ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 85 เมื่อเจอน ้าป่า วิธีที่ดีที่สุดคือมองหาที่สูง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 85 เมื่อเจอน ้าป่า วิธีที่ดีที่สุดคือมองหาที่สูง
หมวกสานบนศีรษะของคนสกุลโม่ถูกฝนสาดกระหน ่าจนเปียก
โชกอย่างรวดเร็ว ประโยชน์เดียวที่ยังพอมีอยู่ คือสามารถป้องกัน
ไม่ให้น ้าฝนตกลงใส่ใบหน้าโดยตรง
เฮ่อจือหร่านปรับตัวตามสถานการณ์ทันที่ นางให้ทุกคนกาง
กระโจมออกเล็กน้อยเพื่อใช้เป็นเครื่องก าบังฝนชั่วคราว
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มลื่นไถลขึ้นเรื่อย ๆ
เฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยรีบวิ่งไปหาฮูหยินผู้เฒ่า เพราะกลัวว่า
นางจะเผลอลื่นล้ม
ฮูหยินผู้เฒ่าเดินด้วยความยากล าบากจริง ๆ นางรู้สึกว่าตัวเอง
ก้าวได้มั่นคงก็เมื่อถูกบุตรชายและลูกสะใภ้ช่วยกันพยุง
เหล่าพี่สะใภ้ต่างพากันช่วยโม่หานเยี่ยอยู่เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น
ทุกคนยังต้องพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกด้วย
ผู้คนจากตระกูลอื่น ๆ ต่างพากันท าตามคนสกุลโม่ เดินตามติด
พวกเขาไป
ในเวลานี้ คนที่ล าบากที่สุดคือคนตระกูลเหอ
ไม่เพียงพวกเขามักจะกินไม่อิ่มและนอนไม่หลับ แต่ยังไม่มี
เครื่องมือใด ๆ ที่สามารถป้องกันสายฝนได้ และตอนนี้พวกเขายังต้อง
เข็นเกวียนไม้หนัก ๆ ไปข้างหน้าอย่างยากล าบากอีก
ชะตากรรมของพวกเขาในตอนนี้ช่างตรงกับค าว่า ‘ผีซ ้าด ้า
พลอย’ เสียจริง
และสิ่งที่ยิ่งสร้างความปวดหัวมากขึ้นไปอีกคือ เกวียนไม้กลับติด
หล่มโคลนในตอนนี้อีก
ยามนี้คนตระกูลเหอนอกจากเหอจื่อหยวนที่เป็นชายฉกรรจ์แล้ว
ทุกคนล้วนเป็นคนแก่ เด็กและสตรี ล าพังแค่คนไม่กี่คนมาช่วยกันก็
ไม่สามารถดึงเกวียนไม้ออกมาได้
พวกเจ้าหน้าที่ที่ก าลังรีบเร่งเดินทางอยู่แล้ว พอเห็นคนตระกูล
เหอก าลังเจอเรื่องยุ่งยาก พวกเขาก็ไม่รอช้า เดินปรี่เข้ามาฟาดแส้ใส่
ไปหลายที่
คนตระกูลเหอต่างร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
เมื่อคิดว่าบนเกวียนไม้ยังมีเสบียงอาหารและข้าวของเครื่องใช้
ของสกุลโม่
โม่จิ่วเยี่ยจึงฝากฮูหยินผู้เฒ่าไว้กับเฮ่อจือหร่าน จากนั้นก็เดิน
ก้าวฉับ ๆ ไปยังเกวียนไม้
เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ยเดินเข้ามา คนตระกูลเหอก็หยุดร้องโอดครวญ
ทันที่
โม่จิ่วเยี่ยไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขา รีบใช้สองมือจับเกวียน
ไม้แน่น แล้วออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว เกวียนไม้ก็หลุดออกมาจาก
ดินโคลน
หลังเห็นโม่จิ่วเยี่ยลากเกวียนไม้จากไปไกลแล้ว เหอจื่อหยวนก็
รีบปาดเม็ดฝนบนใบหน้า แล้วตามขึ้นไปช่วยเข็นเกวียนอย่างรู้หน้าที่
ด้วยความช่วยเหลือจากโม่จิ่วเยี่ย ในที่สุดคนตระกูลเหอก็ไม่ถูก
ทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป
เหอจื่อหยวนมองร่างสูงสง่าที่อยู่เบื้องหน้า “ขอบใจเจ้ามากที่
ช่วยเหลือ”
การที่โม่จิ่วเยี่ยเลือกมาลากเกวียนไม้ ไม่ใช่เพราะเขาต้องการ
ช่วยเหลือคนตระกูลเหอ
เพียงได้ยินเหอจื่อหยวนเอ่ยขอบคุณ เขาจึงกล่าวด้วยน ้าเสียง
เย็นชาว่า “ข้าท าเพราะเสบียงของตัวเอง ท่านอย่าคิดมากเลย”
ค าขอบคุณของเหอจื่อหยวนนั้นมาจากใจจริง ไม่ว่าโม่จิ่วเยี่ยจะ
ลากเกวียนไม้ด้วยท่าทีเช่นไร แต่เขาก็ช่วยเหลือตระกูลเหอให้รอด
พ้นจากวิกฤตยามนี้ได้
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องขอบคุณเจ้าส าหรับเรื่องนี้”
โม่จิ่วเยี่ยไม่พูดอะไรอีก เขาเพียงก้มหน้าลงแล้วลากเกวียน
ต่อไป…
สายฝนยังคงเทกระหน ่าลงมาอย่างไร้ทีท่าว่าจะหยุด
น ้าที่เอ่อล้นบนถนนเริ่มท่วมสูงจนถึงข้อเท้าของพวกเขาในเวลา
อันรวดเร็ว
เฮ่อจือหร่านรู้สึกถึงลางร้ายอย่างน่าประหลาด
เส้นทางในสมัยโบราณไม่ได้มีระบบระบายน ้า หากฝนยังคงตก
หนักอย่างต่อเนื่อง คงไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดภัยพิบัติใดขึ้นบ้าง
ทันใดนั้น เผิงวั่งก็ชี้ไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า “พวกเรารีบหน่อย
ด้านหน้านั่นคือหมู่บ้าน”
เฮ่อจือหร่านมองตามไปยังทิศทางที่เขาชี้
แม้จะมีม่านฝนบดบัง ทว่าก็พอจะมองเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่
ร าไร
สิ่งนี้ราวกับเป็นประกายแห่งความหวัง พวกเขาทุกคนเร่งฝีเท้าให้
เร็วขึ้นอีกครั้ง
ไม่นานนัก ทุกคนก็เดินตามเผิงวั่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน
โชคดีที่ระดับน ้าบริเวณนี้ไม่สูงเท่าบนถนน
ดูเหมือนว่าเผิงวั่งจะคุ้นเคยกับหมู่บ้านแห่งนี้เป็นอย่างดี เขาพา
ทุกคนเดินลัดเลาะไปตามทาง จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าลานบ้านหลัง
หนึ่ง จากนั้นก็ก้าวเข้าไปเคาะประตู
“หลิวหลี่อยู่บ้านหรือไม่”
เผิงวั่งเรียกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ คงเป็นเพราะ
สายฝนที่ตกหนักเกินไป
เขาจึงตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
ไม่นานเผิงวั่งก็เดินออกมาพร้อมกับชายชราวัยห้าสิบหกสิบปี
เผิงวั่งชี้ไปยังกลุ่มคนที่อยู่หน้าประตูแล้วพูดว่า “หลิวหลี่ ท่านแค่
หาที่หลบฝนให้พวกเราได้ก็พอ”
หลิวหลี่มองไปทางประตู เห็นผู้คนมากมายยืนอยู่ตรงนั้นเขาก็
รู้สึกตกใจ
“ท่านเจ้าหน้าที่ มีคนมากมายขนาดนี้ ข้าเกรงว่าบ้านของข้าคง
ไม่มีพื้นที่ว่างพอ”
“หลิวหลี่ ขอแค่หลบฝนได้ ให้พวกเขาเบียดกันสักหน่อยก็ไม่
เป็นไร” เพื่อไม่ให้หลิวหลี่ปฏิเสธ เผิงวั่งจึงโบกมือเรียกให้ทุกคนเข้า
ไปในบ้านหลังกล่าวจบทันที่
หลิวหลี่ไม่มีทางเลือก เขาจึงได้แต่เปิดประตูห้องสองห้องของ
บ้าน
“มีแค่สองห้องนี้ที่ว่าง ท่านจัดการตามสบายเถอะ!”
เผิงวั่งเลือกห้องให้ตัวเองและพวกเจ้าหน้าที่ ส่วนคนอื่น ๆ ให้ไป
อยู่รวมกันอีกห้องหนึ่ง
เมื่อเห็นที่หลบฝน ทุกคนก็กรูกันเข้าไปราวกับผึ้งแตกรัง
โชคดีที่ห้องค่อนข้างกว้าง แม้ทุกคนจะต้องยืนเบียดกันหลังจาก
เข้าไปแล้ว แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องตากฝนอีก
สายฝนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือซาลง
น ้าเริ่มขังบริเวณหน้าบ้านของหลิวหลี่ และดูเหมือนว่าจะเริ่มไหล
เข้าไปในบ้านแล้ว
“แย่แล้ว น ้าไหลเข้าบ้านแล้ว!” คนตระกูลฟางที่ยืนอยู่หน้าประตู
ร้องขึ้น
ไม่รู้เพราะอะไรเฮ่อจือหร่านกลับรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
นางดึงแขนเสื้อของโม่จิ่วเยี่ย แล้วพูดเสียงเบาว่า “ข้าว่าพวกเรา
ไม่ควรหลบฝนอยู่ที่นี่ต่อ”
โม่จิ่วเยี่ยเองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
“อืม ข้ากังวลว่าหากฝนตกหนักเช่นนี้ต่อไป ที่นี่อาจจะเกิดน ้า
ท่วมได้”
เฮ่อจือหร่านกล่าวต่อ “ข้าเพิ่งเห็นว่าทางใต้ของหมู่บ้านมีภูเขา
อยู่ลูกหนึ่ง พวกเราไปที่นั่นน่าจะปลอดภัยกว่า”
โม่จิ่วเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะไป
ปรึกษาพี่เผิงดูว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่”
เผิงวั่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง มองท้องฟ้าที่ยังคงมืดครึ้ม
ด้วยความรู้สึกกังวล
เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ยเดินเข้ามา เขาก็เอ่ยปากถามขึ้นก่อน
“น้องชาย ห้องพักของพวกเจ้าคงจะแออัดมาก ไม่สู้พวกเจ้ามาอยู่กับ
พวกข้าที่นี่ก่อนก็ได้”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้คิดจะมาอยู่ที่นี่ เขาจึงเอ่ยเข้าเรื่องทันที่ “พี่เผิง
หากฝนยังคงตกแบบนี้ ไม่นานหมู่บ้านนี้ก็คงจะจมอยู่ใต้น ้าแน่”
เมื่อได้ยินดังนั้น เผิงวั่งก็มองไปยังน ้าที่ขังอยู่ในลานบ้านโดยไม่
รู้ตัว
มันเป็นจริงอย่างที่โม่จิ่วเยี่ยพูด น ้าในลานบ้านตอนนี้สูงกว่าตอน
ที่พวกเขาเพิ่งมาถึงมาก ค าพูดของโม่จิ่วเยี่ยจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง
เลย
“เช่นนั้นเจ้าว่าพวกเราควรจะท าอย่างไรดี?”
โม่จิ่วเยี่ยชี้ไปที่ยอดเขาซึ่งไม่ไกล
“เมื่อเจอน ้าป่า วิธีที่ดีที่สุดคือมองหาที่สูง”
แม้เผิงวั่งจะรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยพูดถูกต้อง แต่เขาก็ยังคงลังเล
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสิ่งที่โม่จิ่วเยี่ยพูดจะเกิดขึ้นหรือไม่ ต่อให้น ้าป่า
มาจริง ๆ พวกเขาที่มีคนอยู่มากมายขนาดนี้ หากขึ้นไปบนเขาแล้ว
ไม่เจอที่ก าบังให้หลบ ก็ต้องเปียกฝนจนตายอยู่ดี
เผิงวั่งบอกความกังวลในใจออกมาตามตรง
“น้องชาย ถ้าเราขึ้นไปบนเขาแล้วไม่เจอที่หลบฝน จะท าอย่างไร
เล่า”
พวกเขานึกว่าเผิงวั่งจะเป็นคนเฉลียวฉลาด แต่ในเวลาที่ส าคัญ
เช่นนี้เขากลับโง่เขลา
“พี่เผิง มีสองทางเลือก หนึ่งคือขึ้นไปบนเขาแล้วอาจจะเปียกฝน
อีกทางเลือกหนึ่งคืออยู่ที่เชิงเขาแล้วโดนน ้าป่าพัดไป”
เมื่อมาถึงตอนนี้ โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าจ าเป็นต้องพูดให้เรื่องนี้ดู
ร้ายแรงขึ้น
เผิงวั่งเองก็รู้ดีว่าต้องเป็นเช่นนั้น แต่เขายังคงมีความหวังเล็ก ๆ
อยู่บ้างว่าฝนจะหยุด ไม่อย่างนั้นการลงแรงของพวกเขาจะไม่เสีย
เปล่าหรือ