ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 66 จัดการหมาป่า
เฮ่อจือหร่านดูเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ หากเผิงวั่งไม่เอ่ยปากขึ้นมา
นางก็คงลืมเรื่องที่ฆ่าหมาป่าเมื่อคืนนี้ไปเสียแล้ว
หลังได้ยินเผิงวั่งถามถึงวิธีการจัดการ เฮ่อจือหร่านก็ไม่ได้ยินดี
จนลืมสถานะในตอนนี้ไป
นี่เพราะเผิงวั่งเป็นคนดี เขาค านึงถึงความต้องการของพวกนาง
หากเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นที่ใจด า พวกเขาคงไม่สนใจว่าผู้ใดเป็น
คนฆ่าหมาป่า ขอแค่น ามันไปแลกเงินในเมืองได้ก็พอแล้ว
ดังนั้น เฮ่อจือหร่านจึงไม่ได้แสดงท่าทีเป็นเจ้าของ แต่กลับถาม
ว่า “เจ้าหน้าที่เผิงมีแผนอย่างไรบ้าง”
เผิงวั่งยื่นมือออกมาพร้อมกับตอบตามตรง
“หากเป็นเมื่อก่อน หมาป่าจ านวนมากขนาดนี้ ข้าคงไม่สนใจว่า
เป็นผลงานของใคร และเอาพวกมันไปแลกเงินในเมืองจะดีกว่า”
ค าพูดนี้ท าให้เฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นจริงใจ
มาก
พูดง่าย ๆ พวกเขาก็เป็นแค่นักโทษที่ต้องดิ้นรนอยู่ภายใต้อ านาจ
ของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ การที่เผิงวั่งพูดเช่นนี้กับพวกเขา แสดงว่าอีก
ฝ่ายไม่ได้มองพวกเขาเป็นนักโทษอีกต่อไปแล้ว
คนแบบนี้ควรค่าแก่การคบหาอย่างยิ่ง
แท้จริงแล้ว ตอนที่เผิงวั่งเอ่ยปากถาม เฮ่อจือหร่านก็รู้ทัน
ความคิดของเขาแล้ว
บัดนี้เมื่อรู้ความในใจของเผิงวั่งแล้ว นางก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป
“เจ้าหน้าที่เผิง แม้พวกท่านจะขนหมาป่าไปขายในเมือง ก็คงได้
เงินไม่เท่าไหร่”
เผิงวั่งพยักหน้า “เมื่อปีก่อน พวกเราเดินทางและฆ่าหมาป่าตาย
ไปสองตัว เมื่อเอามันไปขายในเมือง พวกเขาก็ให้เงินมาตัวละหนึ่ง
ต าลึง”
เฮ่อจือหร่านเลิกคิ้ว “ท่านเอาหมาป่าไปขายที่ร้านขายหนังสัตว์
หรือ”
“ใช่ เจ้าของร้านบอกว่าไม่มีใครกินเนื้อหมาป่า รับซื้อเพียงขน
ของมันเท่านั้น”
แท้จริงแล้วเผิงวั่งรู้สึกว่าหมาป่าตัวละหนึ่งต าลึงก็ดีมากแล้ว
เพราะอย่างไรเสียก็เป็นเงินที่ได้มาเปล่า ๆ เขาย่อมไม่ถือสา
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคืนยังฆ่าหมาป่าได้มากมายขนาดนี้ ถ้าพวก
มันตัวละหนึ่งต าลึง ก็น่าจะได้ถึงห้าสิบต าลึงเชียวนะ!
การที่เขามาปรึกษาหารือกับนางด้วย ก็เพราะนับถือพวกเขาทั้ง
สองคน อีกอย่าง หากพวกเขายอมตกลงตามข้อเสนอ ก็สามารถ
เจรจาเรื่องเงินกันได้อีกที่
ทว่าดูเหมือนเฮ่อจือหร่านจะไม่เห็นด้วยกับการเอาหมาป่าไปขาย
ที่ร้านขายหนังสัตว์
“แล้วถ้าข้ามีวิธีท าให้หมาป่าพวกนี้มีมูลค่ามากกว่าเดิม เจ้า
หน้าที่เผิงจะเต็มใจหรือไม่”
“ข้าจะไม่เต็มใจได้อย่างไร” เจ้าหน้าที่เผิงตอบโดยไม่ต้องคิด
เฮ่อจือหร่านมองไปรอบ ๆ พลางนึกถึงเรื่องที่พวกเขาฆ่าหมาป่า
เมื่อคืน แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นฝีมือของนางกับโม่จิ่วเยี่ย แต่นางก็เห็น
ว่าบุรุษตระกูลเซี่ยและตระกูลฟางก็ช่วยเช่นกัน จะให้พวกเขาเหนื่อย
เปล่าก็ไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลเซี่ยและตระกูลฟางต่างก็ไม่มีเงินติดตัว การ
ช่วยเหลือกันและกันเช่นนี้ไปตลอดจึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว จะ
เป็นการดีกว่าหากปล่อยให้พวกเขาได้โอกาสนี้มีเงินติดตัวเสียหน่อย
นางเชื่อว่าหากท าเช่นนี้ ต่อไปตระกูลเซี่ยและตระกูลฟางก็จะมี
ความมั่นใจมากขึ้น
“เจ้าหน้าที่เผิง ถ้าข้าท าให้หมาป่าพวกนี้ท าก าไรให้ได้มากกว่า
เก่า เงินที่ได้มาข้าขอเป็นคนจัดสรรเองได้หรือไม่”
“แน่นอน” ด้วยเจ้าหน้าที่เผิงรู้จักเฮ่อจือหร่านดี สตรีนางนี้มี
ความคิดที่ชาญฉลาดมาก หากนางพูดว่าท าให้หมาป่ามีก าไรได้มาก
ขึ้น ย่อมแสดงว่าต้องท าได้อย่างแน่นอน
เมื่อได้รับค าตอบที่แน่ชัด เฮ่อจือหร่านก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที่
นางลุกขึ้นยืนทันที่
“ไปกันเถอะ พวกเรารีบไปจัดการกับหมาป่าพวกนั้นกัน”
โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกสนใจเช่นกัน เขาอยากรู้ว่าเฮ่อจือหร่านจะท าให้
หมาป่าพวกนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ชายหนุ่มจึงเดินตามนางไป
เฮ่อจือหร่านเรียกบุรุษจากตระกูลสกุลเซี่ยและสกุลฟางให้มาพบ
จากนั้นจึงหันไปหาเผิงวั่ง “เจ้าหน้าที่เผิง สิ่งแรกที่เราต้องท าคือถลก
หนังหมาป่าพวกนี้เสีย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เผิงวั่งก็พอจะคาดเดาแผนของเฮ่อจือหร่าน
ออก เขาคิดว่านางจะเอาหนังหมาป่าแยกไปขายต่างหาก ซึ่งหนัง
หมาป่าหนึ่งผืนก็ขายได้ราคาหนึ่งต าลึงเงินอยู่ดี
แต่เนื้อหมาป่าพวกนั้นมันแทบไม่มีราคา นางจะสร้างก าไรเพิ่ม
จากส่วนตรงไหนของมันกัน?
แม้จะข้องใจ แต่เผิงวั่งก็ยังคงเลือกที่จะสนับสนุนเฮ่อจือหร่าน
เขาอยากรู้ว่านางจะเปลี่ยนเนื้อหมาป่าพวกนั้นจากของไร้ค่าให้
กลายเป็นสิ่งมีค่าได้อย่างไร
เผิงวั่งจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่น ามีดสั้นออกมา แล้วมอบให้กับเฮ่อจือห
ร่าน
เฮ่อจือหร่านคว้ามีดสั้นเล่มหนึ่งมาอย่างไม่ลังเล แล้วจับขาหลัง
ของหมาป่าตัวหนึ่งก่อนเริ่มลงมือถลกหนังอย่างคล่องแคล่ว
โม่จิ่วเยี่ยเห็นดังนั้น จึงหยิบมีดสั้นอีกเล่มเดินเข้าไปช่วยนาง
เหล่าบุรุษตระกูลสกุลเซี่ยและตระกูลฟางต่างก็ท าตามทั้งสองคน
เฮ่อจือหร่านไม่ลืมเอ่ยเตือนว่า “พวกท่านระวังหน่อย อย่าลอก
หนังหมาป่าจนขาดนะ ไม่อย่างนั้นจะขายได้เงินน้อย”
บรรดาสตรีที่ใจกล้าก็วิ่งเข้ามาช่วย ก่อนถึงเวลาอาหาร พวกเขา
ก็ถลกหนังหมาป่าไปแล้วถึงยี่สิบแผ่น
คนอื่น ๆ มองหมั่นโถวหยาบในมือ แล้วจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่
ก าลังวุ่นวายกันอย่างขะมักเขม้น บางคนถึงกับเสียใจที่เคยเป็นศัตรู
กับคนสกุลโม่
บัดนี้ พวกเขาต้องทนกินหมั่นโถวหยาบที่แข็งจนแทบจะติดคอ
ตายอยู่ทุกวัน ซ ้ายังถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอย่างสิ้นเชิง…
ไม่ต้องพูดถึงคนสกุลโม่ ตระกูลฟาง และตระกูลเซี่ย พวกเขาต่าง
ก็ไม่สนใจใยดีคนตระกูลเหอ กระทั่งจะมองก็ยังขี้เกียจนัก
พวกเจ้าหน้าที่ไม่มีทางเลือก แม้ไม่อยากดูก็ต้องดู โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งหลังจากเกิดเรื่องของหลี่โหรวเอ๋อร์ พวกเขาก็ยิ่งระแวดระวัง
มากขึ้น ทุกครั้งที่มองไปทางตระกูลเหอ พวกเขาจะต้องตรวจนับ
จ านวนคนอีกรอบ
ส่วนอีกสามตระกูลที่ได้รับการปฏิบัติแตกต่างไปจากตระกูลเห
ออย่างสิ้นเชิง แม้ว่าอาหารจะเทียบกับความหรูหราในอดีตไม่ได้ แต่
การได้กินอาหารเหล่านี้ระหว่างถูกเนรเทศ พวกเขาก็พอใจมากแล้ว
เมื่อเห็นตระกูลอื่น ๆ สามารถอยู่ร่วมกับพวกเจ้าหน้าที่ได้อย่าง
กลมกลืน ทั้งยังได้กินอาหารหอมกรุ่น แววตาของคนตระกูลเหอก็ลุก
เป็นไฟ
ส าหรับสายตาเช่นนี้ ทุกคนต่างก็เคยชินแล้ว จึงเลือกที่จะเมิน
เฉยมัน
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เฮ่อจือหร่านเห็นว่าคนเหล่านั้น
ถลกหนังหมาป่าได้อย่างช านาญจนสามารถลงมือท าเองได้แล้ว นาง
จึงหันไปจัดการกับเรื่องอื่น
นางเรียกเหล่าสตรีมา และให้ทุกคนช่วยกันแล่เนื้อหมาป่าเป็น
เส้นหนาประมาณนิ้วหัวแม่มือ จากนั้นก็แอบน าเครื่องปรุงรสบางอย่าง
ในพื้นที่มิติออกมาหมักพวกมัน
ในขณะที่หมักเนื้อไป เหล่าสตรีคนอื่น ๆ ก็ยังคงแล่เนื้อต่อ เฮ่อจื
อหร่านจึงดึงตัวโม่จิ่วเยี่ยไปที่ริมแม่น ้า
ถ้านางจ าไม่ผิด เมื่อวานตอนที่ไปเติมน ้าใส่ถุงน ้า นางเห็นแผ่น
หินสีเขียวบาง ๆ อยู่ที่นั่นด้วย
โม่จิ่วเยี่ยถูกภรรยาของตนเองดึงไปที่ริมแม่น ้า ชายหนุ่มก็ยังคง
ท าสีหน้ามึนงง
พลางนึกสงสัยในใจว่า หรือว่านางยังอยากให้เขานวดอีก แต่
เพราะเกรงใจผู้อื่น ๆ จึงพาเขามาหาที่เงียบสงบ?
ขณะโม่จิ่วเยี่ยก าลังครุ่นคิดว่าครั้งนี้จะต้องช่วยบีบนวดให้ภรรยา
ของเขาอย่างเต็มที่ ก็เห็นเฮ่อจือหร่านชี้นิ้วไปที่แผ่นหินสีเขียวริม
แม่น ้าแล้วกล่าวว่า
“พวกเรายกแผ่นหินนี่ไปล้างในแม่น ้ากันเถอะ แล้วค่อยเอามา
ย่างเนื้อแห้งกัน”
ล้างแผ่นหิน?
ย่างเนื้อแห้ง?
ชั่วครู่นั้นโม่จิ่วเยี่ยยังตามความคิดนางไม่ทัน
เมื่อเขาเห็นว่าเฮ่อจือหร่านก้าวไปข้างหน้าเพื่อยกแผ่นหินแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยก็พลันเข้าใจทันที่
เขาไม่รอช้ารีบก้าวเข้าไปดึงเฮ่อจือหร่านออกมายืนข้าง ๆ ก่อน
แล้วออกแรงยกแผ่นหินไปที่ริมแม่น ้าด้วยตนเอง
เฮ่อจือหร่านดึงหญ้าแข็ง ๆ มาหนึ่งก ามือ แล้วนั่งยองขัดแผ่นหิน
นั้นอย่างช านาญ
เมื่อไม่มีทางอื่น ในช่วงเวลาเช่นนี้พวกนางก็ท าได้เพียงแค่นี้
โม่จิ่วเยี่ยเองก็ท าตามอย่างนาง ช่วยกันขัดถูกแผ่นหิน