ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 79 หนานฉีมาเยือน
ในใจของโม่จิ่วเยี่ ตอนนี้ก็มีเรื่องมากมายอยากจะพูดกับเฮ่อจือห
ร่าน พอเห็นเผิงวั่งยังคงอยู่ที่นี่และไม่ยอมไปไหนสักที่ เขาจึงแกล้งท า
เป็นไม่สบาย
“ฮูหยิน ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายนัก เจ้าช่วยพยุงข้าที”
เฮ่อจือหร่านมองปราดเดียวก็รู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยแสร้งท า จึงเข้าไปช่วย
พยุงแขนเขาไว้ข้างหนึ่ง
“ท่านพี่ อาการบาดเจ็บของท่านคงยังไม่หายขาด วันนี้พวกเรา
ยังเดินทางมาทั้งวัน ข้าจะพยุงท่านเดินไปช้า ๆ รอถึงโรงเตี๊ยมแล้ว ข้า
จะตรวจอาการให้ท่านอย่างละเอียดอีกรอบ”
โม่จิ่วเยี่ยจึงถือโอกาสเอนซบร่างกายของเฮ่อจือหร่าน ในสายตา
ของคนนอกนั้นเขาดูอ่อนแอมาก
เผิงวั่งเห็นว่าโม่จิ่วเยี่ยท่าทางจะไม่สบายจริง ๆ จึงรีบสั่งให้ขบวน
เดินทางช้าลง และเขาก็ไปด้านหน้าของขบวนเพื่อควบคุมความเร็ว
ด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นว่าเผิงวั่งเดินไปไกลแล้ว โม่จิ่วเยี่ยก็ส ารวจไปรอบ ๆ หลัง
พบว่ามีแค่คนในบ้านที่มองมายังเขาด้วยความเป็นห่วง
เขาจึงส่งสายตาให้ทุกคนบ่งบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร จากนั้นจึง
กระซิบกับเฮ่อจือหร่าน
“การปรากฏตัวของเจ้า ท าให้เวลาที่พวกเขาจะพบกันเปลี่ยนไป
เท่านั้นเอง”
ความหมายของโม่จิ่วเยี่ยคือไม่ว่าอย่างไรทั้งสองคนนั้นย่อมจะได้
พบกันอยู่แล้ว
เฮ่อจือหร่านไม่แปลกใจกับเรื่องนี้นัก นางยังยินดีที่หนานฉีได้
รู้จักกับเฟ่ยหนานอวี่ด้วยซ ้า
ตราบใดที่เฟ่ยหนานอวี่ได้เป็นขุนนางของหนานฉี เฮ่อจือหร่าน
ก็สามารถอ้างอิงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพื่อ
คาดการณ์เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ นับว่าเป็นการรู้เขารู้เรา
อย่างหนึ่ง
“มันอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย”
“เพราะอะไร” โม่จิ่วเยี่ยงุนงง
เฮ่อจือหร่านไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้กับชายหนุ่มอย่างไร
“ข้าคงอธิบายมากไม่ได้ บอกได้แค่ว่ามันเป็นลางสังหรณ์”
ยิ่งนางพูดแบบนี้ โม่จิ่วเยี่ยยิ่งมึนงงเข้าไปใหญ่
แต่เขาก็รู้ดีว่าคงไม่อาจรับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรไป
มากกว่านี้จากเฮ่อจือหร่านได้
ดังนั้น เขาจึงได้แต่เก็บเอาไปคิดหาความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา
เพียงล าพัง
เฮ่อจือหร่านกับสามีอิงแอบแนบชิดกัน พวกเขาต่างคิดเรื่อง
มากมายมาตลอดทางจนกระทั่งสุดเขตฝั่งตะวันตกของอ าเภอผิง
หยวน
ที่นั่นยังมีโรงเตี๊ยมที่เผิงวั่งคุ้นเคยอยู่ พวกเขาจึงตรงเข้าไปด้าน
ใน
โจวเหล่าปาเดินน าเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้าน เพียงครู่เดียวก็มี
เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งเดินตามเขาออกมา และพาพวกเขาไปดูห้องพักที่
ชั้นล่าง
ห้องพักยังคงแบ่งออกเป็นห้องพักส าหรับสิบคนและห้องพัก
ส าหรับสองคนเหมือนเดิม
ครั้งนี้พวกเจ้าหน้าที่ไม่ได้คิดเรียกเก็บราคาค่าห้อง เสี่ยวเอ้อร์
ของโรงเตี๊ยมจึงแจ้งราคาตามตรง
ห้องพักสิบคนและห้องพักสองคนราคาเท่ากันคือหนึ่งร้อยเหวิน
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านเป็นคนดูแลของครอบครัว พี่สะใภ้สี่จึงถือเงิน
เดินเข้ามาหานาง
“น้องสะใภ้เก้า ค่าห้องพักของวันนี้พี่สะใภ้สี่จะเป็นจ่ายเอง เจ้าคิด
ว่าพวกเราจะเลือกห้องพักแบบไหนดี”
ถึงแม้ตอนนี้เฮ่อจือหร่านจะเป็นคนดูแล แต่บางเรื่องนางก็อยาก
รับฟังความคิดเห็นของทุกคนมากกว่า
นางพาพี่สะใภ้สี่มาอยู่ตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่าและหญิงสาวคนอื่น ๆ
“ท่านแม่ ท่านลองดูสิเจ้าคะ พวกเราควรเลือกห้องกันอย่างไรดี”
ฮูหยินผู้เฒ่ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ “ข้าว่าท าอย่างครั้งก่อนก็
แล้วกัน เจ้ากับจิ่วเยี่ยพักห้องสองคน ส่วนคนอื่น ๆ พักกับข้าที่
ห้องพักสิบคนก็พอ”
เมื่อเฮ่อจือหร่านได้ยินความเห็นของฮูหยินผู้เฒ่า นางก็ก าชับกับ
พี่สะใภ้สี่ว่า “พี่สะใภ้สี่ ท่านท าตามที่ท่านแม่บอกเถอะ”
“ได้” พี่สะใภ้สี่ขานรับ แล้วเดินไปจ่ายเงินกับเสี่ยวเอ้อร์ที่โต๊ะ
ตระกูลเซี่ยและตระกูลฟางเหลือเงินติดตัวไม่มาก ต่างก็ตกลง
เลือกพักในห้องรวมสิบคน แม้ว่าแต่ละครอบครัวจะมีสมาชิกมากกว่า
สิบคน ก็ไม่มีใครอยากจะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเปิดห้องพักอีกห้อง
มีเพียงคนตระกูลเหอเท่านั้นที่เห็นว่าตระกูลอื่นต่างเลือกพักใน
ห้องที่เหมาะสมได้แล้ว จึงพากันมองเผิงวั่งด้วยสายตาอ้อนวอน หวัง
ว่าเขาจะเห็นใจ ไม่ให้พวกเขาต้องไปนอนข้างนอกอีก
เผิงวั่งเป็นเจ้าหน้าที่คุมนักโทษมานานหลายปี เขาย่อมไม่ใช่คน
ใจอ่อนหรือเห็นใจใครง่าย ๆ
“มองอะไรกันนักหนา! หากไม่มีเงินก็ไปนอนที่โรงฟืนด้านหลัง
ไป!”
คนตระกูลเหอมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็ได้แต่จ ายอม
แม้จะเป็นแค่โรงเก็บฟืน แต่ก็ยังดีที่มีค าว่า ‘โรง’ อยู่ด้วย ถึง
อย่างไรก็ดีกว่าต้องนอนในเพิงสกปรกหรือมีกลิ่นเหม็น
เมื่อทุกคนได้ที่พักกันเรียบร้อยแล้ว แต่ละตระกูลก็เริ่มมองหาที่
ว่างเพื่อก่อไฟท าอาหาร
หลังจากเดินทางมาทั้งวัน ทุกคนต่างก็เหนื่อยล้า แม้ฟ้าจะยังไม่
มืดก็พากันกลับไปพักผ่อนที่ห้องพัก
เฮ่อจือหร่านกลัวว่าโม่จิ่วเยี่ยจะถามเรื่องเฟ่ยหนานอวี่ต่อจึงแกล้ง
หลับไป นางจงใจหันหน้าเข้าผนัง ทั้งที่ยังไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด
โม่จิ่วเยี่ยเองก็รู้ว่าเฮ่อจือหร่านยังไม่ได้หลับ แต่เขาก็ไม่ได้พูด
อะไรต่อ
เดิมทีคิดว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่สงบสุข แต่ยามดึกกลับมีคนมาเคาะ
ประตูห้อง
โม่จิ่วเยี่ยลุกขึ้นนั่งอย่างตื่นตัว เขาเอ่ยถามด้วยน ้าเสียงเรียบนิ่ง
“ใคร”
“จิ่วเยี่ย เป็นข้าเอง”
เฮ่อจือหร่านก็ลุกขึ้นนั่งเช่นกัน นางสบตากับโม่จิ่วเยี่ย
ทั้งสองไม่คิดว่าหนานฉีจะเลือกมาหาพวกเขาเองแบบนี้
หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง โม่จิ่วเยี่ยก็ค่อย ๆ เปิดประตูห้องออกไป
ในตอนนั้น เฮ่อจือหร่านก็จัดเสื้อผ้าของตนเองเรียบร้อยแล้วและ
จุดตะเกียงน ้ามันบนโต๊ะ
ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก บุคคลที่ปรากฏตรงหน้า นอกจาก
หนานฉีแล้วยังมีเฟ่ยหนานอวี่อยู่ด้วย
ด้วยอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน ้ามัน เฮ่อจือหร่านสังเกตเห็น
แววตาที่ซับซ้อนของเฟ่ยหนานอวี่ได้ครู่หนึ่ง ในตอนที่เขามองโม่จิ่ว
เยี่ย
แต่ไม่นานเขาก็ปกปิดความรู้สึกนั้นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยืน
อยู่ข้างกายหนานฉีอย่างเรียบร้อย
“จิ่วเยี่ย เจ้าจะไม่เชิญข้าเข้าไปนั่งหน่อยหรือ”
สีหน้าของโม่จิ่วเยี่ยเรียบเฉยราวกับไม่รู้เรื่องที่หนานฉีท ากับตน
เมื่อไม่นานมานี้ เขาขยับกายหลบไปเล็กน้อยเพื่อเปิดทาง
หนานฉีก้าวเข้าไปในห้องอย่างมั่นใจ ทิ้งกายนั่งลงตรงโต๊ะกลม
จากนั้นจึงท าท่าทางเชื้อเชิญโม่จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยนั่งลงอย่างไม่รีบร้อน และไม่ลืมที่จะดึงตัวเฮ่อจือหร่าน
ให้นั่งลงข้าง ๆ เขาด้วย
หนานฉีจึงเพิ่งจะสังเกตเห็นเฮ่อจือหร่าน
ดวงตาของเขาเป็นประกายทันที่ พร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์ที่เฟ่ย
หนานอวี่ถูกกลุ่มบัณฑิตกลั่นแกล้งกลางถนนในวันนั้น
แม้จะจ าเฮ่อจือหร่านได้ แต่ด้วยบุคลิกที่ถือตัวของหนานฉี เขา
จึงไม่ได้ปริปากเอ่ยทัก แต่กลับหันไปถามโม่จิ่วเยี่ยว่า
“จิ่วเยี่ย นี่เจ้าไม่คิดจะแนะน าให้ข้ารู้จักกับหญิงคนนี้สักหน่อย
หรือ”
แม้ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนจะพูดคุยกันในลักษณะเช่นนี้ แต่ตอน
นั้นโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร ทว่ายามนี้น ้าเสียงของหนานฉีก
ลับแฝงไปด้วยความเยาะเย้ยนัก
โดยเฉพาะสายตาที่หนานฉีมองเฮ่อจือหร่านเมื่อครู่นี้ มันท าให้
เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว นอกจากภรรยาของข้า จะยังมีใครอีกที่
สามารถอยู่ในห้องเดียวกับข้าได้”
หนานฉีไม่ได้สนใจท่าทีของโม่จิ่วเยี่ย แต่ยังคงพูดต่อไปว่า
“พี่สะใภ้ช่างคู่ควรกับการเป็นฮูหยินของสกุลโม่เสียจริง ตอนที่หนาน
หวี่เกิดเรื่อง นางก็ไม่ลังเลที่จะเข้าช่วยเขาแม้แต่น้อย”
เมื่อหนานฉีพูดเช่นนั้นแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงรู้สึกว่าไม่จ าเป็นต้อง
เก็บตัวเงียบอีกต่อไป
“แม้ว่าตัวข้าจะไม่มีความสามารถอะไร แต่ก็ทนเห็นคนรังแกผู้อื่น
ไม่ได้ คงท าให้ท่านอ๋องต้องหัวเราะเยาะแล้ว”
เฟ่ยหนานอวี่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาค านับให้นาง
พลางเอ่ย
“ข้าน้อยขอขอบคุณฮูหยินโม่ที่เมตตาช่วยเหลือ”
เฮ่อจือหรานจ้องมองสีหน้าของเฟ่ยหนานอวี่อย่างพิจารณา เห็น
เขายังคงสงบนิ่งเฉกเช่นในอดีต จึงเอ่ยตอบอย่างแผ่วเบา “คุณชาย
ไม่ต้องเกรงใจ ข้าคิดว่าหากเป็นคนอื่นพบเจอเรื่องเช่นนี้ก็คงไม่อยู่นิ่ง
เฉยเช่นกัน”
กล่าวจบ เฮ่อจือหรานก็หันไปมองหนานฉี พร้อมกับเอ่ยถามว่า
“ท่านอ๋องฉีเห็นด้วยหรือไม่?”