหล่เบา ๆ
โม่จิ่วเยี่ยเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถาม “เจ้าอยากให้ข้าช่วยหรือไม่”
ในเวลานี้เฮ่อจือหร่านอยากจะบีบนวดตัวมาก
“ท่าน…นวดเป็นหรือ”
โม่จิ่วเยี่ยมองมือของตนอย่างเหม่อลอย
“พวกเราลองดูก็ได้”
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นดังนั้น จึงรีบกล่าวแทนบุตรชายของตนทันที่
“จิ่วเยี่ยของเรานวดเก่งที่สุด บิดาของเขาออกไปรบตลอดทั้งปี
ท าให้เจ็บปวดได้ง่าย จิ่วเยี่ยจึงเรียนการนวดให้บิดาตั้งแต่เด็ก
นอกจากเขาจะออกแรงมากไปหน่อยแล้ว อย่างอื่นก็ล้วนดีหมด”
เฮ่อจือหร่านเลิกคิ้ว มองชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจ “ไม่คิด
เลยว่าท่านจะมีฝีมือเรื่องอย่างนี้ด้วย”
โม่จิ่วเยี่ยถูกภรรยาเอ่ยหยอกล้อก็หน้าแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย
เพื่อไม่ให้นางเห็นความผิดปกติ เขาจึงก้มหน้าเดินไปอยู่
ด้านหลังนาง
มือทั้งสองข้างของเขาเรียวยาวและเห็นข้อกระดูกงดงามชัดเจน
เมื่อวางลงบนไหล่ของนางอย่างแผ่วเบาแล้ว เขาก็เริ่มบีบนวดอย่าง
ช านาญ
เขานวดไปได้ไม่กี่ครั้ง ชายหนุ่มก็อดพูดออกมาไม่ได้
“ต่อไปเจ้าต้องกินมาก ๆ หน่อย ร่างกายผอมบางเกินไปแล้ว
นวดไปก็เจอแต่กระดูก ข้าไม่กล้าออกแรงมากเลย”
“ผอมบางที่ไหนกัน ข้าว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว”
เฮ่อจือหร่านค่อนข้างพอใจกับรูปร่างของเจ้าของร่างเดิม
ถึงแม้โดยรวมจะดูผอมบางไปหน่อย แต่ส่วนที่ควรจะมีเนื้อมีหนัง
ก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่องไปเลยสักนิด
รูปร่างแบบนี้ หากเป็นชาติก่อน ถือว่าเป็นรูปร่างอย่างที่ใคร ๆ
ต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะมีกันทั้งนั้น
“แต่ก็ยังถือว่าผอมไปอยู่ดี” โม่จิ่วเยี่ยยังคงยืนกรานความคิดเดิม
เฮ่อจือหร่านก าลังจะเถียงกลับ แต่ก็เห็นเผิงวั่งเดินเข้ามาหา
พร้อมกับจางชิง
เมื่อเผิงวั่งเห็นโม่จิ่วเยี่ยก าลังนวดไหล่ให้นาง เขาก็อดเอ่ยปาก
หยอกล้ออีกฝ่ายไม่ได้
“โอ้โห…คู่รักข้าวใหม่ปลามันนี่ช่างน่าอิจฉาเสียจริง”
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของโม่จิ่วเยี่ยก็แดงก ่าขึ้นมาอีกครั้ง
เขาอยากจะหยุดมือแล้วค่อยมาท าต่อหลังจากที่คนพวกนั้น
กลับไปแล้ว แต่พอเห็นสีหน้าท่าทางที่ผ่อนคลายของเฮ่อจือหร่าน
เขาก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา
ดังนั้น มือทั้งสองข้างของเขาจึงยังคงวางอยู่บนไหล่ของเฮ่อจือห
ร่านต่อไป โดยไม่ได้ผละออก
ส่วนเฮ่อจือหร่านกลับไม่รู้สึกว่าการกระท าเช่นนี้เป็นเรื่องแปลก
อะไร ยิ่งไปกว่านั้น นางยังไม่ทันได้สังเกตด้วยซ ้าว่าโม่จิ่วเยี่ยก าลัง
เขินอายอยู่
“อื้ม! ข้าก าลังสบายเลย ท่านอย่าเพิ่งหยุดมือนะ!”
โม่จิ่วเยี่ยพลันรู้สึกตัว เขาหน้าแดงก ่า รีบปรนนิบัติภรรยาต่อ
เฮ่อจือหร่านรู้สึกผ่อนคลายไปทั่วร่างอีกครั้ง ก่อนหันไปมอง
เผิงวั่ง
“เจ้าหน้าที่เผิงมีธุระอะไรหรือ”
“อืม ข้าพึ่งให้คนไปขนย้ายซากหมาป่าพวกนั้นกลับมาแล้ว
ทั้งหมดมีห้าสิบตัวพอดี ข้าคิดว่าหมาป่าพวกนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็น
พวกเจ้าสองคนที่ฆ้า จึงอยากถามว่าเจ้าคิดจะจัดการกับมันอย่างไร”