ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 72 เรื่องราวในอดีตของเฟ่ยหนานอวี่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 72 เรื่องราวในอดีตของเฟ่ยหนานอวี่
คนที่มาเป็นเฟ่ยหนานอวี่!
เขาเดินกะเผลกน าหน้า ด้านหลังตามมาด้วยคนสี่คนแบกโลง
ศพ
เฟ่ยหนานอวี่เห็นเฮ่อจือหร่านแล้วเช่นกัน คิ้วเขาพลันขมวดเข้า
หากันทันที่ จ้องมองนางอย่างพิจารณา ราวกับต้องการมองทะลุผ่าน
อะไรบางอย่าง
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาเช่นนั้น สีหน้าเฮ่อจือหร่านกลับยังคง
สงบนิ่ง
“เจ้ามาท าอะไรที่นี่”
“ข้าเห็นว่าที่นี่เงียบสงบ จึงแวะพักอาศัยร่มเงาสักหน่อย”
นางมองคนสี่คนก าลังแบกโลงศพเข้ามาใกล้ เฮ่อจือหร่านก็ผลัก
รถเข็นไม้เข้าไปชิดก าแพง เพื่อเปิดทางให้พวกเขา
เฟ่ยหนานอวี่มองดูเสบียงที่เต็มคันรถ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไร
เขาประสานมือคารวะเฮ่อจือหร่าน “ที่บ้านยังมีงานศพต้อง
จัดการ ข้าขอตัวก่อน”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปไม่เหลียวหลัง
เฮ่อจือหร่านมองเฟ่ยหนานอวี่พาคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปในลาน
ด้านในสุด จากนั้นนางจึงลุกขึ้นเข็นรถเข็นไม้จากไป
ระหว่างทาง นางพบแผงลอยวางหมวกฟางซ้อนกันเป็นตั้ง
ส าหรับผู้ถูกเนรเทศ โดยเฉพาะหญิงสาวเหล่านั้น พวกนางต้อง
เผชิญกับแดดร้อนจัดตลอดทั้งวัน จึงจ าเป็นต้องมีหมวกฟางเช่นนี้สัก
ใบ
ดังนั้น นางจึงไม่ลังเลที่จะซื้อหมวกฟางทั้งหมดบนแผงลอย รวม
เป็นทั้งหมดยี่สิบแปดใบ
เมื่อกลับมาถึงร้านน ้าชา เผิงวั่งเห็นนางกลับมาเร็วเช่นนี้ก็รู้สึก
ตกใจมาก
“นาน ๆ ทีจะได้ออกมาสักครั้ง เหตุใดน้องสะใภ้ไม่เดินให้นานอีก
สักหน่อยเล่า”
เฮ่อจือหร่านเงยหน้ามองท้องฟ้า “อากาศร้อนเกินไป ข้าวของ
บนรถก็เยอะมาก ข้าเดินต่อไม่ไหวจึงกลับมา”
เผิงวั่งมองสิ่งของบนรถเข็นไม้แล้วอ้าปากค้างด้วยความ
ประหลาดใจ
ดูเหมือนว่าท่านเสนาบดีเฮ่อคงมอบให้เงินบุตรสาวตนเองอยู่ไม่
น้อย หากเขาให้นางน้อยกว่านี้ ด้วยนิสัยการใช้เงินของหญิงนางนี้
เกรงว่าเงินคงหมดตั้งแต่ครึ่งทางแล้ว
“ในเมื่อเจ้าซื้อของเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็รีบกลับกันเถอะ”
เจ้าหน้าที่ช่วยกันเข็นรถเข็นไม้ ไม่นานพวกเขาจึงออกจาก
อ าเภอผิงหยวน
เผิงวั่งกับเจ้าหน้าที่เดินทางบ่อย ฝีเท้าจึงมั่นคงแข็งแรงและเดินได้
เร็ว
ส่วนเฮ่อจือหร่านนั้นเป็นคนใจแข็ง แต่ร่างกายเดิมของเจ้าของ
ร่างกลับอ่อนแอนัก จึงติดตามเจ้าหน้าที่สองคนไม่ทัน
เผิงวั่งเหลือบเห็นเฮ่อจือหร่านเดินทางล าบาก จึงให้นางนั่งพักที่
มุมรถเข็นไม้
การต้องมาอยู่ในร่างกายที่อ่อนแอแบบนี้ เฮ่อจือหร่านได้แต่จ าใจ
ยอมแพ้ คงต้องรอให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นกว่านี้ก่อน
หลังจากกล่าวขอบคุณแล้ว นางจึงนั่งลงข้าง ๆ กองเสบียง
พอนึกถึงเฟ่ยหนานอวี่ที่เจอกันในอ าเภอผิงหยวนวันนี้ รวมถึง
สายตาที่จับสัมผัสได้จากบนร้านน ้าชา เฮ่อจือหร่านพลันรู้สึกว่าต้อง
ศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงนี้เพิ่มเสียแล้ว
ดังนั้น นางจึงแกล้งท าเป็นง่วง ล้มตัวนอนทาบบนกองเสบียง
หยิบสวมหมวกฟางขึ้นมาปิดบังใบหน้าแล้วแสร้งท าเป็นหลับ แต่
ความจริงจิตส านึกของนางเข้าไปอยู่ในพื้นที่มิติแล้ว
เฮ่อจือหร่านสั่งซื้อหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่มจากแอปเถา
เป่า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน นางยังซื้อบันทึกอื่นนอกเหนือไปจาก
ประวัติศาสตร์ราชวงศ์
จิตส านึกของนางส ารวจสารบัญของหนังสือประวัติศาสตร์
เหล่านั้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่มิติ กระทั่งพบชื่อ ‘เฟ่ยหนานอวี่’ ในบท
ช่วงกลางเล่ม
เฮ่อจือหร่านอ่านอย่างตั้งใจ
บิดาของเฟ่ยหนานอวี่เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง บิดาเขาเริ่มสอน
หนังสือให้เขาตั้งแต่ยังเล็ก
เฟ่ยหนานอวี่มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้เป็นเลิศ สามารถสอบได้
เป็นบัณฑิตชั้นต้นได้ตั้งแต่อายุสิบสองปี เมื่อเขาน าข่าวดีกลับไปบอก
ครอบครัว มารดากลับล้มป่วยหนัก
ตระกูลเฟ่ยใช้เงินทองเกือบทั้งหมดที่มีเพื่อรักษาชีวิตมารดาเขา
ไว้ ทว่าก็ไม่อาจยื้อชีวิตนางไว้ได้ หลังจากนั้นไม่นาน บิดาเขาก็ล้ม
ป่วยเช่นกัน
เฟ่ยหนานอวี่ยอมละทิ้งเส้นทางการศึกษาเพื่อสอบเป็นขุนนาง
รับหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวและดูแลบิดา
ด้วยฐานะของบัณฑิต เขาสามารถเป็นอาจารย์สอนหนังสือได้
แต่ถ้าท าเช่นนั้น เขาจะไม่สามารถดูแลบิดาที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
เฟ่ยหนานอวี่จึงจ าใจคัดลอกหนังสือ เขานั่งคัดตัวอักษรอยู่ที่
บ้านทั้งวันเพื่อหาเงินและดูแลบิดาไปด้วย
ชีวิตเช่นนี้ด าเนินไปถึงแปดปี
ในปีที่เฟ่ยหนานอวี่อายุได้ยี่สิบเอ็ดปี บิดาของเขาก็พ่ายแพ้ต่อ
โรคร้ายและสิ้นลมจากไป
เพื่อจัดการฝังศพของบิดา เฟ่ยหนานอวี่จึงไปที่ร้านหนังสือที่เขา
คัดลอกหนังสือให้อยู่เป็นประจ า เพื่อขอยืมเงินจากเถ้าแก่
แต่เขากลับเผชิญกับกลุ่มคนที่ไม่ชอบเขาเป็นอย่างมาก พวก
เขาอิจฉาความเฉลียวฉลาดของเฟ่ยหนานอวี่มาแต่ไหนแต่ไร ทั้งยังดู
ถูกเขาที่ก าลังตกต ่า พวกเขาจึงรุมท าร้ายเฟ่ยหนานอวี่อย่าง
เลือดเย็น
โชคดีที่องค์ชายสามหนานฉีเดินทางผ่านมาและช่วยเขาไว้ได้
ทันเวลา ซ ้ายังจ่ายเงินให้เขาแทนเพื่อจัดการฝังศพบิดาอีกด้วย
ตั้งแต่วันนั้น เฟ่ยหนานอวี่ก็ได้กลายมาเป็นขุนนางของหนานฉี
อาจกล่าวได้ว่าหนานฉีสามารถก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งราชวงศ์
ต้าซุ่นได้นั้น เฟ่ยหนานอวี่ก็มีส่วนส าคัญอย่างมาก
หลังจากหนานฉีขึ้นครองราชย์ บุคคลที่เขาไว้ใจมากที่สุดก็คือ
เฟ่ยหนานอวี่ จึงแต่งตั้งให้เขาด ารงต าแหน่งเป็นมหาอ ามาตย์ ผู้มี
อ านาจสูงสุดรองจากองค์จักรพรรดิ
หลังจากเฟ่ยหนานอวี่ก้าวขึ้นเป็นมหาอ ามาตย์แล้ว สิ่งแรกที่เขา
ท าคือขอความเป็นธรรมให้กับโม่จิ่วเยี่ย ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่
หนานฉีมีต่อเขา องค์จักรพรรดิหนุ่มจึงไม่ปฏิเสธ
ในเดือนที่สามหลังจากขึ้นครองราชย์ หนานฉีก็ออกพระราช
โองการไปทั่วทั้งแผ่นดิน ประกาศว่าโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ทรยศต่อ
ประเทศชาติอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่เป็นการถูกคนใส่ร้ายจนต้องโทษ
เนรเทศ
ไม่เพียงเท่านั้น หนานฉียังน าขุนนางและทหารไปสร้างสุสาน
ให้กับโม่จิ่วเยี่ยด้วยตนเอง
เฟ่ยหนานอวี่นั้นก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างรวดเร็ว แต่ความ
ทะเยอทะยานของเขาไม่ได้หยุดเพียงต าแหน่งมหาอ ามาตย์
ในขณะที่จักรพรรดิหนานฉียังมีชีวิตอยู่ เขาได้เริ่มฝึกฝนกอง
ก าลังของตนเองอย่างลับ ๆ จนกระทั่งหลายปีต่อมา กองก าลังของ
เขาก็แข็งแกร่งขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง จึงได้ท าการก่อกบฏ ยึดครอง
ราชวงศ์ต้าซุ่น และสถาปนาราชวงศ์ของตนเอง
แม้ว่าเฟ่ยหนานอวี่จะขึ้นครองราชย์ด้วยการก่อกบฏ แต่เขาก็
เป็นจักรพรรดิที่ดี ปกครองบ้านเมืองด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและรักใคร่
ประชาชน จนเป็นที่เคารพรักของราษฎร
เฟ่ยหนานอวี่ครองราชย์ได้ยี่สิบแปดปี ความเป็นอยู่ของ
ประชาชนจากที่เคยอดอยากก็มีกินมีใช้ ชายแดนที่เคยเกิดกบฏไม่
หยุดหย่อนก็ไม่มีใครกล้ารุกราน สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าเขา
เป็นจักรพรรดิที่มีคุณสมบัติครบถ้วน
เขาได้รับการยกย่องจากคนรุ่นหลังว่าเป็น ‘จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่
หนึ่งเดียวในรอบพันปี’
เมื่อเฮ่อจือหร่านอ่านมาถึงตรงนี้ นางก็รู้สึกเหมือนเข้าใจอะไรได้
หลายอย่าง
ถ้านางคาดการณ์ไม่ผิดไป สายตาที่นางสัมผัสได้จากร้านน ้าชา
เมื่อครู่นี้ อาจจะเป็นองค์ชายสามหนานฉี
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการปรากฏตัวของนาง ได้ท าลายโอกาสที่
หนานฉีและเฟ่ยหนานอวี่จะได้พบกัน
นางเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อีกครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว ไม่รู้ว่า
หลังจากนี้ เฟ่ยหนานอวี่จะยังมีโอกาสได้พบเจอกับหนานฉีหรือไม่?
เมื่อเกิดการผันแปร เหตุการณ์ต่าง ๆ ในอนาคตก็ย่อม
เปลี่ยนแปลงไปด้วย
กล่าวคือเรื่องที่เกิดขึ้นกับหนานฉีและเฟ่ยหนานอวี่ นางไม่อาจ
ล่วงรู้ได้อีกว่าในอนาคตจะเป็นเช่นไร จากนี้ไปคงได้แต่ปรับตัวไป
ตามสถานการณ์
แม้ไม่อาจหยั่งรู้ทิศทางของอนาคตได้ เฮ่อจือหร่านก็ไม่ได้ท้อแท้
ในยามว่างนางก็จะหยิบบันทึกประวัติศาสตร์เล่มนั้นขึ้นมาอ่านต่อ
สิ่งที่ท าให้เฮ่อจือหร่านประหลาดใจคือ บันทึกเล่มนี้มีเรื่องราว
ของหนานฉีและเฟ่ยหนานอวี่ด้วย แม้เนื้อหาจะตรงไปตรงมามากกว่า
สิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
หลังจากอ่านเรื่องของเฟ่ยหนานอวี่จากบันทึกประวัติศาสตร์เล่ม
นี้แล้ว เฮ่อจือหร่านก็อ่านต่อไป กระทั่งพบว่ามีเรื่องราวของโม่จิ่วเยี่ยอ
ยู่ด้วย…
ด้วยความสังสย เฮ่อจือหร่านจึงอ่านส่วนนั้นอย่างตั้งใจ
ไม่คาดคิดว่าประโยคแรกที่ปรากฏอยู่คือ ‘ชาติก าเนิดของโม่จิ่ว
เยี่ยยังคงเป็นปริศนา’
ชาติก าเนิดเป็นปริศนา?
นางรู้สึกราวกับค้นพบดินแดนใหม่ ความสนใจของเฮ่อจือหร่าน
ต่อเนื้อหานี้พุ่งสูงขึ้นทันที่
มีผู้กล่าวว่าโม่จิ่วเยี่ยไม่ใช่ลูกหลานแท้ ๆ ของคนสกุลโม่
แท้จริงแล้วเขาคือโอรสองค์ที่สามของจักรพรรดิซุ่นอู่กับ
หยวนกุ้ยเฟย
ในปีนั้น หยวนกุ้ยเฟยก าลังตั้งครรภ์ นางขอให้อาจารย์อู๋เฉินแห่ง
วัดเอินเหยี่ยมาท านายเพศของทารกในครรภ์ด้วย