ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 73 แบ่งเงิน
อาจารย์อู๋เฉินรีบบอกกับหยวนกุ้ยเฟยว่า เด็กในครรภ์ของนาง
นั้นเป็นองค์หญิงตัวน้อย
เพื่อรักษาสถานะของตัวเองในวังหลวง หยวนกุ้ยเฟยจึงคิดจะท า
การสลับตัวเด็ก
นางแอบส่งคนออกไปมากมาย เพื่อตามหาสตรีที่ก าลังตั้งครรภ์
และมีก าหนดคลอดใกล้เคียงกับตน หากใครคลอดในช่วงเวลา
ใกล้เคียงกับนาง ลูกชายของบ้านนั้นก็จะกลายเป็นลูกของนาง
ในวันที่หยวนกุ้ยเฟยใกล้คลอด นางติดสินบนหมอต าแยคนนั้น
สั่งกับหมอต าแยว่าเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วห้ามร้องบอกผู้ใดทั้งสิ้น
ให้อีกฝ่ายน าเด็กมาห่อตัวแล้วส่งให้กับแม่นมที่รับใช้ใกล้ชิดทันที่
บังเอิญเหลือเกินว่าวันที่หยวนกุ้ยเฟยคลอดลูกเป็นวันเดียวกัน
กับฮูหยินของจวนฮู่กั๋วกง อีกทั้งภรรยาของท่านแม่ทัพโม่ยังคลอดลูก
ชายออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่นางต้องการพอดี
ด้วยการจัดฉากอย่างลับ ๆ ของหยวนกุ้ยเฟย ทารกน้อยที่เพิ่งลืม
ตาดูโลกของสกุลโม่จึงกลายมาเป็นองค์ชายสามหนานฉี
ความจริงแล้ว หยวนกุ้ยเฟยเองก็ให้ก าเนิดบุตรชายเช่นกัน
เพียงแต่นางเชื่อมั่นในค าท านายของอาจารย์อู๋เฉินมากเกินไป จึง
ก าชับหมอต าแยว่าหลังจากคลอดแล้ว ห้ามป่าวประกาศอะไร
เด็ดขาด หมอต าแยรับเงินมาแล้วก็ท าหน้าที่เป็นอย่างดี นางปิดปาก
เงียบไม่ปริปากบอกผู้ใด น าเด็กทารกไปห่อตัวอย่างดีแล้วส่งต่อให้กับ
แม่นม
เรื่องนี้ทุกคนยกเว้นหมอต าแยคนนั้น จึงไม่มีใครรู้เลยว่า
หยวนกุ้ยเฟยได้ให้ก าเนิดองค์ชายตัวน้อย…
หลังจากสลับเด็กส าเร็จ หยวนกุ้ยเฟยจึงส่งคนไปแจ้งข่าวกับองค์
จักรพรรดิ
เมื่อองค์จักรพรรดิทราบว่าพระองค์ได้โอรสอีกคน ก็ทรงปลื้มปีติ
ยินดียิ่งนัก พระองค์คัดเลือกของขวัญด้วยตนเอง แล้วส่งไปยัง
ต าหนักของหยวนกุ้ยเฟย
วันรุ่งขึ้น แม่นมคนสนิทก าลังจะท าการปิดปากหมอต าแย แต่
กลับได้รู้ความจริงว่า หยวนกุ้ยเฟยก็ให้ก าเนิดโอรสเช่นกัน แต่กลับ
ถูกสับเปลี่ยนกับบุตรชายของสกุลโม่ไปอย่างไม่น่าเชื่อ…
เมื่อหยวนกุ้ยเฟยทรงทราบเรื่องนี้ก็ทรงเสียใจอยู่หลายวัน
แต่นางจะท าอย่างไรได้ ในเมื่อองค์จักรพรรดิได้พบกับบุตรชายที่
แท้จริงของสกุลโม่ไปแล้ว แม้นางอยากจะเปลี่ยนตัวเด็กกลับมาก็
เป็นไปไม่ได้ นางจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยทั้งอย่างนั้น
เมื่อหนานฉีมีอายุครบห้าขวบ ถึงวัยที่เขาต้องเริ่มศึกษาเล่าเรียน
หยวนกุ้ยเฟยจึงขอร้องต่อองค์จักรพรรดิว่า บุตรชายคนที่เก้าของ
สกุลโม่ โม่จิ่วเยี่ย เกิดวันเดียวกับหนานฉี ถือเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง
จึงขอให้โม่จิ่วเยี่ยได้เป็นสหายร่วมเรียนของหนานฉี
หากท าเช่นนี้ นางก็จะได้พบหน้าบุตรชายของตนเองได้บ่อย ๆ
จักรพรรดิซุ่นอู่ไม่ขัดข้องอะไร จึงมีรับสั่งให้เรียกตัวโม่จิ่วเยี่ยเข้า
วัง
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เฮ่อจือหร่านก็ถึงกับร้องอุทานออกมาด้วย
ความตกตะลึง
ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นเพียงบันทึกเรื่องราวที่เล่าต่อกันมา แต่
ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องจะเป็นเรื่องโกหก
เพราะเรื่องราวที่เล่าต่อกันมานั้น มักจะมีเรื่องราวลับ ๆ ที่คน
ทั่วไปยังไม่รู้ซุกซ่อนอยู่ บรรดาผู้มีอ านาจทั้งหลายย่อมไม่อยากให้
เรื่องน่าอับอายของตนถูกแพร่งพราย จึงพยายามขัดขวางไม่ให้มีการ
เผยแพร่บันทึกเหล่านี้ออกไป
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเรื่องราวลับ ๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จักอีกมากมายซึ่ง
เล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ถ้าสิ่งบันทึกนี้เป็นเรื่องจริง ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าเหตุใดหนานฉี
ถึงได้คิดร้ายกับโม่จิ่วเยี่ยกะทันหันเช่นนั้น
เขาต้องได้รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองที่สลับตัวกับโม่จิ่วเยี่ย
เขากลัวว่าเรื่องนี้จะถูกเปิดเผย จึงชิงลงมือจัดการโม่จิ่วเยี่ยเสียก่อน
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย นางต้องคิดให้ดีว่าจะถามโม่จิ่วเยี่ยอ
ย่างไรโดยไม่ให้เขาเอะใจ
ในตอนนั้น เฮ่อจือหร่านก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง นางเอามือตบลงบน
หน้าอกเบา ๆ ถ้าคนอื่นมองมาคงคิดว่านางเพิ่งฝันร้ายไปแน่ ๆ
เฮ่อจือหร่านยังคงรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเรื่องราวนอกเหนือจากประวัติศาสตร์นี้เป็นเรื่อง
จริง แล้วเหตุใดจักรพรรดิซุ่นอู่ถึงได้ลงมือสังหารบุตรชายของตัวเอง
กัน
มันช่างเหมือนกับ ‘บทกวีเจ็ดก้าว*[1]’ ของเฉาจื๋อไม่มีผิด…
รถเข็นไม้โยกเยกไปมา พาเฮ่อจือหร่านที่ก าลังครุ่นคิดอะไรอยู่
มากมายกลับไปยังจุดพัก
ขณะนั้นดวงอาทิตย์คล้อยต ่าแล้ว คนสกุลโม่พากันนั่งอยู่ริมทาง
พวกนางต่างเงยหน้ามองมาทิศทางนี้ด้วยใจจดจ่อ
กระทั่งมองเห็นเงาร่างของเฮ่อจือหร่านนั่งอยู่บนรถเข็นไม้จาก
ไกล ๆ โม่หานเยี่ยก็โบกมือร้องตะโกนว่า “พี่สะใภ้เก้า พี่สะใภ้เก้า
กลับมาแล้ว”
เฮ่อจือหร่านกระโดดลงจากรถเข็น เดินตรงไปหาครอบครัวที่
นางรออยู่ สะใภ้ใหญ่ยื่นผ้าชุบน ้าส่งให้นางอย่างเอาใจใส่
“น้องสะใภ้เก้า ครั้งนี้เจ้าคงล าบากมาก เช็ดเหงื่อสักหน่อยเถอะ”
เฮ่อจือหร่านรู้สึกอบอุ่นนักกับความห่วงใยจากคนในครอบครัว
ชาติที่แล้ว พ่อแม่นางแตกแยกกัน นางใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมา
ยี่สิบสี่ปี ไม่เคยได้รับรู้รสชาติของค าว่า ‘ความรักในครอบครัว’ เลย
ไม่คิดว่าการทะลุมิติมาอยู่ในโลกใบนี้โดยไม่คาดฝัน จะท าให้
นางได้พบกับความรักของคนในครอบครัวที่ใฝ่หามาตลอด
แม้ว่าเส้นทางการเนรเทศจะเต็มไปด้วยความยากล าบากและ
อันตราย แต่เฮ่อจือหร่านก็เชื่อมั่นว่า พวกนางจะสามารถผ่านพ้น
ความยากล าบากนี้ไปได้ และคนในครอบครัวก็จะมีชีวิตที่ดีร่วมกันใน
อนาคต
นางเอ่ยขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่ ก่อนจะรับผ้ามาเช็ดหน้า
เผิงวั่งน าเงินหนึ่งร้อยสิบห้าต าลึงที่ได้มาในวันนี้มอบให้เฮ่อจือห
ร่านทั้งหมด พร้อมกับบอกให้นางดูแลและแบ่งสันเงินจ านวนนี้ เขาไม่
ขอยุ่งเกี่ยวด้วย
เฮ่อจือหร่านรับเงินมา จากนั้นก็เรียกคนตระกูลฟางและ
ตระกูลเซี่ยให้มาพบ ก่อนจะน าเงินทั้งหมดออกมาวางตรงหน้าทุกคน
“หนังหมาป่าของพวกเราขายได้เจ็ดสิบห้าต าลึง ส่วนเนื้อตาก
แห้งขายได้สี่สิบต าลึง รวมทั้งหมดเป็นเงินร้อยสิบห้าต าลึง”
ได้ยินเฮ่อจือหร่านแจกแจงเช่นนั้น คนตระกูลฟางและตระกูลเซี่ย
ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ในใจพวกเขารู้สึกยินดีแต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้
เงินจ านวนนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา เหตุใดนางถึงได้แจก
แจงเุิงนทั้งหมดต่อหน้าทุกคนเช่นนี้?
ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้ค าตอบ
เฮ่อจือหร่านหยิบเงินยี่สิบต าลึงยื่นให้เซี่ยเทียนไห่
“ท่านลุงเซี่ย นี่เป็นส่วนของพวกท่านเจ้าค่ะ”
เซี่ยเทียนไห่รับเงินมาด้วยสีหน้าฉงน ยี่สิบต าลึงส าหรับ
ตระกูลเซี่ยในตอนนี้ นับว่าเป็นเงินก้อนโตทีเดียว
ถ้าใช้จ่ายอย่างประหยัด เงินจ านวนนี้คงพอให้ครอบครัวของ
พวกเขากินอยู่ได้หลายเดือนเลยทีเดียว
เฮ่อจือหร่านยื่นเงินให้ แต่เซี่ยเทียนไห่กลับมีท่าทีล าบากใจ จะ
รับก็ไม่เชิง จะไม่รับก็ไม่ใช่
เขาหันหน้าไปมองเผิงวั่งอย่างลืมตัว
เผิงวั่งเห็นดังนั้นก็ท าเพียงแค่ยักไหล่
“นางมอบให้ท่านก็รับไว้เถอะ พวกท่านตระกูลเซี่ยก็มีส่วนร่วมใน
การฆ่าฝูงหมาป่า ทั้งถลกหนังและท าเนื้อตากแห้ง นี่เป็นสิ่งที่พวก
ท่านควรได้รับ”
ในใจของเผิงวั่ง เขารู้สึกว่าเงินยี่สิบต าลึงที่ให้กับตระกูลเซี่ยนั้น
มากเกินไปสักหน่อย
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมในสิ่งที่เขาพูดไปจริง แต่ถ้าคิดดูให้
ดีแล้ว ในบรรดาหมาป่าห้าสิบตัว อย่างน้อยสี่สิบตัวก็เป็นฝีมือของโม่
จิ่วเยี่ยกับภรรยาเขา
แม้ว่าพวกเขาจะออกแรงถลกหนังและย่างเนื้อตากแห้งไปไม่น้อย
แต่ก็ไม่น่าจะถึงกับต้องได้ค่าแรงมากขนาดนี้
เฮ่อจือหร่านเองก็รู้เรื่องนี้ดี แต่ที่นางเลือกท าเช่นนี้ก็เพราะ
ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว
ตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลของพี่สะใภ้รอง นับตั้งแต่ที่นางได้ปรับ
ความเข้าใจกับโม่จิ่วเยี่ยอย่างถ่องแท้แล้ว นางก็รู้ดีว่าทั้งตระกูลเซี่ย
และตระกูลฟางล้วนเป็นคนที่มีเหตุผล
การเดินทางอันแสนยาวไกลนี้ พวกเขายังต้องร่วมทางกันไปอีก
นาน การดูแลช่วยเหลือกันและกันย่อมดีกว่าคิดร้ายต่อกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ตระกูลฟางและตระกูลเซี่ยยังต้องรับอาหารที่
แบ่งจากสกุลโม่ พวกเขาคงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่นัก
ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสหาเงินมาได้บ้าง หากท าตัวตระหนี่ถี่เหนียว
แล้วจ่ายเงินให้พวกเขาเพียงนิดหน่อย ต่อไปพวกเขาก็ยังต้องมา
พึ่งพาสกุลโม่อยู่ดี
นี่จึงถือเป็นการให้เกียรติพวกเขาทั้งสองตระกูลโดยไม่ต้องเอ่ย
ปาก
เซี่ยเทียนไห่เห็นเผิงวั่งพูดเช่นนั้นจึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นความคิด
ของเขา
เขาตื่นเต้นดีใจรีบรับเงินยี่สิบต าลึงมา
เผิงวั่งเห็นดังนั้นจึงเอ่ยเตือนว่า “ข้าไม่ได้มีน ้าใจจะแบ่งเงินให้
พวกเจ้าหรอกนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเฮ่อจือหร่านเอ่ยปากเอง คงไม่มีทาง
ที่พวกเจ้าจะได้เห็นแม้แต่เงาของเงิน”
ได้ยินดังนั้นเซี่ยเทียนไห่จึงเข้าใจอย่างกระจ่าง เขาเองก็รู้ว่าสกุล
โม่และเผิงวั่งนั้นสนิทสนมกันดี แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คาดไม่ถึงว่า
เผิงวั่งจะยอมฟังค าพูดเฮ่อจือหร่าน ถึงขั้นยินยอมแบ่งเงินให้พวกเขา
คิดได้เช่นนั้นแล้ว เซี่ยเทียนไห่จึงประสานมือคารวะเฮ่อจือหร่าน
ด้วยความจริงใจ
“หลานสะใภ้ น ้าใจครั้งนี้ ข้าจะจดจ าเอาไว้อย่างดี”
[1] บทกวีเจ็ดก้าว : กล่าวถึงพี่น้องที่ต้องเข่นฆ่ากันเอง โดย
เนื้อหาในบทกวีเปรียบกับการต้มเมล็ดถั่วโดยใช้ต้นถั่วมาเป็นเชื้อไฟ
ทั้ง ๆ ที่เมล็ดถั่วในภาชนะนั้นก็เกิดร่วมกับต้นถั่วที่ก าลังใช้เป็นเชื้อไฟ
ต้มอยู่