ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 77 นับตั้งแต่ที่เขาลงมือกับข้า พวกเราก็ไม่ใช่พี่น้องกันอีก
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 77 นับตั้งแต่ที่เขาลงมือกับข้า พวกเราก็ไม่ใช่พี่น้องกันอีก
ต่อไป
คราวนี้เฮ่อจือหร่านหมดหวังอย่างแท้จริงแล้ว
เดิมทีนางยังคิดว่าปานของโม่จิ่วเยี่ยอาจถูกคนสกุลโม่ท าขึ้นใน
ภายหลังก็เป็นได้
แต่หนานฉีกลับไม่มีปานประจ าตระกูลของสกุลโม่เลย ซึ่งเป็น
การยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ถูกสลับตัวกัน
กล่าวคือ บันทึกนอกเหนือประวัติศาสตร์นี้ไม่อาจพิสูจน์ได้
เมื่อได้รับค าตอบสุดท้ายจากโม่จิ่วเยี่ย เฮ่อจือหร่านก็เลิกสงสัย
ในชาติก าเนิดของเขาอย่างสิ้นเชิง
ขณะเดียวกัน นางก็ยิ่งไม่เข้าใจพฤติกรรมขอ หนานฉีที่มีต่อเขา
มากขึ้น
ผู้ผูกปมเท่านั้นที่จะแก้ปมได้ ตอนนี้คงมีเพียงหนานฉีเท่านั้นที่รู้
ค าตอบนี้
เมื่อเห็นเฮ่อจือหร่านยังคงครุ่นคิด โม่จิ่วเยี่ยอยากจะถามนางนัก
ว่านางไปรู้เรื่องไร้สาระเช่นนี้มาจากที่ใด
แต่เมื่อนึกถึงค าสัญญาที่เคยให้ไว้กับนาง โม่จิ่วเยี่ยก็พยายาม
อดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ในใจ
เพื่อไม่ให้นางกังวลไปมากกว่านี้ โม่จิ่วเยี่ยจึงเลือกที่จะเล่าเรื่องที่
เขาคาดเดาไว้ทั้งหมด
“ข้ากับหนานฉีเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ความสัมพันธ์ของเรา
แน่นแฟ้นมาก เขาจริงใจกับข้าเสมอ”
“จ าได้ว่าตอนที่ข้าไปรบอยู่ชายแดนและขาดแคลนเสบียง ข้าส่ง
หนังสือขอความช่วยเหลือไปยังราชส านักแต่กลับไม่ได้รับการ
ตอบสนอง ในตอนที่เสบียงใกล้จะหมด เหล่าทหารในกองทัพก็ก าลัง
จะอดตาย หนานฉีเป็นคนมอบเงินของเขา ไปรวบรวมเสบียงตามที่
ต่าง ๆ แล้วส่งมาให้ข้าที่ชายแดน ครั้งนั้นนับว่าเขาช่วยชีวิตพวกเรา
ไว้”
“ครั้งแรกที่ข้าออกรบ ข้าถูกธนูอาบยาพิษของศัตรูเข้า หนานฉี
ขี่ม้าอย่างเร่งรีบไปที่หุบเขายาเพื่อหายาถอนพิษให้ข้า”
“ยังมีเรื่องราวแบบนี้อีกมากมายที่เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า หนานฉี
จริงใจกับข้ามาก”
“ข้ารู้สึกว่าเขาแปลกไปตั้งแต่ต้นปีที่กลับมาจากชายแดน
ถึงแม้ว่าเขาจะท าตัวปกติ ออกมารับข้าที่นอกเมือง แต่เพราะพวกเรา
คบหากันมานาน ข้ารู้สึกได้ทันทีว่าเขาไม่ได้ดีใจที่เห็นข้ากลับมา”
“อีกทั้งสายตาของเขายังเลิ่กลั่กตลอดเวลา ข้าคิดว่าเขาคงเจอ
เรื่องไม่ดี จึงสอบถามเขาด้วยความเป็นห่วง แต่เขากลับไม่ตอบ
ค าถามตามตรงและพยายามเลี่ยงไปเรื่องอื่น”
“หลังจากที่ข้ากลับมายังเมืองหลวงและจัดการเรื่องทุกอย่าง
เรียบร้อยแล้ว ก็รีบไปที่วังหลวงเพื่อไปหาเขา”
“แต่เขากลับถามข้าว่า ‘หากข้าไม่ใช่โอรสขององค์จักรพรรดิ
พวกเราจะยังเป็นพี่น้องกันได้อยู่หรือไม่’”
“ตอนนั้นข้าไม่ได้ใส่ใจกับค าพูดของเขาเท่าไหร่นัก แค่เอ่ย
ปลอบใจเขาไปสองสามประโยค”
“แต่ตอนนี้เมื่อได้คิดทบทวนดู ค าถามของหนานฉีในตอนนั้น
อาจเป็นเพราะเขาได้ยินอะไรมา หรือไม่เขาก็อาจจะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์
จริง ๆ”
“แต่ไม่ว่าอย่างไร คนที่ถูกสลับตัวกับเขาก็ไม่น่าจะใช่ข้า”
หลังจากฟังโม่จิ่วเยี่ยเล่าจบ เฮ่อจือหร่านก็คิดถึงความเป็นไปได้
อีกอย่างหนึ่ง
“ถ้าเป็นอย่างที่ท่านเล่า หนานฉีก็เคยปฏิบัติต่อท่านเหมือนพี่
น้องอย่างจริงใจมาก่อน แต่จู่ ๆ ท่าทีของเขากลับเปลี่ยนไป ข้าเดาว่า
เขาอาจจะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์และน่าจะถูกสลับตัวมาจริง ๆ แต่ข่าวที่
เขารับรู้คือคนที่สลับตัวกับเขาเป็นท่าน เขากลัวว่านานไปเรื่องจะแดง
ขึ้นมา จึงคิดจะสังหารปิดปากท่าน”
โม่จิ่วเยี่ยเอ่ยด้วยน ้าเสียงทุ้มต ่า “นั่นเป็นเพียงการคาดเดาของ
ข้า เพราะยังไม่รู้แน่ชัดว่าเขาเป็นใครกันแน่”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ท่านไม่อยากจะสะสางความเข้าใจผิดกับเขา
หรือ” เฮ่อจือหร่านอยากรู้ความคิดที่แท้จริงของโม่จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยส่ายหัว พลางยิ้มอย่างขมขื่น
“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือไม่ ในเมื่อเขาลงมือกับข้า พวก
เราก็เป็นพี่น้องกันไม่ได้อีกต่อไป”
เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของโม่จิ่วเยี่ยตกต ่าลงเรื่อย ๆ เมื่อวิเคราะห์
สถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขาก็ได้แต่ปล่อยให้เป็นไป เฮ่อจือห
ร่านจึงตัดสินใจยุติหัวข้อนี้ไว้
ทั้งสองคนเงียบลงพร้อมกัน ครู่หนึ่งนั้นไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดออกมา
ในที่สุดโม่จิ่วเยี่ยก็เป็นฝ่ายเริ่มเอ่ยก่อน จึงท าลายความเงียบสงัด
ภายในกระโจมไป
“ข้าจะไปนั่งริมแม่น ้าสักพัก ตรงนั้นอากาศเย็นสบายดี”
ภายในกระโจมค่อนข้างอับชื้น เฮ่อจือหร่านนึกขึ้นได้ว่า หาก
เข้าไปในพื้นที่มิติแล้วอาบน ้าสักหน่อยก็คงจะดีทีเดียว
เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ยก าลังจะจากไป นางจึงคิดว่านี่คงเป็นโอกาสดี
“เอ่อ…เช่นนั้น…อีกครึ่งชั่วยามท่านค่อยกลับมาได้หรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยมองนางอย่างพิจารณา ก่อนจะตอบ “อืม” ออกมาเบา ๆ
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าเขายินยอมแล้ว จึงรออยู่จนกระทั่งมองไม่เห็นเงา
ของเขาอีก จากนั้นก็รีบพาตัวเองเข้าไปในพื้นที่มิติทันที่
เวลาเป็นสิ่งมีค่า เฮ่อจือหร่านจึงรีบอาบน ้าช าระร่างกายอย่าง
รวดเร็วที่สุด ตามด้วยเป่าผมให้แห้ง แล้วเปลี่ยนเป็นชุดที่สะอาด
นางเหลือบมองนาฬิกาแขวนบนผนัง ตั้งแต่เข้ามาจนถึงตอนนี้
เพิ่งผ่านไปเพียงสองเค่อกว่าเท่านั้น
หลังออกมาจากพื้นที่มิติ โม่จิ่วเยี่ยก็ยังไม่กลับมา เฮ่อจือหร่าน
จึงนอนตะแคงหลับไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ นางจึงรู้สึกได้ชัดเจนว่ามีกลิ่นอาย
แสนคุ้นเคยมาอยู่ข้างกาย
เมื่อรู้ว่าเป็นโม่จิ่วเยี่ยกลับมาแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงขยับตัวไป
ด้านข้างเพื่อให้เขามีพื้นที่ว่างมากขึ้น
ทันทีที่โม่จิ่วเยี่ยเข้ามาในกระโจม เขาก็ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่
ไม่ได้สัมผัสมานาน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกหลงใหลในกลิ่นนี้อย่างน่า
ประหลาด
แม้แต่สัญชาตญาณดิบในร่างกายก็ยังเริ่มถูกก่อกวน
โม่จิ่วเยี่ยส่ายหัวแรง ๆ หลายครั้ง พยายามอย่างหนักเพื่อรักษา
สติให้ปลอดโปร่ง จากนั้นจึงนอนลงอีกด้าน…
สองวันต่อมา พวกเขายังคงรอการกลับมาของโจวเหล่าปา
เฮ่อจือหร่านไม่สามารถช่วยงานที่สตรีคนอื่น ๆ ก าลังท าอยู่ได้
แต่นางก็ไม่ได้อยู่เฉย นอกจากท าอาหารสามมื้อต่อวันแล้ว นางยังใช้
เวลาที่เหลือทั้งหมดไปกับการปรุงยา
งูสามเหลี่ยมตัวนั้นถูกเก็บไว้ในพื้นที่มิติมาหลายวันแล้ว เฮ่อจือห
ร่านจึงคิดจะใช้เวลานี้ปรุงยาพิษที่ต้องการ
นางหลบเข้ามาอยู่ในกระโจม ใช้เครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ สกัด
พิษงูสามเหลี่ยมออกมา
ตามต ารับยาโบราณ การผสมสมุนไพรต่างชนิดกัน จะท าให้เกิด
ยาพิษที่มีฤทธิ์แตกต่างกันออกไป
เรื่องนี้ไม่ยากเกินความสามารถของนาง ของแบบนี้เพียงสั่งจาก
เถาเป่าก็ได้หมด!
หลังจากทุ่มเทท างานหนักอยู่สองวัน ในที่สุดเฮ่อจือหร่านก็ปรุง
ยาพิษสองชนิดได้ส าเร็จและอีกหนึ่งชนิดเป็นยาสลบ
ชนิดแรกมีฤทธิ์ท าให้ผู้ที่สัมผัสสติพร่าเลือนไปชั่วขณะ เฮ่อจือห
ร่านตั้งชื่อยาพิษชนิดนี้ว่า ‘สิ้นสติ’
ส่วนชนิดที่สองนั้น มีฤทธิ์แรงกว่ามาก เพียงแค่กลืนลงไปก็จะ
เสียชีวิตทันที่ ไม่ต้องหวังพึ่งยาถอนพิษกันเลยทีเดียว
นางตั้งชื่อยาพิษชนิดนี้ว่า ‘ยมทูต’
ส่วนยาสลบนั้นก็ตรงตามชื่อของมัน เมื่อจุดรมควันแล้ว ใครก็
ตามที่สูดดมเข้าไป ก็จะหมดสติลงทันที่ ยานี้จะออกฤทธิ์อยู่ได้
ประมาณหนึ่งชั่วยาม
แน่นอนว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง นางจึงได้ปรุงยาแก้
ยาสลบนี้เอาไว้ด้วย
นางทะนุถนอมเก็บสิ่งของเหล่านี้เป็นอย่างดี เผื่อเอาไว้ใช้ในยาม
จ าเป็น
หลังจากเฮ่อจือหรานปรุงยาพิษและยาสลบเสร็จ บรรดาสตรี
ทั้งหลายก็ตัดเย็บเสื้อผ้าและรองเท้าเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
พอดีกับโจวเหล่าปาซึ่งน าเจ้าหน้าที่หลายนายเดินทางกลับมา
จากเมืองหลวง
เผิงวั่งมองดูท้องฟ้า เวลานี้ล่วงเข้ายามเซินไปแล้ว จึงตัดสินใจ
พักค้างแรมที่นี่อีกคืนหนึ่ง แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทาง
หลังจากได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในค ่าคืนนี้แล้ว ทุกคนจึงถือ
โอกาสเปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าใหม่ ส่วนชุดที่สกปรกก็ซักท าความ
สะอาดแล้วเก็บใส่ห่อผ้าไว้
เมื่อรุ่งอรุณของวันใหม่มาถึง หลังพวกเขารับประทานอาหารเช้า
เสร็จแล้ว เผิงวั่งก็ออกค าสั่งให้ขบวนนักโทษออกเดินทางต่อ
อ าเภอผิงหยวนเป็นอ าเภอส าคัญในการเดินทางไปซีเป่ย ยาม
บ่ายขบวนนักโทษจึงเดินทางเข้าตัวอ าเภออย่างยิ่งใหญ่
หากไม่เห็นเจ้าหน้าที่หลายคนติดตามมาด้วย ผู้ใดจะรู้ว่าคนที่
แต่งกายเรียบร้อยเหล่านี้จะเป็นนักโทษเนรเทศ
ขณะที่ขบวนของพวกเขาก้าวเข้ามาในตัวอ าเภอ ก็ดึงดูดสายตา
ใครหลายคนให้หันมามอง คนสกุลโม่ก้มหน้าลดหมวกสานลงต ่า
เพื่อปิดบังใบหน้าของทุกคนจากสายตาคนภายนอก